ตอนที่ 615
บทที่ 615 ตำหนักเมฆาคราม
October 21, 2026
บทที่ 615 ตำหนักเมฆาคราม
บทที่ 615 ตำหนักเมฆาคราม
ตอนนี้ศิลาวิญญาณไร้ความหมายสำหรับเฉินซี ในขณะที่วารีวิญญาณและยาเม็ดจิตวิญญาณระดับสวรรค์ขึ้นไปจึงจะสามารถช่วยเรื่องการบ่มเพาะพลังของเขาได้
และของอย่างศิลาอมตะก็เป็นสิ่งที่หายากเกินไป ไม่อาจหาใช้ในโลกรองได้ แม้จะเป็นในแดนภวังค์ทมิฬ ก็ยังนับว่าหายากและล้ำค่ายิ่งนัก
ตั้งแต่เขาเริ่มบ่มเพาะพลังมาจนถึงตอนนี้ เฉินซีเคยได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่เคยเห็นของจริงด้วยซ้ำ
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ได้มาจากชีพจรเซียนในภพเซียนเท่านั้น และทั่วทั้งแดนภวังค์ทมิฬ ก็มีเพียงกองกำลังอย่างสิบนิกายเซียนที่สามารถติดต่อกับภพเซียนได้ และโชคดีได้รับศิลาอมตะมาบางส่วน
ในนิกายกระบี่เก้าเรืองรอง มีเพียงตัวตนขอบเขตเซียนปฐพีเท่านั้นที่จะสามารถได้รับศิลาอมตะเพื่อนำมาใช้บ่มเพาะได้ แต่กระทั่งขอบเขตเซียนปฐพีก็ยังรักศิลาอมตะดั่งชีวิต ไม่กล้าใช้โดยง่าย
ศิลาอมตะมีความล้ำค่าเพียงไหนก็เห็นได้จากสิ่งนี้
ศิลาอมตะตรงหน้ามีขนาดเพียงไข่นกพิราบ มันใสกระจ่างดั่งแก้ว เต็มไปด้วยแสงเรืองแห่งเซียน ทั้งยังมีสายพลังสีทองแห่งกฎแห่งเต๋าสวรรค์ประทับอยู่บนพื้นผิว นับว่ามีคุณภาพสูงยิ่ง
แม้จะมีขนาดเพียงไข่นกพิราบ แต่เมื่อถือในมือก็หนักเป็นอย่างมาก
เฉินซีพยายามดูดซับปราณเซียนภายในศิลาอมตะ พลันรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านเมื่อพลังงานที่ทั้งกว้างใหญ่และทรงพลังเป็นอย่างยิ่งพุ่งเข้าสู่ร่างราวกับคลื่นซัดสาด มันกระจายไปทั่วแขนขาและร่างกาย ก่อนจะผ่านเส้นชีพจรทั้งหลายไปทั่วร่าง จากนั้นไปรวมอยู่ที่แดนฮุ่นตุ้นภายในท้องทะเลแห่งลมปราณเป็นแห่งสุดท้าย
ชั่วพริบตานั้นเอง ปราณแท้ภายในแดนฮุ่นตุ้นที่เดิมทีแห้งเหือดก็พลันมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพละกำลัง ฟ้าดินภายในแดนฮุ่นตุ้นเต็มไปด้วยกระแสปราณแท้หนาแน่น ทำให้ทุกอย่างภายในโลกใบนั้นฟื้นคืนชีวิต เกิดเป็นภาพทิวทัศน์งดงาม
นี่เป็นเพียงแค่ปราณแท้ที่เกิดขึ้นจากเส้นสายแห่งปราณเซียนเท่านั้น แต่กลับสามารถฟื้นฟูปราณแท้ที่เหือดแห้งของเขาได้ทันทีเกือบสามในสิบส่วน!
เฉินซีจึงรู้สึกตกตะลึงภายในใจเมื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เขาร้องอุทานออกมาด้วยความชื่นชม เพียงแค่เส้นพลังที่มีขนาดเท่าเส้นผมของศิลาอมตะก้อนนี้ก็สามารถเทียบได้กับยาเม็ดจิตวิญญาณระดับสวรรค์หลายร้อยเม็ดแล้ว!
อีกทั้งเมื่อใช้ศิลาอมตะฟื้นฟู ปราณแท้จะถูกเติมเต็มเร็วมาก ทั้งยังบริสุทธิ์และกว้างขวางอย่างไร้ที่ติ โดยไม่จำเป็นต้องหลอมก่อนจะเปลี่ยนมันเป็นปราณแท้ภายในร่างเลย หากนำไปใช้ในการต่อสู้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องปราณแท้หมดกลางสนามรบ
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มก็สามารถฟื้นฟูปราณแท้จนเต็ม ในขณะที่ศิลาอมตะในมือยังเต็มไปด้วยแสงเซียน เหมือนไม่ได้ถูกใช้ไปเลยสักนิด
“เป็นสมบัติที่มหัศจรรย์ยิ่ง!”
