ตอนที่ 1979
บทที่ 1979 คลี่คลายอย่างไร้สุ้มเสียง
October 21, 2026
บทที่ 1979 คลี่คลายอย่างไร้สุ้มเสียง
………………..
บทที่ 1979 คลี่คลายอย่างไร้สุ้มเสียง
รถม้าสมบัติสามคันพุ่งทะยานเต็มความเร็ว ทิ้งลำแสงหลากสีเฉิดฉันเป็นทางบนสุญตา
ภายในรถม้าซึ่งนำขบวนหน้าสุด หลีเหวินไท่กล่าวอย่างดูแคลน “คุณหนู เฉินซีผู้นั้นเป็นใครกัน เจ้าเด็กนั่นจะเทียบเขาได้อย่างไร? ผู้คนชื่อแซ่เดียวกันมีมากมายในโลกหล้า เจ้าเด็กนั่นอ่อนแอเพียงนี้ เขาหรือจะเทียบเฉินซีแห่งเขาเทพพยากรณ์ได้?”
พูดจบ หลีเหวินไท่ก็ส่ายหน้า ขำขันแผ่วเบาอย่างอดมิได้
เฉินซี!
นับแต่การถกวิถีเต๋าที่ห้าสุดยอดแห่งเอกภพจักรวรรดิร่วมกันจัดขึ้นจบลง นามนี้ก็เหมือนดาวรุ่งเรืองรอง กลายเป็นอัจฉริยะสูงสุดทั่วทั้งแดนเทพโบราณ
เต๋าแห่งกระบี่ของเขาเลิศล้ำไม่ธรรมดา เต๋าแห่งยันต์อักขระไร้เทียมทาน บดขยี้เหลิ่งซิงหุนแห่งนิกายอำนาจเทวะ ตงหวงอิ่นเซวียนจากสำนักศักดิ์สิทธิ์และยอดฝีมือเหนือชั้นมากมาย เป็นยอดยุทธ์ผู้นำครรลองแห่งยุคสมัย!
แล้วผู้ใดทั่วทั้งแดนเทพโบราณจะไม่รู้จักตัวตนไร้เทียมทาน เก่งกาจยิ่งใหญ่อย่างเฉินซีแห่งเขาเทพพยากรณ์บ้าง?
แม้การถกวิถีเต๋าจะผ่านไปสองสามร้อยปีแล้ว แต่ข่าวลือเกี่ยวกับเฉินซีก็ยังเป็นหัวข้อสนทนาอันพบได้ทั่วไปในแดนเทพโบราณ
แล้วหลีเหวินไท่จะไม่รู้จักตัวตนผู้นั้นเลยหรือ?
มีข่าวลือบางข่าวกล่าวกระทั่งว่า เฉินซีเหยียบย่างเป็นมหาเทพเต๋าแล้ว!
แต่บางข่าวลือก็บอกว่าเฉินซีติดอยู่ในแดนรวนเรลืมเลือนอันลึกลับเกินหยั่งคาด ไม่มีทางกลับมายังแดนเทพโบราณได้
หลีเหวินไท่ไม่รู้ว่าสิ่งใดจริงเท็จ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังรู้สึกว่าเฉินซีผู้นั้นไม่มีทางเป็นตัวตนอันควรค่าให้เคารพนับถือ
ถึงขนาดกระทั่งว่า หลีเหวินไท่ดูเดียดฉันท์ยิ่งยามเสวี่ยอวิ๋นบอกเขาว่า ชายหนุ่มผู้นี้เรียกตนเองว่าเฉินซี
หนึ่งเป็นศิษย์สายตรงอันโดดเด่นของเขาเทพพยากรณ์ ขณะที่อีกหนึ่งเจียนตายจนแค่จะพูดยังทำไม่ได้ แล้วจะเป็นคนคนเดียวกันไปได้อย่างไร?
“อาหลี ข้าไม่ได้บอกว่าเขาคือเฉินซีผู้นั้นสักหน่อย” เสวี่ยอวิ๋นยกยิ้ม นางก็ไม่ได้คิดเช่นกันว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะเป็นเฉินซี คิดเพียงว่าทั้งสองแค่ชื่อเหมือนกัน
“แต่เขาคงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แม้จะสังเกตว่าเราอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างแย่ เขาก็ดูไม่ได้ขัดข้องหมองใจเลย เขากระทั่งบอกจะช่วยเราด้วยซ้ำ” เสวี่ยอวิ๋นย้อนนึกถึงบทสนทนาระหว่างตนกับเฉินซีตลอดหลายวันมานี้ แล้วรอยยิ้มบางก็ปรากฏที่มุมปากอย่างช่วยไม่ได้ นางสัมผัสได้ว่าเจตนาของเฉินซีที่จะช่วยนางนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ
“เฮอะ! เขาน่ะหรือ?” หลีเหวินไท่อดยิ้มเย้ยมิได้ เสียงสุดแสนเฉยชา “เท่าที่ข้ารู้ เขาช่วยตัวเองยังมิได้ ยังมาโอ่ว่าจะช่วยเรา คนหนุ่มสมัยนี้ชอบพูดจาอวดดีกันจริง ๆ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็กล่าวกับเสวี่ยอวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณหนู จากนี้ อย่าได้ข้องเกี่ยวกับเจ้าคนดีแต่ปากนั่นมากนักเลย จะได้ไม่ติดนิสัยแย่ ๆ มา ดังคำกล่าวว่า ยิ่งใกล้ยิ่งเผชิญอิทธิพลคน….”
