ตอนที่ 819
บทที่ 819 เชื่อมต่อ
October 31, 2026
บทที่ 819 เชื่อมต่อ
สารทฤดูใบไม้ร่วงเต็มพื้น ถนนใหญ่ซอยเล็กๆ เบื้องหน้าล้วนอยู่ในความหดหู่ทั้งแถบ
ที่นี่ก็เป็นแค่หมู่บ้านเล็กน้อยๆ ที่ไม่รู้ใครรู้จัก คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ออกไปทำงานด้านนอก คนที่เหลืออยู่โดยมากจะเป็นหญิงชราและเด็กน้อยส่วนหนึ่ง ขณะที่กู้อ้าวเวยในชุดคลุมสีดำควบรถม้าเข้าไปในหมู่บ้าน เด็กน้อยหลายคนต่างตั้งหน้าคอยมองตามๆ กัน พูดกันอย่างเซ็งแซ่ว่ากลัวแต่คนใหญ่คนโตมาเยือนเสียแล้ว
ซูพ่านเอ๋อนั่งอยู่ในรถม้า กลับยังไม่รู้แจ้งเลยว่าเหตุใดนางตั้งระหกระเหินถ่อมาไกลถึงที่นี่ด้วย
ทว่ากู้อ้าวเวยกลับรู้อยู่เต็มอก นางยังบอกกับสำนักคุ้มภัยในหมู่บ้านว่าถ้าหากมีคนจากเมืองเทียนเหยียนมาถึงที่นี่ให้ลอบติดต่อกับโรงเตี๊ยมร้านนั้น นางจะมาถึงที่นี่ตามข่าวสารที่ได้รับจากเด็กรับใช้เสี่ยวเอ้อร์คนนั้น
คิดดูแล้วยังมีคนต้องการติดต่อกับคนของซ่านจินจื๋อเป็นแน่ เช่นนี้ข่าวในมือของเด็กรับใช้เสี่ยวเอ้อร์ก็อยู่เค้ามูลความจริงอยู่หลายส่วน
ระหว่างทางไม่มีใครคอยคุ้มกัน ซ้ำคิดว่าวันหน้ายังต้องเผชิญกับทหารไล่กวดของฮ่องเต้อีก มันไม่ง่ายเอาเสียเลย
ข่าวสารนี้มีดินแดนอันลึกลับ ซึ่งก็คือสถานที่แห่งนี้ ขณะที่นางกำลังเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าร้านค้าในสถานที่แห่งนี้ไม่มีชื่อแซ่ กลับได้ยินแต่เพียงเสียงหัวเราะคล้ายกระดิ่งเงินสายหนึ่งลอยลงมาจากด้านบนชายคา สตรีในชุดยาวสีเขียวทั้งกายด้านหลังสะพายดาบยาวเล่มหนึ่งโรยตัวลงมาริมถนน มองสำรวจนางด้วยอาการยิ้มก็ไม่ใช่หัวเราะก็ไม่เชิง
กู้อ้าวเวยรู้สึกแปลกๆ จึงจอดรถม้าแล้วเหลือบมองนาง ไม่เอ่ยวาจาสักคำ
ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนอายุราวยี่สิบต้นๆ ย่ำเท้าไร้สุ้มเสียงมาหยุดต่อหน้าของนาง “ท่านก็คือ...พระนางน้อย?”
สามคำสุดท้ายเจือความไม่แน่ใจหลายส่วน น้ำเสียงก็เบาลงไปมาก
“เจ้าเป็นผู้ใด?”
“พี่ชายบอกว่าเขาเคยพบท่านครั้งหนึ่งที่สนามล่าสัตว์ เพียงแต่เมื่อวานเขาได้รับข่าวว่าต้องการเพิ่มกำลังพล จนรีบร้อนออกไป ฉะนั้นจึงให้ข้ารุดหน้ามาต้อนรับอยู่หน้าเรือนอาจารย์” หญิงสาวเดินมาข้างหน้า กระโดดขึ้นมาบนรถม้า แหวกม่านรถออกมองเห็นแม่นางที่ถูกโซ่ตรวนอยู่ด้านใน จึงอดมุ่นเรียวคิ้วไม่ได้ “แม่นางผู้นี้ทำความผิดโทษฐานใด?”
