ตอนที่ 1867
บทที่ 1867 คัมภีร์ไท่เซวียน ....................
October 21, 2026
บทที่ 1867 คัมภีร์ไท่เซวียน
………………..
บทที่ 1867 คัมภีร์ไท่เซวียน
คัมภีร์ไท่เซวียน!
สมบัติวิญญาณธรรมชาติอันลึกลับและร้ายกาจซึ่งอยู่ในครอบครองของประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา ตลอดกาลแสนนาน สมบัตินี้มีข่าวลือมากมาย
ข่าวลืออันโด่งดังที่สุดคือ คัมภีร์ไท่เซวียนมีทั้งสิ้นสิบสามหน้า แต่ละหน้าดุจหนึ่งโลกา อำนาจร้ายกาจสูงส่ง
หน้าทั้งสิบสามของคัมภีร์ไท่เซวียนสื่อถึงสิบสามโลกภูมิ และอำนาจสูงสุดสิบสามรูปแบบ!
สิ่งที่ผู้อื่นพูดถึงมันบ่อยครั้งที่สุดก็คือ หน้าสุดท้ายของคัมภีร์ไท่เซวียนน่าจะบันทึกความลับของมหาเต๋าจากยุคก่อนไว้ หากผู้ใดตีความความลับเหล่านี้ได้ ก็อาจถึงขนาดที่สามารถทลายชั้นกั้นยุคสมัย ข้ามสู่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ตามชอบใจ ได้มาถึงความเสรีไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง!
ข่าวลือทั้งหมดนี้ทำให้คัมภีร์ไท่เซวียนถูกปกคลุมด้วยชั้นปริศนา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสมบัตินี้ร้ายกาจอย่างยิ่ง เหนือชั้นเกินสมบัติวิญญาณธรรมชาติปกติทั่วไป
น่าเสียดายที่ตลอดกาลนานมา คัมภีร์ไท่เซวียนอยู่ในมือตัวตนสูงสุดอย่างประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์มาตลอด จึงไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมัน
ยามนี้ สมบัติล้ำค่าอันลึกลับเป็นตำนานกลับปรากฏในมือตงหวงอิ่นเซวียน จึงทำให้เหลิ่งซิงหุนและคนอื่น ๆ ตกตะลึงสุดขีด
มิใช่เพียงพวกเขาในพิภพกุมภเต๋า โลกภายนอกก็เอ็ดอึงฮือฮาเช่นกัน พวกเขาหรือจะคาดคิดว่าประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์จะส่งสมบัติชิ้นนี้ให้กับตงหวงอิ่นเซวียนในการถกวิถีเต๋า
ชั่วขณะนั้น โลกภายนอกคุกรุ่นด้วยความตื่นเต้น
นี่คือเสน่ห์ของคัมภีร์ไท่เซวียน มันเพียงพอตะลึงโลกาได้เพียงปรากฏตัว
“พวกเจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์นี่ทุ่มทุกสิ่งจริง ๆ” สีหน้าของเหวินถิงแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวขึ้นเสียงเย็นในโถงบรรจบ
“ฮ่า ๆ ชมเกินไปแล้ว” ฉือซงจื่อหัวเราะเบา ๆ ทว่าแท้จริงในใจเขาก็ปั่นป่วนรุนแรง เพราะกระทั่งเขายังหารู้ไม่ว่าประมุขมอบสมบัตินี้แก่ตงหวงอิ่นเซวียน!
“ฮึ!” เหวินถิงแค่นเสียงเย็นชา ไร้วาทะอื่นใด
ส่วนไฮว่คงจื่อ เล่ยฝู และคนอื่น ๆ นั้นต่างครุ่นคิดหนัก พวกเขาก็มิคาดเช่นกันว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์จะเตรียมการมาพร้อมพรั่งเพียงนี้
…
คลื่นพลังประหลาดอันเก่าแก่แผ่พล่านไม่รู้จบจากคัมภีร์ไท่เซวียนในมือตงหวงอิ่นเซวียน ปกคลุมด้วยรัศมีเต๋าเจิดจรัสแสนศักดิ์สิทธิ์ในฟ้าดิน
แม้จะอยู่ในค่ายกล แต่ดวงตาของเฉินซีก็หรี่ลงเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ยามเห็นเหตุการณ์นี้ แม้เขาจะไม่รู้จักสมบัติตรงหน้า แต่ก็สัมผัสปราณผิดธรรมดาจากมันได้
“คัมภีร์ไท่เซวียน!” เป็นกู่เยี่ยนและถูเมิ่งที่รู้จักมันแต่แรกเห็น และอุทานอย่างประหลาดใจ
“มันแข็งแกร่งมากหรือ?” เฉินซีขมวดคิ้ว
กู่เยี่ยนรีบอธิบายที่มาของสมบัตินี้ สีหน้าเครียดเขม็งอย่างหาได้ยาก “มิคาดเลยว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์จะพกสมบัตินี้มาด้วย ทุ่มทุนเสียจริง!”
