ตอนที่ 38
บทที่ 38 ทุกคนที่นี่คือขยะ
October 22, 2026
บทที่ 38 ทุกคนที่นี่คือขยะ ProjectZyphon ครั้นได้ยิน สีหน้าของเถ้าแก่เนี้ยสิ้นหวังหวาดกลัว กล่าวว่า “มะ…ไม่…ไม่…ประมุขจ้าว…จู๋เอ๋อร์ยังเล็ก ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง นางไม่รู้เรื่องอะไร ปล่อยนางไปเถอะ ข้า…ข้ายินดีพาท่านไปดูห้องเก็บสุรา ข้าไปกับท่านเอง…” มารดาที่น่าสงสาร เมื่อเห็นบุตรสาวคนเดียวถูกคุกคาม นางก็ตื่นตระหนกสิ้นหวัง ศักดิ์ศรีทั้งมวลหายไป และพร้อมที่จะแลกทุกอย่างเพื่อลูก
พวกพรรคป่าไผ่พากันระเบิดเสียงหัวเราะ
จ้าวหรงเฉิงยิ้มเย็นชา จงใจทรมานนาง “แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าอยากเปลี่ยนมาลิ้มรสอะไรที่อ่อนนุ่มกว่าหน่อย…เด็กน้อย เจ้าต้องการช่วยมารดาของเจ้าหรือไม่ ถ้าอยากละก็ จงทำตามคำสั่งข้า ไม่อย่างนั้น…หึๆ…”
กล่าวไม่ทันจบ มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“พรรคป่าไผ่เป็นกลุ่มสัตว์เดรัจฉานจริงๆ ด้วย”
เสียงที่ชัดเจนและหนักแน่นยิ่งดังมาจากประตูทางเข้าหอโบตั๋น
“เจ้าเป็นใคร? บังอาจกล่าววาจาสามหาวเช่นนี้ อยากตายหรือ?” จ้าวหรงเฉิงสีหน้าเย็นชา หันไปมองทางประตู
ศิษย์คนอื่นๆ ของพรรคป่าไผ่ต่างตบโต๊ะ คว้าจับอาวุธอย่างโหดเหี้ยม
“มีคนมาท้าทายถึงที่”
“มารดามันเถอะ…ไม่นึกว่าจะกล้ามาหาเรื่องพรรคป่าไผ่เรา”
“มันเป็นใคร จัดการสับมันเสีย”
ชั่วแวบเดียว โถงชั้นแรกของหอโบตั๋นเต็มไปด้วยแสงดาบเงากระบี่ บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่ว ผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดสองคนที่กินอาหารอยู่ต่างผุดลุกขึ้นแนบตัวเข้ากับผนังขณะสั่นระริก เพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลงจากพรรคป่าไผ่
“พวกลูกหมาลูเซอร์แห่งยุทธภพ พวกเจ้าคงไม่อยากมีชิวิตอยู่แล้ว ถึงได้วิ่งมาทำอวดเบ่งที่อำเภอขาวพิสุทธิ์แบบนี้?” ตรงประตูทางเข้า ชายที่กล่าวเยาะหยันผู้นั้นก้าวเข้ามาทีละก้าว
ยามนี้ผู้คนมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา มีรัศมีอำนาจที่ห้าวหาญน่าครั่นคร้าม สามารถบรรยายได้ด้วยคำว่าสมบูรณ์แบบ เป็นบุรุษรูปงามจำพวกที่หญิงสาวนับไม่ถ้วนเห็นแล้วเกิดรักแรกพบได้
คนผู้นี้ยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา
แม้คนทั้งหลายไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ลูเซอร์’ แต่พวกเขาเข้าใจว่าลูกหมาหมายถึงอะไร เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันชัดเจนว่าเป็นการเยาะเย้ยคนพรรคป่าไผ่ ไม่ใช่คำดีอะไร ทว่าวาจาของหนุ่มรูปงามคนนี้ก็โอหังเกินไปแล้ว เขาดูแคลนคนในยุทธภพทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้ง โจมตีกันเป็นวงกว้างทีเดียว หรือเขาไม่กลัวว่าจะกระตุ้นความโกรธของมวลชน?
