ตอนที่ 1997
บทที่ 1997 แปดผู้ช่วงชิง
October 21, 2026
บทที่ 1997 แปดผู้ช่วงชิง
………………..
บทที่ 1997 แปดผู้ช่วงชิง
เฉินซีชะงักด้วยความตกใจไปครู่ใหญ่
เมื่อครั้งที่เขาเริ่มเดินในวิถีแห่งการบ่มเพาะ เขาเคยได้ยินจากจี้อวี๋ว่าฝูซี ปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์ได้ครอบครองแผนภาพวารีหลากโดยบังเอิญ และการที่เขาได้ค้นพบความลึกซึ้งที่แท้จริงแห่งครรลองสวรรค์ผ่านแผนภาพวารีหลากก็ทำให้เขาก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดแห่งมหาเต๋าพร้อมทั้งก่อตั้งเขาเทพพยากรณ์ขึ้นมา
ตอนที่เฉินซีอยู่ในซากโบราณสถานรกร้างหมานกู่ เขาได้พบกับตราประทับเจตจำนงที่ปรมาจารย์แห่งยุคหมานกู่ทิ้งไว้เบื้องหลัง และได้ค้นพบอีกว่า ‘เซวียน’ นั้นใช้แผนภาพวารีหลากเพื่อหยั่งรู้ในมหาวิถีของเต๋าแห่งกระบี่
และในขณะที่อยู่ในแดนวิปโยค เขาก็ได้เผชิญหน้ากับเหล่าผู้ช่วงชิงแห่งยุค และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นอาศัยแผนภาพวารีหลากเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งเหนือผู้ใด
อย่างไรก็ตาม เฉินซีไม่เคยรู้มาก่อนว่าไม่ว่าจะฝูซีหรือเซวียน ทั้งคู่ก็ต่างครอบครองแผนภาพวารีหลากเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น!
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
เฉินซีตระหนักดีว่าด้วยการบ่มเพาะที่ไม่ธรรมดาของฝูซีและเซวียน มันมากพอที่จะทำให้พวกเขาค้นพบชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลากชิ้นอื่น ๆ ได้อีกมากมาย แล้วเหตุใดพวกเขาจึงเลือกที่จะครอบครองเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น?
หรือว่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างที่เขาไม่รู้มาก่อน?
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เฉินซีก็มองเห็นถึงปัญหา ตามที่ศิษย์พี่ใหญ่อู๋เซวี่ยฉานได้กล่าวไว้ มีเพียงผู้ช่วงชิงคนที่เก้าเท่านั้นที่สามารถรวบรวมแผนภาพวารีหลากได้อย่างสมบูรณ์
หรือนี่จะเป็นข้อจำกัดบางอย่างจากพลังที่มองไม่เห็น?
เป็นไปได้หรือไม่ที่ประตูแห่งวันโลกาวินาศจะเปิดออกก็ต่อเมื่อรวบรวมแผนภาพวารีหลากได้สมบูรณ์เท่านั้น?
ยิ่งคิดมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งพันเกี่ยววุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น เรื่องราวต่าง ๆ แล่นเข้ามาในจิตใจของเขาไม่หยุดหย่อน มันทำให้ชายหนุ่มทำเพียงทอดสายตายังความว่างเปล่าอยู่เช่นนั้น ราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ไร้ก้นบึ้ง
หลังจากผ่านไปนาน เสียงหัวเราะขื่น ๆ ก็ดังออกมาจากปากของเขา “แผนภาพวารีหลากนี่… ไม่ลึกลับเกินไปหน่อยหรืออย่างไร?”
อู๋เซวี่ยฉานหัวเราะลั่น ก่อนจะตบไหล่เฉินซีพร้อมพูดขึ้น “เจ้ายังจำคำถามที่ข้าถามเมื่อครู่นี้ได้หรือไม่?”
เฉินซีพยักหน้า
อู๋เซวี่ยฉานข่มเสียงหัวเราะของตนแล้วพูดอย่างจริงจัง “วันหนึ่งเมื่อเจ้าได้ครอบครองชิ้นส่วนสุดท้ายของแผนภาพวารีหลาก บางทีเจ้าอาจจะเข้าใจทุกอย่าง และรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อหลายปีก่อนมันถูกทำลายลงได้อย่างไร!”
