ตอนที่ 1943
บทที่ 1943 กระดูกขาวเรียงรายเช่นสมุทร
October 21, 2026
บทที่ 1943 กระดูกขาวเรียงรายเช่นสมุทร
………………..
บทที่ 1943 กระดูกขาวเรียงรายเช่นสมุทร
หุบเหวนั้นลึกไร้ก้นบึ้ง กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
ขณะที่เฉินซีและคณะเหาะเหินภายในนั้น พวกเขาเห็นเพียงความมืดมิด มิอาจเห็นสิ่งอื่นใดโดยแท้จริง ประหนึ่งหุบเหวนั้นว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์
ที่นี่ก็เงียบงันอย่างยิ่งเช่นกัน ประหนึ่งมาถึงยังโลกหล้าอันไม่คุ้นเคย
โลกหล้าแห่งนี้มีทัศนียภาพเดียว ว่างเปล่า
ดูไร้ขอบเขต ไร้ทิวทัศน์ ไม่มีสิ่งใดให้อ้างอิงถึง มันว่างเปล่าและเงียบสงัด
ยามสรรพสิ่งว่างเปล่า ก็ดูราวไร้ขอบเขต!
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซีและคณะมาถึงสถานที่ประหลาดเช่นนี้ แม้พวกเขาจะไม่ได้พบอันตรายใด ๆ ตลอดทาง พวกเขาก็มิกล้าผ่อนคลายลงเลย
กลับกัน เมื่อกาลเวลาไหลผ่าน พวกเขามุ่งลึกลงสู่หุบเหว ในใจพวกเขายิ่งบังเกิดเค้าความพรั่นพรึงเกินนิยาม
ราวมีอันตรายยิ่งยวดบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกสุดแห่งหุบเหว
หากเป็นผู้บ่มเพาะผู้อื่นคนใด พวกเขาคงขวัญเสียกับสถานที่ลึกลับเช่นนี้จนหันหลังกลับทางเดิมไปแล้ว
ทว่านั่นมิใช่กลุ่มของเฉินซี
ทุกสิ่งที่นี่ไม่เพียงพอให้พวกเขากลัวจนเสียขวัญ หรือหนีไปอย่างลนลาน
ในทางกลับกัน ยิ่งที่นี่ลึกลับ พวกเขายิ่งฉงนใจใคร่รู้ สงสัยว่าที่นี่จะซ่อนความลับแห่งมหาวิถีไว้จริง ๆ
ฉับ!
เฉินซีและคณะโผนทะยานไม่หยุดพักผ่านมิติ พลิ้วกายผ่านเวหา เสียงสายลมหวีดหวิวนี้ฟังดูเสียดแทงโสตเป็นพิเศษในบรรยากาศอันเงียบงัน
หนึ่งชั่วละเลียดชาผ่านไป เฉินซีซึ่งนำคณะพลันหยุดชะงัก “ระวัง!”
หัวใจของคนอื่น ๆ สะท้าน ยามเบนสายตามองตาม พวกเขาก็พบว่ามีหมอกสีเทาสายหนึ่งคืบคลานปกคลุมบริเวณแสนไกลจากพวกเขา
มันดูเลือนรางเช่นเส้นด้ายบาง ม้วนตัวท่ามกลางสุญญะอย่างไม่หยุดนิ่ง ดูนุ่มนวลสง่างาม
พลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋า!
พลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋ากลายสภาพสู่สสาร!
ในอดีต พวกเขาเคยทะลวงผ่านพลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋ามาก่อนยามแปรสภาพดูดซับแก่นแท้เอกภพ ทว่าพลังทัณฑ์สวรรค์นั้นไร้ลักษณ์ไร้สี ไร้ปราณรัศมีใด ๆ จึงไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ทว่าพลังทัณฑ์สวรรค์ตรงหน้าพวกเขานี้กลายสภาพเป็นหมอก มองเห็นจับต้องได้ มันเป็นสีเทา ฟุ้งกระจายพร่ามัว นอกจากนั้น แม้จะดูนุ่มนิ่มอ่อนโยน ทว่ามันสุดแสนอันตราย!
สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียด ไร้ผู้ใดคาดฝันว่าอันตรายด่านแรกที่ประสบหลังเข้าสู่หุบเหวลึกลับนี้จะเป็นกลุ่มพลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋าอันก่อตัวเป็นม่านหมอก
แม้มันจะดูนุ่มนวล อ่อนโยน และสุขุม หมอกทุกสายก็น่าจะเพียงพอสังหารพวกเขาสิ้นซากในพริบตา!