“หากข้าใช้ศิลาอมตะบ่มเพาะพลังทุกวัน ไม่เพียงแต่จะสามารถทำให้พลังบ่มเพาะพุ่งขึ้นสูงได้ แต่คุณภาพของปราณแท้ภายในร่างก็จะสูงขึ้น ทำให้ยิ่งมีพลังอำนาจสูงส่งขึ้นไปด้วย!”
“เป็นสมบัติล้ำค่าที่หายากโดยแท้ ปราณเซียนภายในศิลาเองก็เหมาะกับการขัดเกลาร่างเช่นกัน”
หลังจากอันเวย อันเคอ เซี่ยอี้ และอวี๋เจ๋อที่อยู่ใกล้ ๆ สัมผัสได้ถึงพลังของศิลาอมตะ พวกเขาก็ร้องชื่นชมออกมาเช่นกัน จากนั้นก็ค่อย ๆ เก็บมันลงไปในที่เก็บสมบัติวิเศษของตน
“พวกเจ้าทุกคนอาจไม่สามารถหลอมศิลาอมตะนี้ได้ภายในหนึ่งเดือน” เลี่ยเผิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นเฉินซีและคนอื่น ๆ มีสีหน้าตกตะลึงยิ่ง
“ได้ยินว่าหากพวกข้ากลายเป็นศิษย์ชั้นยอด ก็จะสามารถได้รับศิลาอมตะมาใช้บ่มเพาะพลังทุกเดือน อีกทั้งยังได้รับที่พำนักบนยอดเขาจรัสเทวะที่เต็มไปด้วยปราณเซียนเอาไว้ใช้บ่มเพาะพลังด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่?” อันเคอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน่าฟังจากด้านข้าง นางมีรูปร่างสูง เนื้อหน้านวลเนียนดั่งหยกใส ทั้งงดงามและมีชีวิตชีวา เมื่อเทียบกับพี่สาวที่มีความงามเหนือใครแล้ว นางให้ความรู้สึกน่ารักน่าชังของเด็กสาวมากกว่า
“ย่อมเป็นเรื่องจริง” เลี่ยเผิงยิ้มแล้วเหลือบมองอันเคอ จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “ศิลาอมตะเป็นผลประโยชน์ที่ศิษย์ชั้นยอดทุกคนจะได้รับมาใช้ แต่ที่พำนักเหล่านั้นจำต้องให้พวกเจ้าใช้พลังตนเพื่อช่วงชิงมา”
“ได้ยินว่าการแข่งขันระหว่างศิษย์ชั้นยอดนั้นโหดร้ายกว่าของศิษย์ชั้นสูงเสียอีก หากมีพลังไม่พอก็จะถูกบีบคั้นเยาะเย้ย ทำให้ไม่สามารถบ่มเพาะพลังอย่างสงบสุขได้” อวี๋เจ๋อเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ศิษย์พี่หลัวเจิ้นแห่งยอดเขาจรัสใต้ของข้าได้กลายเป็นศิษย์ชั้นยอดเมื่อร้อยปีก่อน แต่เพราะสู้คนอื่นไม่ได้จึงออกจากยอดเขาจรัสเทวะไปอย่างไม่ยินยอม สุดท้ายก็ไปบ่มเพาะเพียงลำพัง”
เฉินซีมีสีหน้าตกใจทันทีเมื่อได้ยินดังนี้ ทำให้รู้เลยว่าการแข่งขันระหว่างศิษย์ชั้นยอดไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด
“อย่างไรก็แล้วแต่ ในฐานะศิษย์ใหม่ พวกเจ้าทุกคนควรระมัดระวังและพร้อมตั้งรับเอาไว้เมื่อถึงยอดเขาจรัสเทวะ หากเจอศิษย์เก่ายั่วยุ ให้อดทนไปก่อนหากรู้ว่ายังสู้อีกฝ่ายไม่ได้ อย่างไรพวกนั้นก็ยังคงไม่กล้าทำอะไรผลีผลามมากหรอก” เลี่ยเผิงสั่งเสียงเครียดมาจากด้านข้าง
“หากข้าแกร่งกว่าพวกเขาเล่า?” เซี่ยอี้ที่นิ่งเฉยมาโดยตลอดพลันถามขึ้น
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องยั้งมือ ยิ่งมีทีท่าใจเด็ดสู้คนมากเท่าไร ฐานะศิษย์ชั้นยอดของเจ้าก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น คนธรรมดาย่อมไม่กล้าดูถูกเจ้าอีก” เลี่ยเผิงเหลือบมองเซี่ยอี้พลางพูด
…
ระหว่างที่กำลังเหินร่างไปนั้น พวกเขาก็เดินทางผ่านไปหลายหมื่นลี้ไปแล้ว
ตลอดทางนั้น เฉินซีสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณวิญญาณในฟ้าดินรอบกายยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และเปลี่ยนเป็นกลุ่มเมฆที่ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้า
ถึงขนาดที่ว่ามีปราณเซียนบริสุทธิ์ผสมอยู่ด้วย หากสูดลมหายใจเพียงครั้งก็สามารถทำใจให้สงบ ทั่วร่างรู้สึกเบาหวิว รู้สึกกระจ่าง และรู้สึกสบายอย่างไม่อาจอธิบายได้