“ศิษย์น้องเล็ก อันที่จริงตั้งแต่เจ้าเริ่มบ่มเพาะมาจนถึงตอนนี้ เจ้าก็น่าจะสังเกตเห็นว่าเส้นทางของเจ้านั้นได้รับอิทธิพลจากแผนภาพวารีหลากมากเพียงไหน เจ้าก็รู้ว่าเขาเทพพยากรณ์ของเราไม่ได้ชี้แนะหรือมอบมรดกที่มีให้แก่เจ้ามากนัก” อู๋เซวี่ยฉานเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ไม่ใช่ว่าเขาเทพพยากรณ์ของเราตั้งใจที่จะกันมันไว้จากเจ้า แต่เป็นเพราะมรดกของเขาเทพพยากรณ์นั้นถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ฝูซี และขณะที่ท่านก่อตั้งเขาเทพพยากรณ์ขึ้น ก็เป็นตอนที่ท่านหยั่งรู้สรรพสิ่งจากชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลาก ด้วยเหตุนี้ การที่เจ้าได้ครอบครองชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลาก ก็เหมือนกับการได้ครอบครองมรดกที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งเขาเทพพยากรณ์”
เฉินซีคิดอยู่ครู่หนึ่งและเข้าใจอย่างรวดเร็ว
อู๋เซวี่ยฉานยิ้มและพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น มรดกที่เจ้าได้รับยังรวมถึงมรดกทั้งหมดของผู้ช่วงชิงแปดคนสุดท้ายแห่งยุคนี้”
เฉินซีรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินสิ่งนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะถาม “ผู้ช่วงชิงแปดคนสุดท้ายอย่างนั้นหรือ?”
อู๋เซวี่ยฉานพยักหน้า “ใช่แล้ว”
ผู้เป็นศิษย์พี่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “หรือว่าเจ้าไม่รู้ว่าใครคือแปดผู้ช่วงชิงคนสุดท้ายแห่งยุคนี้?”
เฉินซีพูดอย่างกระดากอาย “ข้ารู้เพียงว่าผู้ช่วงชิงคนที่แปดคือท่านอาจารย์ และคนที่เจ็ดคือเซวียน ปรมาจารย์แห่งยุคหมานกู่เท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ สุดปัญญาที่ข้าจะรู้ขอรับ”
อู๋เซวี่ยฉานตกตะลึง “ที่จริงแล้ว ตลอดเส้นทางการบ่มเพาะนี้เจ้าเคยได้พบพานกับพวกเขาโดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน เพียงแต่เจ้าไม่รู้ตัวเท่านั้น”
หลังจากนั้นเขาก็อธิบาย “ผู้ช่วงชิงคนที่หนึ่งคือดอกบัวศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล ตอนนั้นเจ้าได้พบทั้งสายใยแห่งเจตจำนง มารบงกช และเต๋าบงกชที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่ในนิกายกระบี่เก้าเรืองรอง ณ แดนภวังค์ทมิฬ”
หัวใจของเฉินซีสั่นไหวทันทีเมื่อระลึกถึงมารบงกชและเต๋าบงกช มันทำให้เขานึกถึงกระบี่เต๋าวิบัติที่เขาได้รับมาในอดีต!
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยคิดเลยว่าดอกบัวศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลจะเป็นผู้ช่วงชิงคนแรกของยุคนี้
“ผู้ช่วงชิงคนที่สองคือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เงาทมิฬ ชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลากที่เจ้าได้รับจากด่านแห่งความลึกล้ำในเหวเงาทมิฬเป็นสิ่งที่มันทิ้งเอาไว้” เสียงของอู๋เซวี่ยฉานยังคงก้องกังวาน
ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เงาทมิฬ!
ระลอกคลื่นไร้ตัวตนกระทบเข้ากับใจของเฉินซี ที่นั่น เขาไม่เพียงได้ครอบครองชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลาก หากเขายังได้รับสายใยพลังแก่นแท้สสารที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เงาทมิฬทิ้งเอาไว้ ใช่แล้ว มันคือต้นอ่อนเงาทมิฬที่เขาซ่อนเอาไว้ในกาย
หลังจากที่จิตสำนึกของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เงาทมิฬได้ตื่นขึ้น วิญญาณของมันก็ล่องลอยสู่เส้นทางที่นำไปยังมหาวิถีแห่งเต๋า และทิ้งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เงาทมิฬไว้เบื้องหลัง จนถึงขณะนี้ มันก็ยังคงอยู่ในร่างกายของเฉินซีและสร้างประโยชน์ให้เขาอย่างมหาศาล