หลังรับรู้เรื่องทั้งหมด เฉินซีก็ระแวดระวังในใจ เพราะตระหนักดีว่ายามนี้แม้จะระเบิดสมบัติวิญญาณธรรมชาติสักชิ้น ก็ไม่อาจทำอะไรศัตรูได้
เห็นได้ชัดว่าตงหวงอิ่นเซวียนกำลังเดือดดาลสุดขีด นำสมบัติล้ำค่าอย่างคัมภีร์ไท่เซวียนออกมา ดังนั้นหากเขายังเล่นลูกไม้เดิม ก็มีแต่จะสิ้นเปลืองสมบัติวิญญาณธรรมชาติไปเปล่า ๆ
ใช่แล้ว เดิมทีเฉินซีคิดยื้อเวลาจนจบการถกวิถีเต๋าแม้จะต้องสังเวยสมบัติวิญญาณธรรมชาติทั้งหมดที่มี
แต่เมื่อเห็นเช่นนี้ เขาก็ทราบทันทีว่าต้องเปลี่ยนกลยุทธ์
“พวกเจ้าทั้งสองอยู่ในค่ายกล ข้าจะออกไปลองฤทธาสมบัตินี้หน่อย” เฉินซีสูดหายใจลึก ๆ ดวงตาเรืองประกายหนักแน่น “จำไว้ว่า พวกเจ้าทั้งสองห้ามออกจากค่ายกลนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น! หากขัดคำสั่งข้า จากวันนี้ก็ไม่ต้องเรียกข้าอาจารย์อาอีก!”
ว่าแล้ว ร่างสูงใหญ่ก็สาวเท้าหายไปจากในค่ายกลทันที
“อาจารย์อาเขา….” กู่เยี่ยนและถูเมิ่งมองหน้ากัน ทั้งสองร้อนใจอย่างยิ่ง พวกเขาหรือจะคาดคิดว่าเฉินซีจะตัดสินใจเผชิญหน้าเหล่าศัตรูมากมายเพียงลำพัง?
หากเกิดอุบัติเหตุใด ผลที่ตามมาจะเกินคาดคิดสิ้นเชิง!
ขณะนี้ พวกเขาอยากพุ่งออกไปร่วมต่อสู้ข้างกายเฉินซีเหลือเกิน แต่ก็ต้องคอตกทิ้งความคิดไปทั้งคู่เมื่อหวนนึกถึงคำสั่งของเฉินซี
“อย่าห่วงไป บางทีอาจารย์อาอาจมีวิธีจัดการเรื่องนี้ในแบบของเขาเองอยู่” กู่เยี่ยนกล่าวเสียงเบา
ถูเมิ่งร้องตอบ “ของมันแน่อยู่แล้ว!”
อันที่จริง ทั้งสองต่างทราบดีว่านี่เป็นการปลอบใจตนเองเท่านั้น แต่นั่นคือสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้
น่าเสียดายที่ความกังวลในใจไม่ได้ลด กลับเพิ่มขึ้นเสียแทน
“เฉินซีตั้งใจทำอะไร?”
“เขาคงมิได้คิดสู้กับเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และคนอื่น ๆ ตามลำพังหรอกกระมัง? มันต่างอะไรกับวอนตาย?”
“หรือเขาคิดสละตนเองเพื่อปกป้องกู่เยี่ยนและถูเมิ่ง?”
“ดูเหมือนการที่ตงหวงอิ่นเซวียนนำคัมภีร์ไท่เซวียนออกมาก็สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเขาเช่นกัน จึงไร้หนทางนอกจากก้าวออกมาอย่างใจกล้า”
เมื่อพวกเขาเห็นเฉินซีเป็นฝ่ายออกมาจากค่ายกลเอง ผู้บ่มเพาะทั้งหลายในโลกภายนอกต่างอดสุดประหลาดใจไม่ได้ ไม่อาจคาดคิดว่าสิ่งใดกันที่กระตุ้นให้เขาทำเช่นนี้
เพราะถึงอย่างไร การออกจากค่ายกลก็หมายความว่า เขาต้องเผชิญหน้าเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และศิษย์นิกายอำนาจเทวะกับสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด!
ด้วยเหตุนี้ เขาก็ไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร?
“ความกล้าน่าชื่นชมนัก!” เล่ยฝูกล่าวพลางปรบมือ สุดแสนล้อเลียนประชดประชัน
สีหน้าของเหวินถิงยิ่งดำคล้ำ