เขายังพูดไม่ทันจบ เสวี่ยอวิ๋นก็นวดขมับราวปวดเศียร กล่าวขัดขึ้น “เอาละพอแล้ว! ข้าจะจำคำอาหลีไว้ หลายวันมานี้ ท่านพูดย้ำไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”
หลีเหวินไท่ถอนใจ “ข้าเห็นเจ้ามาแต่อ้อนแต่ออก ย่อมกลัวเจ้าออกนอกลู่ทาง หากเป็นผู้อื่น ข้าจะไม่คิดสนใจเตือนเช่นนี้เลย”
เสวี่ยอวิ๋นคลี่ยิ้ม “อาหลี ข้ารู้ว่าท่านเอ็นดูข้าที่สุด”
หลีเหวินไท่หัวเราะลั่น ลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน “การเดินทางของเราราบรื่นจนบัดนี้ ซ้ำยังโชคดีได้หญ้ามังสามังกรหยกมาต้นหนึ่งจากบึงสยบมาร หากไร้สิ่งใดเกินคาดฝัน เราก็จะสามารถกลับไปรักษาบาดแผลบิดาเจ้าได้ทันท่วงที”
เสวี่ยอวิ๋นพยักหน้า คู่เนตรกระจ่างของนางมองไปสู่ท้องนภาพร่างพราวแสนไกล สีหน้าหนักอึ้งเล็กน้อย
นางพึมพำ “หลีเหวินไท่ หากหนนี้เรากลับตระกูลไม่ทันกาล บิดาข้า…”
หลีเหวินไท่ขมวดคิ้ว ขึ้นเสียงกล่าวกลบ “อย่าพูดเหลวไหล!”
นางเม้มปากยกยิ้ม ทว่าสีหน้ายังคงเศร้าหมองอย่างไม่อาจลบเลือน ท้ายที่สุด นางก็สูดหายใจลึก ๆ กล่าวขึ้นว่า “อาหลี บิดาข้าบอกไว้ ว่าหากเขาไม่อาจทนไหว ข้าก็ไม่ควรเหยียบเท้าเข้าตระกูลอีก หนีไปได้ไกลเพียงไรก็ยิ่งดี มัน… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลีเหวินไท่ขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเก่า แต่สุดท้ายก็ไร้วาจา
“อาหลี ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับตระกูลกงเหย่ถูกหรือไม่? ข้าได้ยินว่าพวกเขาต้องการสมบัติสูงสุดของเราตระกูลเสวี่ย ปราณวิญญาณหิมะเจ็ดอัศจรรย์….” เสวี่ยอวิ๋นโพล่งขึ้น แต่ก็ถูกหลีเหวินไท่ขัดก่อนทันพูดจบ
ขณะนี้ สีหน้าของหลีเหวินไท่ดูเคร่งขรึมเย็นชากว่ายามใด ดวงตาเรืองประกายคมปลาบจ้องมองเสวี่ยอวิ๋น พลางเอ่ย “เจ้าหนู เรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า! อย่าได้พูดอีกแม้เพียงคำ!”
ร่างของเสวี่ยอวิ๋นสะท้านราวหลีเหวินไท่ทำให้นางตกใจ ครู่ต่อมาก็พยักหน้าตอบรับ “ข้า… เข้าใจแล้ว”
เสียงของนางแผ่วเบา หนักอึ้งเล็กน้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลีเหวินไท่ก็รู้สึกถึงความเจ็บแปลบไหลผ่านกายอย่างบอกไม่ถูก เขากอดนางไว้อย่างทะนุถนอม กล่าวขึ้นเบา ๆ “คุณหนูอย่าห่วงเลย ผู้ใดคิดทำร้ายเจ้า ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”
เสวี่ยอวิ๋นพยักหน้า เอนตัวซบอ้อมอกของเขาพลางถอนหายใจโล่งอก ทว่าความหดหู่กังวลในใจนางก็ใช่จะเลือนหายไปโดยง่าย
กลับกัน ปฏิกิริยารุนแรงของหลีเหวินไท่ยิ่งทำให้นางเคลือบแคลงและกังวลถึงทุกสิ่งอย่าง….
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงกู่ร้องแหลมเสียดก็กึกก้องจากท้องนภาพร่างพราวแสนไกล ดุจเสียงโหยไห้ของมวลมาร กวาดสะท้านไปทั่วทิศ
“แย่แล้ว!” ร่างของหลีเหวินไท่ชะงักเกร็ง ดีดตัวลึกเดินออกนอกรถม้าสมบัติไปอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมอย่างยิ่ง เจือด้วยความหม่นหมองอย่างเกินบรรยาย พึมพำว่า “เร็วจริงนะ! ดูเหมือนพวกเขาจะไม่คิดปล่อยเรากลับตระกูลได้!”