ตอนที่ 1766
ตอนที่ 1766 บุปผาสามัญงามดั่งผืนผ้าไหม 19
September 21, 2026
ซูจิ่นอวี้เพิ่งตระหนักได้ว่า ในโลกของคนที่คลั่งรักนั้น มุมมองในการมองสิ่งต่างๆ ช่างแตกต่างออกไป
เธอพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไรดี
ฝานซือฉิงพูดว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากบอกพี่ เพราะกลัวว่าท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นความว่างเปล่า ก็เลยไม่ยอมก้าวออกไป แต่จริงๆ แล้วนั่นแหละคือการสูญเสียอย่างหนึ่ง”
“ใช้ความกล้าและความตรงไปตรงมาปิดบังความขี้ขลาดของตัวเอง นั่นมันเสแสร้งมากนะ”
“มันยังไม่ยุติธรรมกับคนที่คอยทุ่มเทอีกด้วย”
ซูจิ่นอวี้ “...”
ฝานซือฉิงพูดจบก็โบกมือพร้อมส่งรอยยิ้มกว้างๆ ให้เธอ “ฉันไปแล้วนะ พี่จิ่นอวี้ ลาก่อน”
ซูจิ่นอวี้ยกมือโบกกลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อฝานซือฉิงหายลับไปแล้ว ซูจิ่นอวี้ถึงได้สติ กลับมาเห็นมู่กุยฝานยืนอยู่ข้างๆ
เธอจ้องมองเขาด้วยความสับสน
คำพูดของฝานซือฉิงยังคงดังก้องอยู่ในหู โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ‘ใช้ความกล้าและความตรงไปตรงมาปิดบังความขี้ขลาดของตัวเอง นั่นมันเสแสร้งมาก’ คำพูดนั้นยังกระทบใจเธออยู่
มู่กุยฝานก้มลงถาม “กำลังคิดอะไรอยู่?”
ซูจิ่นอวี้พึมพำกับตัวเองว่า “ฉันนึกว่าเธอมาเพื่อพูดไปเรื่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาเพื่อสอนบทเรียนให้ฉันจริงๆ”
ใช่แล้ว เธอไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเส้นนั้น…
เป็นเพราะมู่กุยฝานแข็งแกร่งเกินไป
เขาเป็นคนที่อยู่บนจุดสูงสุด ถึงแม้เขาจะคอยดึงเธอขึ้นไปด้วยกัน แต่เธอก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ตัวถ่วง
เธอรออยู่เสมอ เธอคิดว่าตัวเองควรจะแข็งแกร่งเท่าเขาก่อน ถึงจะสามารถเดินเคียงข้างเขาได้
เธอไม่ใช่คนที่คลั่งรักจนหน้ามืดตามัว แต่เธอมองว่าคนที่รักกันควรจะมีความแข็งแกร่งเท่าเทียมกัน
ควรจะยืนเคียงข้างกันได้ ไม่ใช่ใครคนหนึ่งคอยประคับประคองอีกคน หรือใครคนหนึ่งต้องหยุดรออีกคนอยู่เสมอ…
เธอไม่อยากเป็นแค่ลูกนกในกรงทองที่คอยให้มู่กุยฝานดูแลไปตลอด
เธอพบว่าตบะของตัวเองไม่ก้าวหน้าไปไหน และในอนาคตอาจจะเป็นเหมือนในอดีตที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติที่เธอได้อยู่เคียงข้างเขาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนที่เหลือก็เป็นเขาที่ต้องเผชิญกับความเหงาและการรอคอยอันไม่มีที่สิ้นสุดเพียงลำพัง
เธอไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ก็เลยคิดว่าถ้ามันจะเป็นแบบนี้ สู้ไม่ต้องอยู่ด้วยกันเลยจะดีกว่า เจ็บครั้งเดียวแล้วจบไปยังดีกว่าเจ็บนานๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาอยู่ในร่างมนุษย์ แต่เธอยังเป็นร่างผีอยู่เลย…
แต่เธอกลับมองข้ามไปว่า เขารอคอยมานานแค่ไหน ในขณะที่เธอคอยแต่จะหลีกเลี่ยง แบบนี้มันยุติธรรมกับเขาแล้วหรือ?
มู่กุยฝานเห็นใบหน้าของเธอนิ่งสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในความสงบมีความหม่นหมองปะปน เหมือนกับว่าเธอได้เข้าใจอะไรบางอย่างอย่างถ่องแท้…
เขารู้สึกใจหายวูบหนึ่งในทันที
แย่แล้ว ภรรยาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เตรียมจะบวชเป็นชีแล้วหรือเปล่า?!
ไม่ทันไร ซูจิ่นอวี้ก็เดินเข้าไปหาเขาสองสามก้าว และยื่นมือออกไปกอดเขา
ไม่มีการโผเข้าหาอย่างกะทันหัน และไม่มีการกอดที่แผ่วเบา
มีแต่กอดที่ยิ่งนานยิ่งแน่นขึ้น จนมู่กุยฝานรู้สึกได้ถึงความหวงแหนของเธอ…
“จิ่นอวี้?” มู่กุยฝานยกมือขึ้นอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าจะกอดเธอกลับดีหรือไม่
เขากลัวว่าถ้ากอดเธอไว้ นี่อาจจะเป็นกอดสุดท้ายก่อนลาจาก!
แต่แล้วก็ได้ยินเธอพูดขึ้น “มู่กุยฝาน…เรากลับบ้านกันเถอะ!”
มู่กุยฝานรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ เต้นผิดจังหวะไปหลายครั้ง
เขารีบกอดเธอไว้แน่น ตอบเบาๆ “อืม กลับบ้านกัน”
ซูจิ่นอวี้ซบหน้าลงบนอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นหนักแน่นแต่กลับสับสนเล็กน้อยของเขา แล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะหลับตาลง
“มู่กุยฝาน เสียงหัวใจของคุณเพราะจัง” เธอเอ่ย
มู่กุยฝาน “...?”
ซูจิ่นอวี้ “ไม่เหมือนฉันเลย ฉันไม่มีเสียงหัวใจ…”
มู่กุยฝาน “…”
เขากำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร ซูเหล่าชียังหาไม้มาสร้างร่างหยินให้อวิ๋นเหลิงซีได้ เขาก็สามารถสร้างร่างมนุษย์ให้เธอได้เช่นกัน…
แต่เธอก็พูดขึ้นมาก่อนว่า “ฉันจะฝึกบำเพ็ญให้ดี ต่อไปถ้าฉันแข็งแกร่งขึ้น คุณสร้างร่างมนุษย์ให้ฉันได้ไหม? แบบนั้นคุณก็จะได้ยินเสียงหัวใจของฉันบ้าง”
“เวลาที่ฉันรู้สึกใจเต้น คุณก็จะได้ยินมันด้วย”
“ความรู้สึกที่ฉันเคยแอบซ่อนไว้ ก็จะซ่อนไม่ได้อีกแล้ว…”
“ฉันจะได้ไม่ต้องจากคุณไปทุกๆ หลายสิบปีอีกต่อไป”
“และคุณก็จะไม่ต้องรอฉันไปอีกหลายภพหลายชาติ”
“ฉันอยากจะเก่งให้ได้เหมือนคุณ แล้วอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป ไม่ว่าจะไปที่ไหน แม้แต่ตอนทะเลาะกันหรือโกรธกัน ก็จะเป็นการทะเลาะกันในระยะใกล้…”