“ท่านเป็นใคร?” จ้าวหรงเฉิงคลายมือปล่อยเถ้าแก่เนี้ยและเสี่ยวจู๋แล้วยืนขึ้น เขาคว้าไม้พลองเหล็กสีดำสนิทสูงเทียมคิ้วอันหนา พร้อมกับแสดงท่าทีดุร้าย
“ข้าเป็นคนของทางการ”
ชายหนุ่มรูปงามเดินเข้ามาอย่างเอ้อระเหย
ข้างหลังเขามีคนหลายสิบคนตามมา ทั้งหมดสวมเกราะอ่อนของทหารมือปราบประจำที่ว่าการ เฝิงหยวนซิงผู้ดูแลจัดการบ้านเมืองในช่วงนี้ก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย
“คนของทางการ?” จ้าวหรงเฉิงแสยะยิ้ม
เหล่าสมาชิกพรรคป่าไผ่ที่เหลือแผดเสียงหัวเราะ
การเพิกเฉยในช่วงที่ผ่านมาทำให้ทางการกลายเป็นตัวตลกในอำเภอขาวพิสุทธิ์ไปแล้ว เปรียบเสมือนพยัคฆ์ที่ปราศจากเขี้ยวเล็บ ไม่อยู่ในสายตาของใครๆ อีกทั้งไม่กี่วันก่อน นายทะเบียนเฝิงหยวนซิงยังถูกพรรคมังกรฟ้าและสำนักเขี้ยวพยัคฆ์ขับไล่ออกจากฐานที่มั่น จนถึงตอนนี้แม้กระทั่งกลุ่มอิทธิพลเล็กๆ บางกลุ่มยังไม่เกรงอำนาจของทางการกันแล้ว
ชายหนุ่มรูปงามไม่แยแส คลี่ยิ้มบางและพูดว่า “ขอแนะนำตัวก่อน ชายรูปงามที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเจ้าผู้นี้คือศิษย์พี่ของขุนนางเมืองหลี่มู่ นามคือต้วนสุ่ยหลิว ทุกคนต่างเรียกข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่ต้วนสุ่ยหลิว มาเพื่อกำจัดขยะโดยเฉพาะ”
“กำจัดขยะ?” จ้าวหรงเฉิงแค่นเสียงหยัน “เจ้ากำลังพูดว่าพรรคป่าไผ่ของข้าคือขยะ?”
“ไม่ๆๆ อย่าเพิ่งเข้าใจข้าผิด ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้า” ศิษย์พี่ใหญ่ต้วนสุ่ยหลิวพลันหัวเราะกับตัวเองเหมือนนึกถึงเรื่องตลกบางอย่าง ขำจนท้องคัดท้องแข็ง ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงสงบลงได้ ชายหนุ่มกล่าวว่า “ข้าหมายถึงเหล่าจอมยุทธ์ในอำเภอขาวพิสุทธิ์ตอนนี้ พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นขยะ!”
ภายในและภายนอกโรงเตี๊ยมมีเสียงสูดลมหายใจเฮือกเป็นแถบ
แม้แต่เฝิงหยวนซิงขุนนางใหญ่ที่มาพร้อมกับศิษย์พี่ใหญ่ต้วนสุ่ยหลิวกับทหารมือปราบฝีมือดียี่สิบคนต่างก็อึ้งงันไปเล็กน้อย ศิษย์พี่ของท่านขุนนางเมืองผู้นี้พูดมากเกินไปแล้ว ต้องดึงดูดความโกรธแค้นเป็นแน่ ทุกคนโดนด่ารวมไปหมดเลยนา
“ฮ่าๆๆๆ ช่างพูดจาโอหังใหญ่โตนัก อย่างเจ้านับเป็นอะไรได้?” จ้าวหรงเฉิงหัวเราะดังลั่น กระทุ้งไม้พลองเหล็กชั้นดีอันหนาลงพื้น ทั่วทั้งหอโบตั๋นคล้ายสั่นสะเทือน จากนั้นแผดเสียงดัง พูดว่า “เจ้ารับไม้พลองนี้ของข้าให้ได้แล้วค่อยว่ากัน”
สิ้นคำ จ้าวหรงเฉิงระเบิดพลังใต้ฝ่าเท้า ชนโต๊ะเก้าอี้ข้างๆ กระจายออก เหมือนหมีดำตัวใหญ่ทะยานตึงตึงเข้ามา พลองเหล็กในมือกวัดแกว่งแยกคลื่นอากาศ ก่อนกลายเป็นแสงดำสายหนึ่งฟาดลงไปทันที
อานุภาพของพลองเหล็กเปรียบได้กับภูเขาถล่ม
เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นกลางอากาศ