ตอนที่ 870
บทที่ 870 ความโกรธที่บ้าคลั่ง
October 21, 2026
บทที่ 870 ความโกรธที่บ้าคลั่ง
บทที่ 870 ความโกรธที่บ้าคลั่ง
หัวใจของอันเคอวูบไหวเมื่อได้ยินคำถามของเฉินซี นางรู้ว่ามันสายเกินไปแล้ว เนื่องจากเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจผิดได้ถูกปลูกลงไปในหัวใจของอีกฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีทางที่จะแก้ไขมันด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำได้
อีกทั้ง การกระทำของนิกายในครั้งนี้ก็มากเกินไป!
แม้ความคิดนี้จะผุดขึ้นมาในใจ ทว่าอันเคอก็รีบอธิบายอย่างรวดเร็ว “เฉินซี ศิษย์ที่เฝ้าทางเข้านิกายเพิ่มเข้าร่วมนิกายได้ไม่นานนัก พวกเขาย่อมไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องภายใน จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
สีหน้าของเฉินซียังคงคล้ำเครียด “เข้าใจผิด? ข้าได้แสดงป้ายคำสั่งแล้ว หรือว่านั่นจะไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ตัวตนของข้า? ซ้ำร้าย พวกเขายังจดจำข้าได้ดีในฐานะศัตรู เช่นนี้เรียกว่าเข้าใจผิดได้หรือ?”
อันเคอที่ถูกเค้นถามชะงัก นางถึงกับพูดไม่ออก
แน่นอนว่าเฉินซีรู้สึกแย่เมื่อเห็นนางตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากตอนที่เขาเพิ่งเข้านิกายมาใหม่ ๆ เมื่อหลายปีก่อน อันเคอก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาหลายครั้ง ดังนั้นแม้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงไหน ชายหนุ่มก็พยายามจะไม่เอาความรู้สึกนั้นมาลงกับนางเป็นอันขาด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “อันเคอ ได้โปรดบอกข้ามาตามตรง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
อันเคอเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่รู้จะเริ่มต้นพูดจากตรงไหนดี หลังจากหยุดคิดไปขณะหนึ่งด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก นางจึงเริ่มเปิกปากพูด “เฉินซี เช่นนั้นก็ไปพบท่านประมุขนิกายกับข้าเถิด แล้วเจ้าก็จะเข้าใจทุกสิ่ง หากถามข้าแล้ว ข้าก็…ไม่รู้จะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างไรดี”
เมื่อเห็นท่าทางอึกอักของอีกฝ่าย หัวใจของชายหนุ่มพลันบีบรัด เขามีความรู้สึกลึก ๆ ว่าน่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงส่ายหัวปฏิเสธ “ข้าจะไปพบประมุขนิกายด้วยตัวเองในภายหลัง ตอนนี้ข้าขอตัวกลับไปที่ยอดเขาจรัสตะวันตกก่อน”
ทันทีที่เขาพูดจบ อันเคอเหมือนจะคิดบางอย่างได้ คำพูดหนึ่งหลุดออกมาจากปากของนางโดยไม่รู้ตัว “อย่านะ!”
ครั้นนางได้เห็นว่าเฉินซีมีสีหน้าที่เย็นชายิ่งขึ้น นางก็ทำได้เพียงกรีดร้องขึ้นมาในใจ ‘…แย่แล้ว!’
นางรีบพูดต่อว่า “เฉินซี ขอร้องล่ะ ไปพบท่านประมุขนิกายก่อน ข้าสาบานเลยว่ายอดเขาจรัสตะวันตกไม่ได้ประสบอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้ง ในช่วงที่เจ้าไม่อยู่นี้ ที่นั่นไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย”
ทว่ายิ่งนางพูดเช่นนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งย่ำแย่ เขาพอจะคาดเดาได้ว่า แม้ยอดเขาจรัสตะวันตกจะไม่ได้รับความเสียหาย แต่ก็อาจจะประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันครั้งใหญ่
“อันเคอ เห็นแก่ไมตรีของเราทั้งสอง ได้โปรดหลีกทางไปซะ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตและหนักแน่นที่เกินจะทัดทานได้
ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มไม่สนใจการห้ามปรามของอันเคอและมุ่งหน้าไปยังยอดเขาจรัสตะวันตกทันที
“เฉินซี ที่ยอดเขาจรัสตะวันตกไม่มีใครเหลืออยู่ทั้งนั้น!” อันเคอตะโกนตามหลังเขา
เฉินซีหยุดเคลื่อนไหวในทันที ท่าทางของเขาหลงเหลือเพียงความเยือกเย็น สำหรับคนที่คุ้นเคยกับชายหนุ่มมานาน ย่อมรู้ดีว่าท่าทางที่ดูสงบนิ่งและเรียบเฉยเช่นนี้ หมายความว่าเขากำลังโกรธอย่างยิ่ง!
