ตอนที่ 662
บทที่ 662 สารภาพอย่างโล่งอก
October 31, 2026
บทที่ 662 สารภาพอย่างโล่งอก
คุกใต้ดินในค่ายทหารเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
สถานที่ที่แต่เดิมควรเป็นที่กักขังเชลยศึกและสอบปากคำทหารกบฏ ในเวลานี้กลับมีเพียงคนเดียวที่ถูกขัง
ในคุกใต้ดินอันมืดสลัวนี้ ซ่านเซิ่งหานในชุดสีขาวผ่องนั่งอยู่ใต้แสงเทียนเพียงลำพัง รอบด้านเหลือเพียงแต่ความมืดสนิทอันว่างเปล่า
เดิมเขาก็ควรจะเดียวดายไร้การช่วยเหลือ
แต่มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาลอยมาจากขั้นบันได สตรีในอาภรณ์สีแดงสดเดินนวยนาดเข้ามาจากหน้าประตูโดยไม่มีผู้ใดขัดขวางเลยระหว่างทาง มือข้างหนึ่งประคองกล่องอาหารที่ห้อยไว้บนข้อมือ ก้าวล้ำความมืดมิดอันแสนสงัดนี้เข้ามาอย่างเคารพนบนอบ จนกระทั่งหยุดอยู่นอกกรงขังของซ่านเซิ่งหาน จึงก้มหน้าลงอย่างเจียมตัว คุกเข่าลงกับพื้น แล้วยื่นอาหารรสชาติโอชะในกล่องมาให้โดยผ่านราวลูกกรง
ดวงหน้าหมดจดอรชรดวงนั้นของเฟิงเยว่ไม่เจือแววตื่นตระหนกและกังวลใจเลยสักเสี้ยว “พระองค์ท่านนั้นไม่ได้ตกปากรับคำจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ”
ซ่านเซิ่งหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนผ้านวมอับชื้น ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ใช้เวลาสักพักเพื่อปรับสภาพกัลป์ลำแสงเดียวในที่นี้ คราวนี้จึงยื่นมือออกไปหยิบชามตะเกียบขึ้นมา กินเข้าไปเพียงไม่กี่คำ ก็หัวเราะเบาๆ ออกมา “ดูเหมือนว่านางจะไม่มีความรู้สึกต่อข้าสักเสี้ยวเลยสินะ”
“ทุกเรื่องที่พระองค์ผู้นั้นกระทำไปล้วนทะเยอทะยานใหญ่หลวง หากซ่านจินจื๋อไม่สามารถเป็นกษัตริย์ วันหน้านางก็ไม่ต้องอุทิศตน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตัวท่านเองเพียงแค่หวังให้นางเคียงข้างไประยะหนึ่งเท่านั้น ทำไมจะไม่ได้กันเล่า” เฟิงเยว่ก้มหน้างุด วางกล่องอาหารที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยไว้ข้างมือ รอคอยซ่านเซิ่งหานรับประทานอาหารจนหมดอย่างเคารพ
“หากวันหน้าใช้ไม้อ่อนดัดไม้แข็งไม่ได้ ก็คงต้องลงมืออย่างแข็งแกร่งขึ้นก่อนเท่านั้นแล้ว” ซ่านเซิ่งหานลิ้มรสอาหารโอชะเบื้องหน้าอย่างละเมียด น้ำเสียงเรียบเฉย “ฮองเฮาตายหรือยัง?”