“ยามอุทกภัย นางคร่าชีวิตคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จำนวนมากมายเหลือแสน” กู้อ้าวเวยกล่าวอย่างจริงจัง ซูพ่านเอ๋อในรถม้าหดลำคอ ตลอดทางมานี้ นางมิกล้าไม่เชื่อฟังคำของกู้อ้าวเวยเลย แม้ว่าในใจจะยังคงมีความชิงชังอยู่หลายส่วน ทว่าครั้นมองเห็นดวงตาพราวระยับคู่นั้นของกู้อ้าวเวย ก็มิกล้าพูดมากความอีก
หญิงสาวคนนั้นเห็นซูพ่านเอ๋อนิ่งเงียบงุดหน้าต่ำ ทำเหมือนนางยอมรับในเรื่องนี้
“พี่ใหญ่บอกว่าผู้ที่มาน่าจะเป็นแม่นางสิริโฉมปากจัดคนหนึ่ง แต่ข้าดูท่านแล้ว...” สายตาของหญิงสาวโปรยไปที่ข้อมือของกู้อ้าวเวย กู้อ้าวเวยดึงสะบัดบังเหียนเพื่อเร่งรถม้ากลับปรากฏให้เห็นเล็กน้อยอย่างเสียมิได้ โทษก็แต่หญิงสาวคนนี้ตามแหลมปานคบเพลิง
“พี่ใหญ่ของเจ้ามีชื่อว่าอะไร” กู้อ้าวเวยดึงแขนเสื้อ ไม่สนใจจะถือสาต่อปากกับเด็กสาวคนหนึ่ง
“พี่ใหญ่ข้านามว่าโม่อี ข้าเป็นคนสุดท้องในเรือน จัดอยู่ในลำดับที่สาม ท่านเรียกข้าว่าน้องซานก็ได้” คุณหนูโม่ซานนั่งลงบนรถม้าคันนี้ ขาข้างหนึ่งเหยียบบนโกลนไม้ ยันครึ่งหน้าพิงลงบนหัวเข่า กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนวิทยายุทธ์จะแกร่งกล้ายิ่ง
“โม่อี...” กู้อ้าวเวยกลับรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา หวนนึกอย่างละเอียดแล้วนางเคยไปสนามล่าสัตว์ไม่เกินสองครั้ง ไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ ก็นึกได้ว่าในคราแรกเคยพบกับคนผู้นี้จริงๆ ตอนนั้นเขากำลังยืนอยู่กับเซียวไห่ แต่เขาดูเหมือนจะอาฆาตแค้นซูพ่านเอ๋อสุดขีด ดังนั้นในตอนนั้นจึงไม่ได้เข้าใกล้ เดาะลิ้นน้อยๆ “เหตุใดใต้เท้าโม่อีถึงได้รออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้?”
“เดิมทีพี่ชายว่างงาน คนข้างกายต่างอดรนไม่ไหวอยากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบู๊ผู้ซื่อสัตย์เถรตรงอย่างเขาจากไปนานกว่านี้ คนที่เป็นเจ้านายเขาคนนั้นถึงกับโบ้ยความผิดใส่ข้า บอกว่าข้าไปก่อเรื่องในยุทธภพ ผลัดกันพี่ชายของข้าเข้ามา ก็เป็นเวลาได้หนึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว” โม่ซานพูดขึ้นมาแล้วยังเดือดดาลอยู่มากทีเดียว ดาบยาวที่อยู่หลังกายก็พลอยกระแทกกับรถม้าไปด้วย
กู้อ้าวเวยเหลือบเห็นเด็กน้อยที่อยู่รอบข้างล้วนตกอกตกใจ ได้แต่หยุดอยู่เบื้องหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างร้อนรน กล่าวว่า “พวกเราเข้าไปข้างหน้าค่อยว่ากัน...”