ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 ท่านควรเรียกข้าว่า เสด็จอาสะใภ้
September 21, 2026
ชิงเชวี่ยขมวดคิ้ว เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเสิ่นเย่า “พระชายาเพิ่งจะตื่นเอง ไฉนต้องเร่งรีบขนาดนี้ด้วย”
แม่นมแค่นเสียงฮึดฮัด “ใช่สิ พระชายาถือกำเนิดมาจากตระกูลแม่ทัพ สถานะสูงส่ง ทั้งยังได้รับพระราชทานสมรสจากฝ่าบาท ไม่แปลกใจเลยที่จะไม่เห็นหัวน้าสะใภ้โจวที่เป็นแม่หม้าย”
ชิงเชวี่ยชะงักงัน นัยน์ตาเบิกกว้าง “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย”
“แม่หนูน้อย แม้แต่ความหมายที่ตัวเองต้องการจะสื่อ ยังพูดให้ชัดเจนไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า!”
คำพูดเพียงไม่กี่คำของแม่นมสามารถอุดปากชิงเชวี่ยได้อย่างรวดเร็ว นางหันไปหาเสิ่นเย่า “พระชายา ท่านเห็นว่าอย่างไร”
ส่งแม่นมฝีปากกล้าเช่นนี้มา แสดงว่าน้าสะใภ้โจวตั้งใจแน่วแน่ที่จะกางอำนาจข่มเสิ่นเย่าตั้งแต่วันแรก
เผชิญหน้ากับสายตาคมกล้าของแม่นม เสิ่นเย่าเพียงยิ้มเล็กน้อย “แน่นอนว่าควรไปคำนับน้าสะใภ้โจว”
น้ำเสียงของนางสงบนุ่มนวล หากแต่คำว่า ‘คำนับ’ กลับฟังดูเสียดหู
แม่นมหรี่ตาลง “พระชายาเข้าใจผิดแล้ว มิใช่ไปคำนับ เพียงไปพบปะเท่านั้น”
เสิ่นเย่าทำเหมือนไม่ได้ยิน “ท่านแม่ทัพเซวียสละชีพเพื่อช่วยชีวิตท่านอ๋อง ภรรยาหม้ายของเขาก็สมควรได้รับความเคารพจากทุกคน ข้าเองก็ชื่นชมน้าสะใภ้โจวมาก การไปคำนับจึงเป็นเรื่องสมควรด้วยเหตุและผล”
เห็นแม่นมถูกถ้อยคำนี้ทำให้เบิกบานใจ กระทั่งความฮึกเหิมลำพองยังปรากฏชัดอยู่บนใบหน้า เสิ่นเย่าก็ยกยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดต่อว่า “ดังนั้น คงต้องรบกวนแม่นมเข้าวังสักครั้ง”
แม่นมงุนงง “เข้าวัง?”
เสิ่นเย่าผงกศีรษะพร้อมรอยยิ้มจางๆ “ใช่แล้ว แม่นมต้องเข้าวังไปกราบทูลว่า น้าสะใภ้โจวคือหญิงหม้ายผู้ยิ่งใหญ่ ข้าต้องไปคำนับน้าสะใภ้โจวก่อน ถึงจะไปถวายพระพรฝ่าบาทและฮองเฮาได้”
แม่นมตกตะลึง เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ
ยังไม่ต้องพูดถึงว่านางจะสามารถผ่านประตูวังได้หรือไม่ หากบอกว่าให้พบน้าสะใภ้โจวก่อนค่อยไปถวายพระพรฮ่องเต้และฮองเฮา เกรงว่าคำพูดยังไม่ทันขาดคำ ศีรษะก็คงหลุดออกจากบ่าแล้ว
จาบจ้วงเบื้องสูงเช่นนี้ นางจะกล้าได้อย่างไร!
ความยโสโอหังเมื่อสักครู่อ่อนแรงลงทันที แม่นมฝืนยิ้มประจบประแจง “พระชายาล้อข้าเล่นแล้ว ย่อมต้องยกฝ่าบาทกับฮองเฮาไว้เหนือสุด”
เสิ่นเย่ายังคงยิ้ม “ในเมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็กลับไปบอกน้าสะใภ้โจวเถิดว่า เมื่อข้าเสร็จธุระแล้ว ย่อมไปพบนางเอง”
แม่นมไม่สามารถหาคำใดมาโต้แย้งได้เป็นเวลานาน
บุตรีผู้กำพร้าจากจวนแม่ทัพ ท่าทางบอบบางอ่อนแอ แต่กลับไม่ง่ายเลยที่จะกลั่นแกล้ง
นางตอบรับอย่างขอไปที แล้วหมุนกายเดินจากไป
เสิ่นเย่าหันไปหวีผมแต่งตัวต่อ
ชิงเชวี่ยกระซิบถามนางว่า “พระชายาจะไปพบน้าสะใภ้โจวจริงๆ หรือเจ้าคะ”
เสิ่นเย่าเลือกปิ่นปักผมบนโต๊ะอย่างพิถีพิถัน “อย่างไรเสียก็เป็นน้าสะใภ้ ทั้งยังเป็นภรรยาหม้ายของวีรชนผู้กล้า ยังไงข้าก็ต้องไปพบ แต่จะไปเมื่อใดนั้น อยู่ที่ข้ากำหนด ไม่ใช่นาง”
นี่เป็นเรื่องว่าอำนาจจะอยู่ในมือผู้ใด
หากนางยอมอ่อนข้อตั้งแต่แรก ชีวิตในอนาคตจะยากลำบากแน่นอน
เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่สะใภ้เคยสอนนาง
พี่สะใภ้ถือกำเนิดในตระกูลใหญ่อันเก่าแก่ที่มีภรรยาและอนุมากมาย ตามคำพูดของพี่สะใภ้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจหรือเล่ห์เหลี่ยมกลอุบาย นางเคยเห็นมาหมด ลมฝนและกลิ่นคาวเลือดในเรือนหลังหาได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสนามรบที่บิดากับพี่ชายของนางเคยเผชิญ
หลังจากแต่งงานกับพี่ชาย ในบ้านไร้การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน พี่สะใภ้ว่างจนรู้สึกเบื่อหน่าย จึงมักจะมาชี้แนะเสิ่นเย่า
เสิ่นเย่าเป็นบุตรสาวคนเดียวในบ้าน พี่สะใภ้จึงถ่ายทอดทุกสิ่งให้นางอย่างไม่ปิดบัง
ชาติที่แล้วเสิ่นเย่าไม่เคยได้ลองของ หลายครั้งนางก็นึกเสียดายขึ้นมา
แต่ชาตินี้ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็ให้คนเตรียมรถม้า
เสิ่นเย่าพาชิงเชวี่ยและสาวใช้จากจวนอ๋องอีกคนที่ชื่อหยินจูออกไป
“ไม่เมา! ข้าไม่เมา! ยังดื่มได้อีกสามไห!”
ในขณะที่กำลังจะขึ้นรถม้า เสิ่นเย่าได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
นางหันไปมองตามเสียง เห็นรถม้าที่ไม่คุ้นตาจอดอยู่หน้าประตู เด็กหนุ่มในชุดเด็กรับใช้จากหอสุราสองคนกำลังประคองชายหนุ่มคนหนึ่งลงมาจากรถม้า
ชายหนุ่มคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณหรูหรา กวาน[1]ผมหยกสีเขียวบนศีรษะเอียงกะเท่เร่ ปลายแขนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยสุรา
เขาโงนเงนซวนเซลงจากรถม้า กระทั่งฝืนยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว มือหนึ่งกลับสะบัดใส่ใบหน้าของเด็กรับใช้ พร้อมกับคำด่าทอ “รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นญาติผู้พี่ของอ๋องจิ้งเชียวนะ! ไทเฮาก็เห็นข้ามาแต่อ้อนแต่ออด แม้แต่ฝ่าบาท ข้าก็เคยเจอมาแล้ว!”
เด็กรับใช้กุมแก้ม มิกล้าโต้แย้ง
冠