“ได้ส่งคนไปลอบสังหารแล้ว ไม่กี่วันก็จะถึงเทียนเหยียน และทำภารกิจสำเร็จ” กำปั้นของเฟิงเยว่กระแทกลงกับพื้น น้ำเสียงนุ่มนวลเพิ่มความยะเยือกขึ้นหลายขนัด “เพียงแต่ซ่านต้วนเฟิงลอบส่งคนไปล้อมตำหนักของพระองค์แล้ว ดูเหมือนคิดจะหาพระองค์หญิงท่านนั้น สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด”
ชะงักการเคลื่อนไหวชั่วคราว ดวงหน้าคงแก่เรียนของซ่านเซิ่งหานผุดแววเยียบเย็นออกมาหลายเท่านัก
“เยว่ชิงย่อมจัดการด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว เจ้าให้คนไปลองสืบข่าวของทางฝั่งกู้อ้าวเวยก่อน ครั้นมีโอกาส ก็พานางออกมาด้วยเลย” ท้ายที่สุดซ่านเซิ่งหานก็ทานอาหารไม่หมด ก่อนวางชามตะเกียบลงด้วยสภาพจิตใจไม่สงบนิ่ง “ถึงข้าจะทนให้นางคลอดเลือดเนื้อเชื้อไขของคนอื่น แต่กลับไม่อาจทนเห็นนางเอาแต่อยู่กับซ่านจินจื๋อได้...ข้าฝืนทนกับการแสดงหลายปีมานี้พอแล้ว...”
เฟิงเยว่แทบรอไม่ไหวที่จะเอาหน้ามุดดิน “ข้าน้อยจะไปจัดการเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ”
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็วางใจ” ใบหน้าของซ่านเซิ่งหานเปื้อนด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นอ่อนโยนในยามปกติอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อไปว่า “หากไม่ใช่ฮองเฮามุ่งมาทางข้า ข้าก็ไม่รู้เลยว่าฮองเฮาเป็นคนของซ่านจินจื๋อ ตอนนี้นางคิดจะยืมมือของซ่านต้วนเฟิงกำจัดข้า แล้วค่อยลอบกำจัดซ่านต้วนเฟิงในที่ลับอีกทีหนึ่ง สนับสนุนซ่านจินจื๋อขึ้นครองบัลลังก์ ข้าย่อมปล่อยนางไว้ไม่ได้แน่”
“คิดไม่ถึงว่าฮองเฮาจะเป็นคนของซ่านจินจื๋อไปได้ เพียงแต่ข้าน้อยใคร่รู้จริงๆ เหตุใดท่านถึงแน่ใจเช่นนี้?”
“เพราะว่าฮองเฮาไม่เคยสนับสนุนซ่านต้วนเฟิงอย่างแท้จริงเลย แต่แทบจะรอให้เขารีบตายไวๆ ไม่ไหวต่างหาก” ซ่านเซิ่งหานหลับตาลงอีกครั้ง “ความทะเยอทะยานของซ่านต้วนเฟิงมีมากเกินไป เสด็จพ่อและซ่านจินจื๋อต่างทนเขาไม่ไหว ฮองเฮาแค่ทำไปเพื่อรักษาตำแหน่งของตนให้มั่นคงถึงได้ช่วยเหลือก็เท่านั้น กระทั่งไม่ลังเลที่จะดึงคนของบ้านมารดาตัวเองมามัวหมองด้วย”
เพียงแต่ ซ่านจินจื๋อปิดไว้ได้นานขนาดนี้ กลับเป็นซ่านเซิ่งหานเองที่อดพรั่นพรึงไม่อยู่
แต่ขอเพียงกู้อ้าวเวยไม่อยู่ข้างกายซ่านจินจื๋อ เขาก็จะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างยุติธรรม
บางครั้งก็กู้อ้าวเวยก็เฉียบแหลมมากเกินไป
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างในคุกใต้ดินล้วนหวนสู่ความเงียบสงัด ส่วนทหารยามที่อยู่หน้าประตูกลับแสร้งทำเป็นไม่เห็นเฟิงเยว่มาก่อน ทำเพียงมองดูสตรีในอาภรณ์แดงสดคนนี้ถูกซ่านต้วนเฟิงคว้าตัวออกจากเมืองชายแดนโดยไม่มีการขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น
ใครเป็นผู้ควบคุมใครกันแน่ แล้วใครจะรู้ได้กันเล่า?
……
ตอนที่ตื่นขึ้นมานั้น นอกหน้าต่างเหลือเพียงดาราพร่างฟ้าทั้งผืนตั้งนานแล้ว