ตอนที่ 659
บทที่ 659
October 28, 2026
บทที่ 659
บนโลกใบนี้ ความสัมพันธ์เดียวที่ไม่หวังผลตอบแทนก็คือครอบครัว
สวีลั่งเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุสิบขวบ และพลัดพรากกับน้องสาว หลายปีมานี้ เขาไม่เคยหยุดหาน้องสาวเลย กลายเป็นจุดมุ่งหมายของเขาไปแล้ว
หามานานหลายปี เขานึกว่าน้องสาวของเขา.......แต่ตอนนี้ น้องสาวหาเจอแล้ว ยังอยู่ตรงหน้า เขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง?
เขาไม่รออีกแล้ว เขาอยากไปอยู่ตรงหน้าน้องสาวทันที ไปดูเธอดีๆ บอกว่าเขาเป็นพี่ชายเธอ
หยางเฉียงตะลึง
เธอเคยได้ยินสวีลั่งพูดถึงเรื่องของน้องสาวเขา ตอนนี้ก็เข้าใจความรู้สึกของเขาได้ เพราะว่าเธอก็มีน้องชายคนหนึ่งเหมือนกัน
หยางเฉียงตะโกน “หลินจื่อ หยางหลิน รีบเข้ามา”
หยางหลินเพิ่งตักข้าวกลับมาจากห้องอาหาร ยังไม่ได้เข้าห้องก็ได้ยินหยางเฉียวตะโกน นึกว่าเกิดเรื่องแล้ว จึงรีบผลักประตูเข้าไป
เข้าห้องแล้วก็ตะลึง
หยางเฉียวกอดร่างสวีลั่งอยู่ เห็นเขาเข้ามาก็พูดกับเขาว่า “รีบไปเอารถเข็นมา”
หยางหลินตั้งสติ รีบวิ่งออกจากห้องผู้ป่วย จากนั้นไปหาพยาบาล ขอรถเข็นมา
หยางเฉียวกับหยางหลินช่วยกันพยุงสวีลั่งนั่งบนรถเข็น จากนั้นหยางเฉียวก็เข็นสวีลั่งไป
เจอกับเฝิงจั๋วบนทางเดิน สวีลั่งถามว่าตอนนี้ไป๋ยี่เฟยอยู่ไหน จากนั้นก็ให้หยางเฉียวเข็นเขาออกไป
เฝิงจั๋วเห็นแล้วก็อยากขวางไว้ แต่ซาเฟยหยางปรากฏตัว พูดว่า “ให้เขาไปเถอะ”
......
อาคารซางเม่าชั้น23
ในห้องประชุมหรูและกว้างแห่งหนึ่ง คนนั่งเต็ม
มีเพียงโต๊ะประชุมกลมโต๊ะเดียว มีคนนั่งเพียงไม่กี่คน
คนที่นั่งในตำแหน่งประธานคือสวีชาง ตอนนี้เป็นประธานสหพันธ์ธุรกิจเมืองเป่ยไห่
ส่วนด้านซ้ายขวาของเขา คือไป๋ยี่เฟยและเย่ฮวน
ส่วนด้านข้างเย่ฮวน คือเฝิงเซียนเซียน เฝิงเซียนเซียนจ้องหน้าไป๋ยี่เฟยด้วยความโมโห
ด้านข้างไป๋ยี่เฟยคือจางหัวปิน ส่วนพวกไป๋หู่ ยืนอยู่ข้างหลังไป๋ยี่เฟย
กลางโต๊ะประชุม มีแจกันดอกไม้อันหนึ่ง ดอกไม้กำลังบาน ทำให้บรรยากาศอันเคร่งเครียดในห้องประชุมดูสดใสขึ้นบ้าง
สวีชางมองดูทุกคน ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ทุกคนมาถึงกันแล้ว พวกเราก็เริ่มกันเลย”
“พูดตามตรง ที่ดินที่อยู่ฝั่งทางรถไฟหัวซ่าง พื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ทางสหพันธ์ได้คำนวณเบื้องต้น มูลค่าประมาณหมื่นล้าน ถ้าทำการพัฒนา มูลค่าก็เพิ่มขึ้นแน่นอน”
“ด้านบนหวังว่าจะเป็นบริษัทที่มีความสามารถมารับ แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเพียงบริษัทเดียว สองบริษัทร่วมมือกันก็ได้”
“จนถึงตอนนี้ ในเมืองเป่ยไห่บริษัทที่มีความสามารถที่สุดทั้งสองก็คือเฟยเสว่กรุ๊ปกับเย่ซื่อกรุ๊ป ดังนั้น ผมเป็นตัวแทนของสหพันธ์มาถามความเห็นของทั้งสอง ไม่ทราบว่าทั้งสองคิดยังไง?”
คำพูดค่อนข้างอ้อมค้อม แต่ทุกคนเข้าใจ ความหมายของเขาคือ ที่ดินผืนนี้ถ้าไม่มีสองบริษัทนี้ประมูล แบบนี้สุดท้ายแล้วราคาประมูลก็จะต่ำมาก ทางสหพันธ์ก็จะได้รับผลกำไรน้อย
ความจริงสวีชางไม่ได้อยากให้ไป๋ยี่เฟยกับเย่ฮวนได้ที่ดินผืนนี้ไป แต่กลัวว่าถ้าไม่มีสองบริษัทนี้มาประมูล ผลกำไรของสหพันธ์ก็จะต่ำมาก
คนในงานต่างก็เข้าใจ เย่ฮวนกับไป๋ยี่เฟยสบตากัน แต่ไม่ได้พูดอะไร
คนที่อดไม่ได้เปิดปากพูดก่อนคือเฝิงเซียนเซียน เธอผู้อย่างไม่พอใจ “ประธานสวี นี่มันก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ? มูลค่าทรัพย์สินและมูลค่าในตลาดหุ้นของเย่ซื่อกรุ๊ปสูงกว่าเฟยเสว่กรุ๊ป ที่ดินผืนนี้ก็ต้องเป็นของเย่ซื่อกรุ๊ปอยู่แล้ว”
“เหอะ ตอนที่เลือกตั้งประธานสหพันธ์ ให้ไป๋ยี่เฟยได้ผลประโยชน์ไป แต่ครั้งนี้ นายสู้ตระกูลเย่ของเราไม่ได้หรอก ตระกูลเย่ไม่ยอมแน่ ฉันเตือนนายเจียมตัวหน่อย จะได้ไม่ต้องขายหน้าทีหลัง”
เย่ฮวนฟังคำพูดของเฝิงเซียนเซียน ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฝั่งตรงข้าม จางหัวปินเปิดปากพูด “พวกเรายอมรับว่าตระกูลเย่มีความสามารถ แต่เฟยเสว่กรุ๊ปของเราก็ไม่ได้อ่อน พวกเราสามารถชนะพวกคุณตอนเลือกตั้งประธานสหพันธ์ได้ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”
เฝิงเซียนเซียนได้ยินก็หัวเราะ “ใครก็โม้เป็น ไม่กลัวโม้จนหนังปากลอกหรือไง ดูกำพืดพวกคุณแต่ละคน มีใครสู้พวกเราได้?”
“คำพูดของคุณนายเย่เหมือนตัวเองเกิดมาสูงส่งนะครับ ก่อนจะมาเป็นคุณนายเย่ ก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าพวกเราเลย” จางหัวปินตอบกลับเสียงเรียบ
ทั้งสองไม่มีใครยอมใคร