ตอนที่ 683
บทที่ 683 ถูกฉันไล่ออกแล้ว
October 28, 2026
บทที่ 683 ถูกฉันไล่ออกแล้ว
ที่หนิววั่งไปเมืองหลวงก็แค่คิดที่จะช่วยชีวิตลูกชายของตัวเองเท่านั้น
แต่หนิววั่งเป็นหมอธรรมดาๆคนหนึ่งที่ทำเป็นแค่การผ่าตัดเท่านั้น จะไปช่วยลูกได้ยังไง? จะช่วยลูกชายจากเงื้อมมือของเต้าจ่างที่แข็งแกร่งได้ยังไง?
หรือพูดได้ว่า จริงๆแล้วเขาแค่ไปหาที่ตายเท่านั้น?
หลินขวางมองไป๋ยี่เฟยพร้อมกับถามขึ้น“พี่ไป๋ คุณรู้จักคนคนนี้ไหม?”
ไป๋ยี่เฟยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงหนึ่งที จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างนิ่งๆ“เป็นลูกน้องของฉันเอง แต่ไม่กี่วันก่อนทรยศหักหลังฉัน จึงถูกฉันไล่ออกไปแล้ว”
หลินขวางได้ฟังแบบนั้นก็วางใจลงได้นิดหน่อย“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ในเมื่อเป็นคนทรยศ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปสนใจ”
พูดจบเขาก็พูดขึ้นอย่างไม่วางใจ“ซุนหมิงเจี้ยนเป็นคนที่เข้าข้างคนของตัวเองสุดๆ แล้วก็ไม่ได้รับมือง่ายๆด้วย อีกอย่างว่ากันว่ายังเป็นผู้ปกป้องที่ซื่อสัตย์ของเต้าจ่างอีกด้วย มีเต้าจ่างคอยหนุนหลังอยู่ นอกจากสี่ตระกูลยักษ์ใหญ่แล้ว ในเมืองหลวงก็ไม่มีใครกล้าไปยุแหย่พวกเขาเลยสักคน”
ไป๋ยี่เฟยพยักหน้าอย่างนิ่งเงียบ
สุดท้ายหลินขวางก็พาพวกเขาส่งกลับมายังเมืองเทียนเป่ยอย่างปลอดภัย จากนั้นก็บอกลาไป๋ยี่เฟยก่อนจะจากไป
ช่วงสองสามวันมานี้ เมืองเทียนเป่ยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
มีเพียงแค่เรื่องเดียวนั่นก็คือ สวีลั่งฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ยังพูดแล้วก็ขยับไม่ได้ เหมือนกับเจ้าชายนิทรา มันทำให้ไป๋ยี่เฟยรู้สึกเศร้าโศกอยู่ภายในใจไม่น้อย
หลังจากที่พาพวกหลี่เสว่ส่งกลับบ้านแล้ว ไป๋ยี่เฟยก็ไปโรงพยาบาล
คนที่คอยดูแลสวีลั่งมาโดยตลอดช่วยสองสามวันนี้ก็คือหยางเฉียวกับฉีฉี
ไป๋ยี่เฟยเข้าไปในห้องผู้ป่วย หยางเฉียวก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อย พยักหน้าทักทาย แต่ฉีฉีทำเหมือนกับไม่เห็นเขา
ไป๋ยี่เฟยก็ไม่สนใจอะไร เดินตรงไปยังเตียง มองสวีลั่งอย่างเงียบสงบ
สวีลั่งนอนอยู่บนเตียงอย่างไม่ขยับเขยื้อน สองตาลืมขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับว่ายังไม่ได้สติ แต่หลังจากที่เห็นไป๋ยี่เฟย
เขาก็ได้สติกลับมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาอีกครั้ง
ไป๋ยี่เฟยเห็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสัยอยู่ในใจ แล้วก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
