ตอนที่ 1925
บทที่ 1925 เย้ยหยัน
October 21, 2026
บทที่ 1925 เย้ยหยัน
………………..
บทที่ 1925 เย้ยหยัน
บัดนี้ทั้งเหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนต่างก็จมสู่ความผยอง ราวกับว่า ณ ขณะนี้ ชัยชนะได้อยู่ในกำมือของพวกเขาแล้ว
แน่นอน มันเป็นท่าทีของคนที่มั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในความทระนงแห่งจ้าวเอกภพ
จ้าวเอกภพคือสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?
มันคือตัวตนซึ่งอยู่เหนือปฐพี เป็นผู้ที่สามารถกลับหยินหยาง เปลี่ยนพลังเอกภพให้กลายเป็นพลังของตน สูงส่งยิ่งกว่ามหาราชเทวาคนใด สำหรับแดนเทพโบราณแล้ว พวกเขาเป็นเหมือนกับจ้าวผู้ยิ่งใหญ่!
ตอนนี้ทั้งเหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนต่างก็กลายเป็นจ้าวเอกภพ ความแข็งแกร่งทรงพลังและแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ในสายตาของพวกเขา เหล่าบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกตัวจ้อย!
สีหน้าของถูเมิ่งเต็มไปด้วยความโกรธ หากกระนั้นเขาก็หาได้ระเบิดโทสะออกมา ชายหนุ่มรู้ดี ในตอนนี้จะกู่เยี่ยนหรืออาเหลียงก็ไม่อาจช่วยอะไรเขาได้ ทันทีที่โบกมือ เขาก็วางคนทั้งสองไว้ในร่างกายของตน
เหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนไม่ได้แยแสต่อการกระทำนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว ต่อให้กู่เยี่ยนและอาเหลียงจะซ่อนตัวมิดชิดเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของพวกเขาไปได้ในทันทีที่ถูเมิ่งถูกฆ่า
สายตาของเหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนยังคงจรดมองไปยังเอกภพที่อยู่ไกลออกไป นัยน์ตาของพวกเขาวาววับคล้ายกำลังมองนักโทษหลบหนี มันเต็มไปด้วยความเฉยเมยและความชิงชังที่ยากระงับ
ไม่ว่าจะเหลิ่งซิงหุนหรือตงหวงอิ่นเซวียน พวกเขาหาได้ปรารถนาอะไรมากไปกว่าการได้แล่เนื้อเถือหนังของเฉินซีและฉีกกระชากร่างนั้นให้แหลกคามือ!
น่าเสียดาย แม้ว่าในปัจจุบันพวกเขาจะมีสถานะเป็นถึงจ้าวเอกภพ ทว่าก็ไม่อาจจะลงมือกับเฉินซีได้ในตอนนี้ เพราะพลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋าภายในเอกภพแห่งนั้นน่ากลัวเกินไปสำหรับพวกเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบพานกับพลังทัณฑ์สวรรค์ซึ่งปกคลุมแก่นแท้เอกภพหนาทึบเช่นนี้ พวกมันเป็นเหมือนกับปราการเหล็กที่ยากจะฝ่าไป นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ เหตุใดเฉินซีจึงสามารถเอาชนะมันและเข้าไปในแก่นแท้เอกภพนั้นได้ทั้งที่ยังอยู่ในขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลเช่นนี้?
“เอกภพลึกลับนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้ว มันมีแก่นแท้เอกภพอยู่ภายในนั้นถึงสองแห่ง!” เพียงชั่วพริบตา ม่านตาของตงหวงอิ่นเซวียนก็หดแคบลง น้ำเสียงเคร่งขรึมลง “ไม่สิ! ไม่ใช่แค่สอง! หากดูจากพลังชีวิตที่เล็ดลอดออกมาจากชายผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าเขาบ่มเพาะอยู่ที่นี่มาเป็นระยะเวลานานแล้ว บางที… เขาอาจจะขัดเกลาพลังแก่นแท้ไปจำนวนมหาศาลมากแล้วก่อนที่เราจะมาถึงที่นี่!”
สิ้นคำ สีหน้าของตงหวงอิ่นเซวียนก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสับสน “แปลกนัก เอกภพนี้แปลกจริง ๆ เหตุใดมันจึงครอบครองแก่นแท้เอกภพไว้มากมายเช่นนี้? ถ้าสหายเต๋าเฉินซีคนนั้นสามารถขัดเกลาและดูดซับพวกมันได้ทั้งหมด ข้าไม่กล้าจะจินตนาการเลยว่าหลังจากที่เขากลายเป็นจ้าวเอกภพแล้วจะเกิดอะไรขึ้น” เสียงนั่นพึมพำเนิบช้า
แม้นตงหวงอิ่นเซวียนจะไม่พูด เหลิ่งซิงหุนก็สัมผัสรับได้ถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดไม่น้อย
เมื่อก่อนเขาเคยได้ยินมาว่า เอกภพที่ครอบครองแก่นแท้ถึงสองแห่งเคยปรากฏตัวขึ้นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแดนเทพโบราณ มันเป็นเอกภพหายากกระทั่งบางคนก็คิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปรา ไม่เพียงเท่านั้น ทันทีที่มันปรากฏตัว ความปั่นป่วนครั้งใหญ่ก็พลันบังเกิดแก่ขอบเขตการบ่มเพาะภายในแดนเทพโบราณ
กระนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเอกภพที่อยู่เบื้องหน้า มันช่างดูซีดเซียว ราวกับหิ่งห้อยที่พยายามเปล่งแสงแข่งกับดวงจันทรา!
จากการคาดการณ์ของเหลิ่งซิงหุน ในตอนนี้เฉินซีน่าจะขัดเกลาและดูดซับแก่งสสารเอกภพมาแล้วอย่างน้อยสามแห่ง และหากรวมกับอีกสองแห่งที่ยังไม่ได้ดูดซับ ก็เท่ากับว่าเขามีแก่นแท้เอกภพถึงห้าแห่งอยู่ในการครอบครอง!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงการคาดเดาถึงจำนวนขั้นต่ำเท่านั้น บางทีจำนวนที่แท้จริงอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ!
เมื่อเขาคิดว่าเฉินซีได้ขัดเกลาและดูดซับโชคลาภครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความริษยาระคนชิงชังที่เกินควบคุมก็บังเกิดขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้
เหตุใดโชคชะตาจึงได้เข้าข้างสหายเต๋าผู้นั้นมากถึงเพียงนี้?
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม! “พี่เหลิ่ง เห็นทีคงจะช้ากว่านี้อีกไม่ได้แล้ว เราต้องฆ่าถูเมิ่งและคนอื่น ๆ ตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นหากเฉินซีออกมาจากการบ่มเพาะ เขาจะเป็นตัวแปรสำคัญที่พลิกผันสถานการณ์” ตงหวงอิ่นเซวียนสูดหายใจเข้าลึก จิตสังหารมากมายสะท้อนภายในดวงตาคู่นั้น ส่งผลให้ทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบตกลงสู่ความโกลาหล
“ใช่แล้ว! มาจัดการกับคนพวกนี้ก่อนดีกว่า!” เหลิ่งซิงหุนตระหนักดีเช่นกันว่าเรื่องสำคัญในตอนนี้ก็คือการจัดการกับจ้าวเอกภพที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา ถูเมิ่ง!
อย่างไรเสีย หากพวกเขารอจนกระทั่งเฉินซีจะออกจากการบ่มเพาะ แน่นอนว่าลำพังเพียงความแข็งแกร่งของตงหวงอิ่นเซวียนก็คงไม่อาจสั่นคลอนอีกฝ่ายได้
แม้ว่าเหลิ่งซิงหุนจะมั่นใจในความแข็งแกร่งที่ตนมีในยามนี้มากเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่าหากเทียบกับยอดคนฝีมือฉกาจอย่างเฉินซีแล้ว ตัวเขานั้นไม่ใช่คู่ค่อสู้ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย หากจะเอาชนะให้ได้ ก็มีแต่ต้องผนึกกำลังกับตงหวงอิ่นเซวียนเท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาต้องจัดการกับถูเมิ่งก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากที่จ้าวเอกภพผู้นี้ถูกกำจัดแล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบขึ้นมาบ้าง
…
ขวับ!
เมื่อเหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว พวกเขาก็จ้องมองไปที่ถูเมิ่งอย่างพร้อมเพรียง สายตาทั้งสองคู่นั้นไม่แม้จะอำพรางซึ่งจิตสังหารที่เดือดพล่าน
“ในที่สุดก็พร้อมลงมือแล้วหรือ? ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว! ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะต้องลากหนึ่งในพวกเจ้าให้ตายตกไปพร้อมกับข้าให้จงได้!” แววตาของถูเมิ่งคมกริบราวกับสายฟ้าที่แฝงกลิ่นอายวิปลาส
เด็กหนุ่มตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็จะไม่มีวันนั่งรอความตายอย่างสิ้นหวัง
“ฮ่า ๆ! น้องตงหวง เจ้าว่าเฉินซีจะรู้สึกอย่างไรหากเราฆ่าสหายของเขาไปต่อหน้าต่อตา?” เมื่อเหลิ่งซิงหุนเห็นท่าทางสงบเยือกเย็นของถูเมิ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มและพูดอย่างสบายอารมณ์
เหลิ่งซิงหุนเคยบ่มเพาะตนภายในแก่นแท้เอกภพมาก่อน เขารู้ดีว่าต่อให้เฉินซีจะบ่มเพาะอยู่ภายในนั้น เขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกได้อย่างชัดเจน
“อันที่จริงแล้ว ข้าเองก็แอบกังวลเหมือนกันว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเสียจนเกิดปราณหักเห ขืนเป็นเช่นนั้น เขาคงจะไม่สามารถกลายเป็นจ้าวเอกภพได้อย่างสงบใจแน่” ตงหวงอิ่นเซวียนเอ่ยทีเล่นทีจริงหากแฝงด้วยความตลกร้าย
“ฮ่า ๆ! เรานี่ช่างใจตรงกันจริง ๆ” เหลิ่งซิงฮุนระเบิดเสียงหัวเราะ
ถูเมิ่งทอดมองการกระทำเหล่านั้นด้วยความสงบเรียบเฉย เขาทำเพียงขบกรามแน่นเงียบ ๆ ด้วยตระหนักดีว่าคนทั้งสองกำลังพูดยั่วยุให้สมาธิของเฉินซีไขว้เขว และนั่นจะส่งผลอันตรายต่อตัวอาจารย์อาของเขาอย่างยิ่ง
โครม!
ถูเมิ่งโจมตีอย่างดุเดือด ปราศจากความลังเล
ทันทีที่เขากางฝ่ามือ ห้วงมิติพลันหมุนคว้าง สรรพสิ่งล้วนพังพินาศ ฉับพลันนั้น ขวานสีทองจรัสขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เมื่อมันกวาดออกไป พลังศักดิ์สิทธิ์ที่กล้าแกร่งก็ปะทุตัวอย่างรุนแรง