ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ย้อนคืนสู่วัยสิบเจ็ดอีกครา
September 21, 2026
“เจ้าพึงพอใจผู้ใด บอกเรามาเถิด”
พระสุรเสียงอันน่าเกรงขามของฮ่องเต้ที่ถ่ายทอดลงมาจากเบื้องบนอย่างเชื่องช้า ชัดเจนทุกถ้อยคำ และแฝงไว้ด้วยความเมตตา
เสิ่นเย่ารู้สึกงุนงง นี่…นางเกิดใหม่หรือ
และแล้วก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตนเองได้ย้อนคืนสู่วัยสิบเจ็ดอีกครา
วันนี้ ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้นางเข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงในวัง ทั้งยังมีพระราชดำรัสจะพระราชทานสมรสให้แก่นาง
เสิ่นเย่าขยับริมฝีปาก หัวใจพลันรู้สึกสับสน เบ้าตาแสบซ่านร้อนผ่าว
“เจ้าอย่าได้ตื่นเต้นไป”
แลเห็นนางมิเอ่ยคำใด น้ำเสียงของฮ่องเต้ก็อ่อนโยนลงอีก “ตระกูลเสิ่นรับราชการทหารมาหลายชั่วอายุคน ทั้งบิดา ท่านลุง ท่านอา และพวกพี่ชายของเจ้าล้วนพลีชีพในสมรภูมิเพื่อต้าเซิ่งของเรา บัดนี้ ตระกูลเสิ่นเหลือทายาทเพียงเจ้าคนเดียว เรื่องแต่งงานของเจ้า เราจะเป็นธุระให้เอง ไม่ว่าเจ้าปรารถนาจะครองคู่กับผู้ใด เราก็จะอนุญาตตามนั้น”
แม้จะผ่านชีวิตมาถึงสองชาติ แต่เมื่อนึกถึงจวนแม่ทัพ เสิ่นเย่ายังคงรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ต้าเซิ่งสถาปนาราชวงศ์ยังไม่ถึงศตวรรษ รากฐานยังไม่มั่นคง มีทั้งปัญหาภายในและภัยคุกคามจากภายนอก
เมื่อปีกลาย ชายแดนทิศเหนือถูกกองทัพทหารม้ารุกประชิด ตระกูลเสิ่นได้รับพระบัญชาให้เคลื่อนทัพขึ้นเหนือเพื่อต่อต้านอริราชศัตรู
ในวันออกเดินทาง พวกท่านพ่อ ท่านลุง ท่านอา และบรรดาพี่ชายต่างร่ำลาด้วยความฮึกเหิม เสียงพูดคุยดังจ้อกแจ้กจอแจไม่หยุดหย่อน จนเสิ่นเย่ายังรู้สึกรำคาญใจอยู่เลยในยามนั้น
ทว่าตอนที่ทุกคนกลับมา เสิ่นเย่าเห็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมขาดวิ่นนอนนิ่งอยู่ในโลง
บรรดาสะใภ้ต่างแยกย้ายลาจาก บ้างก็กลับไปยังบ้านเดิม บ้างก็ออกเรือนใหม่ ส่วนมารดาของนางตรอมใจจนล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
จวนแม่ทัพที่กว้างขวาง จึงเหลือเพียงเสิ่นเย่าผู้เดียว
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นในค่ำคืนนี้ แม้ฮ่องเต้จะปรารภว่าเป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัว ทว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นธุระเรื่องคู่ครองให้เสิ่นเย่า ถือเป็นการปลอบขวัญวีรชนผู้ล่วงลับของตระกูลเสิ่น
เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ของดรุณีนางหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านขวา “เสด็จพ่อ ไยจึงต้องถามให้มากความด้วยเล่า ใครๆ ต่างก็รู้ว่าคุณหนูเสิ่นมีใจให้เสด็จพี่รัชทายาท แถมยังชอบจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยเชียวนะเพคะ!”
เสียงนี้คือเสียงขององค์หญิงห้าผู้เป็นที่โปรดปรานในวังหลวงแห่งนี้ ราชทินนามของนางก็คืออันอี๋
ชาติที่แล้ว องค์หญิงห้าก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้
ครั้งนั้นพวงแก้มของเสิ่นเย่าเป็นสีแดงเรื่อ ศีรษะก้มลงต่ำ
แลเห็นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็โบกพระหัตถ์ หัวเราะลั่น “เช่นนั้นเราจะเป็นธุระมองหาฤกษ์งามยามดีให้เจ้าได้แต่งงานกับจิ่งชู!”
เสิ่นเย่าตระเตรียมงานวิวาห์ด้วยหัวใจที่เบิกบาน แม้แต่ชุดเจ้าสาว ทุกด้ายทุกเข็มล้วนเย็บปักด้วยมือของตนเอง นางเคยได้ยินว่าเช่นนี้ชีวิตคู่จักราบรื่น
แต่ในคืนวันวิวาห์ เซี่ยจิ่งชูกลับปฏิเสธที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับนาง
เขาไม่อนุญาตให้นางขึ้นเตียง ปล่อยให้นางนอนขดตัวอยู่บนพื้นเย็นเฉียบข้างเตียงตลอดทั้งคืน
เมื่อไร้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ท้องของเสิ่นเย่าจึงไม่มีความเคลื่อนไหว จากเดิมที่ฮ่องเต้และฮองเฮาเคยเห็นอกเห็นใจ ท้ายที่สุดเหลือเพียงความผิดหวัง
ผู้คนในตำหนักบูรพาต่างก็เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน มิได้เห็นพระชายารัชทายาทผู้นี้อยู่ในสายตา
ชีวิตในตำหนักบูรพาของเสิ่นเย่าต้องทนทุกข์อยู่กับความอัปยศอดสู
กระทั่งวันหนึ่ง นางได้ยินถ้อยคำสนทนาระหว่างเซี่ยจิ่งชูกับสหายของเขาโดยบังเอิญ
พวกเขากำลังพูดถึงนาง ที่แท้การกลั่นแกล้งและความคับข้องใจที่นางได้รับในตำหนักบูรพานั้น เซี่ยจิ่งชูรับรู้ทั้งหมด
เพียงแต่เขาไม่ใส่ใจ หรืออาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเขาเพิกเฉยละเลย
เสิ่นเย่าได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ น้ำเสียงของเซี่ยจิ่งชูเต็มไปด้วยความเย็นชาและเย้ยหยัน “รั้นจะแต่งกับข้า นั่นคือสิ่งที่นางสมควรได้รับ”
สหายของเขาถามด้วยความเห็นใจ “คุณหนูเสิ่นรูปโฉมงดงาม แถมยังชมชอบในตัวเจ้า เจ้าไม่มีความรู้สึกดีๆ กับนางบ้างเลยหรือ”
เซี่ยจิ่งชูตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย “นางทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเท่านั้น”
เสิ่นเย่ารู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง
รั้นจะแต่งงาน…นางไปบังคับฝืนใจเขาตอนไหน
นี่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเขาต่างหาก หากเขาไม่ยินดี เหตุใดจึงไม่ทูลปฏิเสธไปตรงๆ แต่กลับมาลงโทษนางน่ะหรือ