ตอนที่ 370
บทที่370 ชนแกตายก็แค่ชดใช้เงินนิดหน่อย
October 28, 2026
คืนวันต่อมา
เมืองก่าง สนามบินนานาชาติเชียงเจียง
หลินอิ่งลงจากเครื่อง โดยมีฮาเดสที่ไม่พูดไม่จาเดินตามมาด้วย
ทั้งคู่ออกจากสนามบิน เดินขึ้นไปในถนนที่แสนกว้างขวาง
เมืองก่างในยามค่ำคืน แสงไฟส่องจ้าจนแสบตา ข้างเชียงเจียงนั้นเต็มไปด้วยอาคารสูงใหญ่ที่เจริญรุ่งเรือง
ข้างๆ ถนนมีแสงไฟสีเหลืองส่องแสงสลัว มีลมเย็นๆ พัดผ่าน
“ประธานหลิน คุณมาถึงเมืองก่างรึยังครับ ข้าน้อยได้สั่งให้คนไปรับคุณที่ถนนของสนามบินแล้วนะครับ ข้าน้อยได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับที่เขตเชียงมู่เรียบร้อยแล้วครับ” เสียงที่นอบน้อมของนายคริสดังออกมาจากมือถือ
“ดีมาก รอคำสั่งจากผมอีกที” หลินอิ่งสั่งการนายคริสไปนิดหน่อย จากนั้นก็วางสายไป
บรึ้นๆๆ!
ทันใดนั้นเอง บนท้องถนนที่เงียบสงบก็ได้มีเสียงที่แสบแก้วหูดังขึ้น ฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญใจ
หลินอิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเหลียวไปมอง เห็นแต่รถสปอร์ตหลากสีที่สวยงามหลายคันกำลังเร่งเครื่องเข้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูงสุด ปะทะกับลมจนเกิดเป็นเสียงดัง พวกมันวิ่งอยู่บนถนนอย่างน่าเกรงขาม
หนึ่งในคนที่ขับลัมโบร์กินีสีน้ำเงินคนหนึ่งเหมือนกำลังเมา ขับส่ายไปส่ายมา แล้วพุ่งเข้าใส่เด็กผู้ชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ
ซิ่ว!
เสียงลมพัดผ่าน หลินอิ่งรีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กจนสามารถรอดชีวิตจากการถูกรถชนได้
เอี๊ยดดดดด!
ล้อรถยนต์เสียดสีกับพื้นซีเมนต์จนเกิดเสียงดัง ลัมโบร์กินีสีน้ำเงินคันนั้นได้หยุดอยู่ข้างทาง
“แม่งเอ๊ย ยังสติดีอยู่รึเปล่า? ตาบอดจนไม่เห็นรถของฉันรึไงห๊ะ?”
ทันทีที่รถจอดสนิท ก็ได้มีวัยรุ่นที่ใส่เสื้อผ้าสีสันลายตาคนหนึ่งลงมาจากรถ เขาสวมนาฬิกาโรเล็กซ์สีทอง พุ่งเข้ามาก็เริ่มต่อว่าหลินอิ่งทันที
ทันใดนั้น รถสปอร์ตที่เร็วแรงอีกสี่ห้าคันก็จอดลงเช่นกัน และได้มีวัยรุ่นชายหญิงกลุ่มหนึ่งเดินลงจากรถ แต่ละคนต่างจ้องมองหลินอิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ
หลินอิ่งเหลียไปมองด้วยสายตาที่เยือกเย็น
ถ้าไม่ได้เขาเข้ามาช่วยเด็กคนนี้ไว้
จากสถานการณ์เมื่อกี้ ลัมโบร์กินีคันนั่นที่วิ่งมาด้วยความเร็วสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เด็กคนนี้คงถูกชนจนร่างกายเละเทะจนตายคาที่ไปแล้ว
เขายังไม่ทันได้พูดอะไรเลยแท้ๆ แต่ไอ้เวรตะไลนี่พอลงรถมา ก็ชิงด่าเขาก่อนเลย?
หลินอิ่งหันไปมองเด็กน้อยที่ใส่ชุดนักเรียน แล้วถามไปว่า “เธอชื่ออะไร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ?”
“ผะ ผมชื่อฉู่เสี่ยงฝันครับ ผม ผมกับพ่อแม่เพิ่งลงจากเครื่องบิน แล้วคลาดกัน แงงงงง!” ฉู่เสี่ยงฝันตกใจกับรถพวกนั้นเขาร้องไห้ออกมาพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือด
“เซ็งจริงๆ เลยโว้ย ไอ้หน้าโง่นี่มันโผล่มาจากไหนกัน? ทำเอาคืนนี้เราแข่งกันไม่ได้เลย?” ชายหนุ่มกำยำที่ใส่แว่นดำคนหนึ่งเดินเข้ามา จ้องมองหลินอิ่งด้วยแววตาที่โกรธเคือง
“สงสัยคงเพิ่งลงจากเขา คงเป็นคนจนๆ จากนอกเมื่อที่มาท่องเที่ยวล่ะมั้ง? ดูท่าทางจนๆ ของมันสิ อุบาทว์ตาจริงๆ!” หญิงสาวที่คาบบุหรี่คนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ
หลินอิ่งพิจารณาคนพวกนี้ไปแวบหนึ่ง แล้วสังเกตเห็นแววตาของวัยรุ่นพวกนี้กำลังล่องลอย ล่องลอยอย่างมาก ดูแล้วจะไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่
“เมาเหรอ? เมาแล้วยังขับเร็วแบบนี้อีก?” หลินอิ่งพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง พวกคุณรู้รึเปล่าว่าเกือบชนคนตายแล้ว?”
“ฉันจะกินเหล้ายังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก? ฉันคนคนตายแล้วแกมายุ่งอะไรด้วย? อยากเป็นฮีโร่ใช่มั้ย?” ชายที่เป็นเจ้าของลัมโบร์กินีรู้สึกโกรธมาก เขาชี้มาที่หน้าของหลินอิ่ง เผยให้เห็นรอยสักตรงแขน “แกมันก็แค่ไอ้บ้านนอกต่อให้ฉันชนไอ้เด็กเวรนั่นตายไปจริงๆ แล้วมันจะยังไง? ก็แค่ชีวิตที่ต่ำต้อยชีวิตเดียว แค่ชดใช้นิดหน่อยก็พอ เทียบกับล้อรถของฉันยังไม่ได้เลย!”