ตอนนี้เอง แม้แต่คนนอกอย่างเหลียงปิงก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ นางอดขมวดคิ้วไม่ได้ “แม่นาง หากมีเรื่องอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ ขืนมัวแต่อ้ำอึ้งเช่นนี้รังแต่จะยิ่งทำให้การเข้าใจผิดลุกลามใหญ่โต หรือแท้จริงแล้วมีบางสิ่งที่เจ้าไม่แน่ว่าเฉินซีจะรับมือได้?”
เสียงของนางปรากฏร่องรอยความล้ำลึกแห่งเซียน เนื่องจากในทุกการเคลื่อนไหวของผู้เยี่ยมยุทธ์ขอบเขตเซียนลึกลับนั้นเปี่ยมไปด้วยความล้ำลึก ดังนั้นเมื่อคำพูดของนางกระทบโสตประสาทของอันเคอ มันก็กังวานใสประหนึ่งระฆังที่เงาวับ ทำให้อีกฝ่ายคลายอาการประหม่า และมีท่าทีสงบลงในทันที
ทว่าครั้นนางจะพูดขึ้นอีกครั้ง เฉินซีก็ไม่อยู่เสียแล้ว
เหลียงปิงอดส่ายหน้าไปมาไม่ได้ ครู่ถัดมาร่างของนางพลันเคลื่อนไหวดั่งแสงวาบ พร้อมกับหอบเอาร่างของอันเคอไปด้วย ทิ้งไว้เพียงศิษย์ที่เฝ้าประตูทางเข้านิกายซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น พวกเขาต่างจ้องมองกันและกันด้วยสายตาที่ยังไม่คลายจากความกลัว
…
ณ ยอดเขาจรัสตะวันตก
อย่างที่อันเคอได้กล่าวไว้ ทั้งต้นไม้ ใบหญ้า พฤกษา ภูเขา รวมไปถึงหินทุกก้อนที่อยู่ภายในยอดเขาจรัสตะวันตกยังคงมีสภาพเช่นแต่ก่อน ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังเต็มไปด้วยสัตว์อสูรล้ำค่าจำนวนมากที่คอยซุกซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้
ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับวังเวงเงียบเหงา ไม่เพียงหั่วโมเลย และศิษย์พี่คนอื่น ๆ จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แม้แต่หลิงไป๋ มู่ขุย ไป๋คุย อาซิ่ว เสวี่ยเหยียน รวมถึงคนจากเผ่านรกขุมที่เก้าก็ไม่ได้อยู่บนยอดเขาจรัสตะวันตกเช่นกัน
นี่มัน… แปลกเกินไปแล้ว!
อีกทั้ง ยอดเขาจรัสตะวันตกในยามนี้ยังไม่อาจเทียบได้กับเมื่อก่อน มันเคยเป็นสถานที่ที่ผู้คนในนิกายกระบี่เก้าเรืองรองรู้กันดีว่า ไม่อาจมีผู้ใดรุกรานได้ และยังเป็นที่ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในแดนภวังค์ทมิฬ
ทว่าในถิ่นฐานของเขาตอนนี้ เพื่อนพ้องและศิษย์พี่ล้วนแต่หายไปสิ้น! ดังนั้นจะให้ชายหนุ่มยอมรับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?
ทันทีที่ภาพเหล่านี้ปรากฏสู่สายตา หัวใจของเขาพลันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ ดั่งภูเขาไฟที่จวนจะปะทุ เรือนกายที่ผ่าเผยเริ่มสั่นสะท้านไปทั่วทุกอณู
นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?
พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่ไหน!?
เมื่อเฉินซีนึกถึงท่าทีของบรรดาศิษย์ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนตั้งแต่เหยียบเข้ามาในนิกาย รวมถึงท่าทางละล้าละลังของอันเคอ เขาก็ไม่อาจสงบใจได้อีก
“เฉินซี จริงอยู่ที่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในนิกาย แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีอันตรายใด ๆ ต่อชีวิตทั้งสิ้น” อันเคอรีบพุ่งตัวเข้าไปขณะที่ยังอยู่ภายใต้การประคองของเหลียงปิง นางพูดด้วยน้ำเสียงวิตกเมื่อเห็นว่าดวงตาของชายหนุ่มกำลังเผยร่องรอยโทสะออกมาอย่างชัดเจน “เจ้า…เจ้าต้องใจเย็นก่อน! อย่าได้หุนหันไป!”