ขณะนี้ กระทั่งเฉินซียังรู้สึกว่าสถานการณ์ตรงหน้านั้นยากรับมืออยู่นิดหน่อย เขาสืบพลังทัณฑ์สวรรค์ด้วยฤทธิ์อักขระผนึกเต๋า แม้จะสามารถสั่นคลอนพลังทัณฑ์สวรรค์สีเทาทึบนั้นได้อย่างสุดแสนยากลำบาก ก็ยังสุดยากเย็นที่เขาจะพาคนทั้งคณะฝ่าไปด้วยกันได้
เขากระทั่งตัดสินได้ว่าพลังทัณฑ์สวรรค์นี้แข็งแกร่งกว่ากำแพงทัณฑ์สวรรค์ที่พบหน้าแก่นแท้เอกภพทั้งเก้าที่ตนดูดซับแปรสภาพเมื่อกาลก่อนมากนัก
“หือ?” ขณะที่คิ้วของเฉินซีขมวดเข้าหากัน เขาก็เหลือบไปเห็นว่าในพลังทัณฑ์สวรรค์อันดูเหมือนม่านหมอกปกคลุมบริเวณแสนไกลนั้นมีรอยแยกอยู่หนึ่งแห่ง!
รอยแยกนั้นคดเคี้ยว ซุกซ่อนอยู่หลังม่านหมอกเทา หากไม่สังเกตดี ๆ ก็ยากแท้สังเกตพบ
วูบ!
ร่างของเฉินซีวูบไหวมายังหน้ารอยแยก หลังจากพินิจมันอย่างระมัดระวังเนิ่นนาน ม่านตาของเฉินซีก็หดตัว เผยสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยอย่างอดมิได้
ขณะเดียวกัน คนอื่น ๆ ก็เร่งตามกันเข้ามาเมื่อสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของเฉินซี พวกเขาต่างอดแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยออกมาไม่ได้ยามสังเกตเห็นรอยแยกในม่านหมอกสีเทา
“ข้าว่าเราทั้งหลายคงสังเกตเห็นกันหมดแล้วว่ามีผู้มาถึงที่นี่ก่อนเรา” เฉินซีสูดหายใจลึก ก่อนจะกล่าวเสียงขรึมเข้ม
“หรือจะเป็นพวกผู้ผิดบาปเหล่านั้น?” เย่เฉินดูเหมือนจมในความคิด
“ไม่ใช่!” เฉินซีตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย จากการอนุมานของเขา เหล่าผู้ผิดบาปน่าจะกำลังซ่อนตัวในที่ลับ มองหาโอกาสลงมือ ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะมาเบิกทางให้เช่นนี้
“เช่นนั้น ควรเป็นผู้ใดเล่า?” คนอื่น ๆ ต่างงุนงง
“ไม่ว่าผู้ใด เราเข้าไปเดี๋ยวคงรู้เอง” เฉินซีกล่าวรัวเร็ว “ก่อนหน้านี้ ข้าพินิจแล้ว หากเราเดินตามรอยแยกนี้ เราก็จะผ่านที่นี่ไปได้อย่างปลอดภัย”
“เช่นนั้นก็ไปกันเลย” คนอื่น ๆ ไร้ข้อโต้แย้งยามได้ยินเช่นนี้ ทว่าพวกเขายิ่งทวีความระมัดระวัง แม้จะมีรอยแยกให้แทรกตัวผ่าน แต่หมอกก็เคลื่อนตัวไม่หยุดนิ่ง การระวังไว้ก่อนจึงย่อมไม่เสียหาย
เฉินซีนำทางพวกเขาเข้าสู่รอยแยกทันที
ทั้งคณะเครียดเขม็งไปตลอดทาง ระมัดระวังถึงขีดสุด กลัวยิ่งนักว่าจะมีม่านหมอกเทากำซาบซึมร่าง
โชคยังดีที่บริเวณอันปกคลุมด้วยพลังทัณฑ์สวรรค์สะกดเต๋ามิได้ใหญ่นัก เพียงครู่เดียว พวกเขาก็ข้ามผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อพวกเขาหนีพ้นบริเวณสุดอันตรายนี้มาได้ พวกเขาหลายคนก็อดผ่อนหายใจโล่งอกกันไม่ไหว ประหนึ่งเพิ่งก้าวพ้นประตูนรกมา
วิ้ง! วิ้ง!
เสียงบริกรรมพุทธคาถาอันกระท่อนกระแท่นแต่เคร่งขรึมพลันแว่วมาจากแสนไกล มันเบาบาง เหมือนอยู่แสนไกลแต่ก็ใกล้นัก เจือไปด้วยบรรยากาศเศร้าโศก