จากนั้น ไป๋ยี่เฟยก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เดินออกไปจากห้องผู้ป่วย ไปหาหมอผู้รักษาหลักของสวีลั่ง
หมอผู้รักษาหลักบอกว่า“พอเขาฟื้นแล้ว หลังจากผ่านการตรวจไปหนึ่งรอบ สมองไม่มีปัญหาอะไร แต่เขาไม่ยอมเปิดปากพูดคุย ในส่วนนี้ตอนนี้ยังตรวจหาสาเหตุไม่ได้”
สาเหตุว่าทำไมสวีลั่งไม่ยอมเปิดปากพูด จริงๆแล้วไป๋ยี่เฟยก็เดาได้แล้ว
ตอนที่ฟ้าใกล้จะมืดลง เขาจึงขับรถกลับบ้าน
แต่พอขับรถมาถึงตรงประตูทางเข้าบ้านแล้ว หลังจากที่ดับเครื่องยนต์ก็ไม่ได้ลงจากรถ
สิ่งรอบข้างเงียบสงบมาก สิ่งแวดล้อมแบบนี้ง่ายต่อการที่คนจะคิดอะไรต่ออะไรได้มากมาย
ไป๋ยี่เฟยนึกถึงเมื่อก่อนสมัยที่ตัวเองเป็นคนจนๆคนหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนมีโชคหล่นทับ มีทั้งเงินทองและอำนาจ ต่อมา พอมาเดินในเส้นทางนี้ ก็มีพี่ๆน้องๆมากมาย แล้วก็สูญเสียคนและสิ่งของไปไม่น้อย
ฉินหัวกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปโดยสมบูรณ์แล้ว ส่วนหนิววั่งก็ทรยศตัวเอง ไหนจะสวีลั่ง ที่ตอนนี้บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียงไม่ยอมลุกขึ้นมา ถึงขนาดที่ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดปากพูดจา
คนพวกนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่แรก
เวลาต่อมา จู่ๆก็มีภาพของหนิววั่งที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดผุดขึ้นมาในหัว เขาหวนนึกถึงตอนที่เพิ่งจะรู้จักกับหนิววั่ง ภาพในอดีตไหลผ่านเข้ามาในหัวทีละภาพๆ
คิดถึงเรื่องของหนิววั่งแล้ว ถ้าไม่ใช้เพราะว่าไปช่วยลูกชายของเขา หนิววั่งจะยอมทรยศไป๋ยี่เฟย? แล้วการที่ต้องทรยศไป๋ยี่เฟย ในใจของหนิววั่งก็กล้ำกลืนฝืนทนอยู่ไม่ใช่น้อย
พอคิดถึงเรื่องพวกนี้ จู่ๆอารมณ์ความรู้สึกของไป๋ยี่เฟยก็จมดิ่งลง เขาเสียใจมากๆ อยากที่จะร้องออกมา
ไป๋ยี่เฟยหยิบบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน จุดไฟ สูดเข้าไปลึกๆ นั่งพิงเบาะเก้าอี้ ในใจถามกลับตัวเอง“ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้? ปัญหามันมาจากไหนกันแน่?”
จากมุมมองของเขาแล้ว ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไร ยังไงหนิววั่งก็ทรยศเขาไปแล้ว
ตอนนี้เขาไม่ไปช่วยชีวิตหนิววั่ง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดอะไรมากมาย
แต่ว่า เขารู้สึกใจไม่สงบ
สองปีมานี้ หนิววั่งก็ช่วยเหลือเขาอยู่ไม่น้อย หนิววั่งมองว่าเขาเป็นน้องชายมาโดยตลอด แล้วเขาจะไม่มองว่าสวีลั่งเป็นพี่ชายได้ยังไง?
สภาพที่เขาถูกคนทรมานสภาพนั้น จะไม่ไปช่วยเขาจริงๆเหรอ?
ไป๋ยี่เฟยเริ่มรู้สึกลังเล แล้วก็เริ่มรู้สึกเสียใจ
เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง?