ตอนที่ 1022
บทที่1022 ชายผู้อวดดี
October 28, 2026
มองเห็นไป๋ยี่เฟยที่เป็นเช่นนี้ เมิ่งเซินพลันตระหนกวาบ ท่าทางเช่นนี้ของไป๋ยี่เฟย ไม่ต่างอะไรกับคนเสียสติ
นิ่งไปชั่วครู่ จึงกล่าวว่า “แต่ความสามารถของนายในตอนนี้ทำไม่ได้อย่างแน่นอน”
“นายไปแก้แค้นทั้งอย่างนี้ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย”
ไป๋ยี่เฟยกลับพูดอย่างแน่วแน่ยิ่งว่า “ผมทำได้!”
เมิ่งเซินส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “จีไซสำเร็จมหาแดนเทพยุทธ์แล้ว ห่างชั้นกับนายไม่ใช่แค่ขั้นเดียว นายจะฆ่ายังไง?”
“หยุนอิงก็จะเข้าสู่แดนเทพยุทธ์แล้วเช่นกัน นอกจากนี้ สหพันธ์วรยุทธยังมีผู้แข็งแกร่งของแดนเทพยุทธ์อยู่อีกคน”
“ซึ่งนายในตอนนี้อยู่แค่ขั้นระดับที่หนึ่งชั้นกลางเท่านั้น ชั้นกลางห่างชั้นกันมากแค่ไหนนายน่าจะรู้นะ”
“ดังนั้นนายจะแก้แค้นยังไง?”
ไป๋ยี่เฟยได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็กำหมัดตัวเองแน่น กัดฟันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนเส้นเลือดดำบนหน้าผากนูนขึ้นมา
หลังเงียบไปพักหนึ่ง ไป๋ยี่เฟยก็พูดว่า “ให้เวลาผมหนึ่งเดือน”
เมิ่งเซินกลับส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ต่อให้นายมีพรสวรรค์สูงแค่ไหน เพียงเวลาหนึ่งเดือนก็ไม่มีทางบรรลุถึงแดนเทพยุทธ์ได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นายบรรลุถึงแดนเทพยุทธ์ ก็สู้จีไซไม่ได้อยู่ดี เพราะจีไซสำเร็จขั้นมหาแดนเทพยุทธ์แล้ว!”
ไป๋ยี่เฟยได้ยินก็กล่าวขึ้นเสียงเรียบว่า “จะทำลายอิทธิพลหนึ่งให้สิ้นซาก ไม่ได้พึ่งแค่พลังยุทธเพียงอย่างเดียว”
เมิ่งเซินนิ่งไป เหมือนว่าไม่เข้าใจคำพูดของไป๋ยี่เฟยอยู่บ้าง
เวลานี้ จู่ๆ ไป๋ยี่เฟยก็ถามว่า “อาจารย์ลุง ศิษย์ที่พวกคุณส่งมามีคนที่ชื่อว่าเหลียนยินใช่ไหม?”
เมิ่งเซินพยักหน้า “ใช่ เขาคือศิษย์ของสำนักเฟยซิน”
จากนั้นเมิ่งเซินก็เล่าสถานการณ์ภาพรวมของสำนักเมิ่งซินในตอนนี้ให้ไป๋ยี่เฟยฟัง
เจ้าสำนักของสำนักเฟยซินชื่อว่าหยุนฉี อยู่ระดับเดียวกับเมิ่งหลิน แต่แข็งแกร่งกว่าเมิ่งเซิน
ตอนนั้นเมิ่งหลินเอาแต่หลงใหลกับการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่สนใจตำแหน่งเจ้าสำนัก ดังนั้นตำแหน่งเจ้าสำนักจึงมอบให้หยุนฉี
แม้สำนักเฟยซินจะเป็นสำนักหนึ่ง แต่ในสำนักเองก็แบ่งอิทธิพลออกเป็นสามฝั่ง หนึ่งฝั่งในนั้นก็คืออิทธิพลของตำแหน่งประมุขสำนัก อีกหนึ่งฝั่งก็คืออิทธิพลของเมิ่งเซิน และหนึ่งฝั่งสุดท้ายเป็นอิทธิพลของซ่านฉ่าย
อิทธิพลทั้งสามฝั่งนี้มักต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกันเองทั้งในที่แจ้งและในที่ลับเสมอ แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องภายใน ถ้าเป็นภายนอกล่ะก็ หากมีศัตรูภายนอกบุกรุกเข้ามา อิทธิพลทั้งสามฝั่งจะสามัคคีกลมเกลียวกันในพริบตา
นี่ก็คือเหตุผลที่สหพันธ์วรยุทธไม่กล้าแตะต้องสำนักเฟยซิน
ไป๋ยี่เฟยพูดกับเมิ่งเซินว่า “ผมอยากฆ่าเขา!”
เมิ่งเซินนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้พัวพันไปถึงภายในของเขาจริงๆ แต่เขาเป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก หากนายอยากฆ่าเขาล่ะก็......”
“อันที่จริง ก็ทำได้”
“ขอเพียงไม่อยู่หนานเหมินก็ทำได้แล้ว”
“แต่ เหลียนยินก็เหมือนกับหยุนอิง ล้วนเป็นคนที่เท้าเหยียบเข้าไปในแดนเทพยุทธ์ครึ่งก้าว นายในตอนนี้ เกรงว่าคงไม่มีความสามารถถึงขั้นจะฆ่าเขาได้”
ไป๋ยี่เฟยได้ยินเช่นนี้ก็อดใคร่ครวญขึ้นมาไม่ได้
......
หลังเมิ่งเซินจากไป คนเหล่านั้นเมื่อสักครู่ก็เข้ามาเยี่ยมเยียนตนทีละคนๆ จากนั้นก็กำชับว่าให้ตนรักษาอาการบาดเจ็บให้ดี สุดท้ายก็บอกลาเขาแล้วจากไป
แม้คนเหล่านี้เขาจะไม่รู้จักเลยสักคน แต่ก็ทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่น
หลังคนเหล่านี้จากไปแล้ว ยีหยุนก็เข้ามา
เธอยกโจ๊กเปล่าชามหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง จากนั้นก็วางไว้บนตู้หัวเตียง “ทานโจ๊กรองท้องก่อนเถอะ”
ไป๋ยี่เฟยได้กลิ่นพิเศษมากกลิ่นหนึ่งบนตัวยีหยุน เขาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
ยีหยุนกล่าวว่า “กำลังเสริมาของสหพันธ์วรยุทธมาถึง ต้องการจะจับตัวนายไป คนของสำนักเฟยซินมาถึงทันเวลา บอกว่าคุณเป็นศิษย์ของเมิ่งหลิน เป็นคนของสำนักเฟยซิน”
“ต่อจากนั้น คนของสหพันธ์วรยุทธก็บอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ประมุขของสหพันธ์ จีไซ”
ไป๋ยี่เฟยไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นัก จึงถามอีกว่า “แล้วต่อจากนั้นล่ะ? เพื่อนของผมเธอ......”
ยีหยุนกล่าวว่า “นำร่างกลับมาแล้ว”
ไป๋ยี่เฟยพยักหน้า ถามยีหยุนอีกว่า “แล้วคุณ......มีแผนการอะไรต่อไป?”
ยีหยุนแววตาหมองหม่นอย่างมาก “ตอนแรกฉันคิดจะฆ่าท่านดยุกแล้วสวมรอยเป็นเขา แต่ฉันคิดง่ายเกินไป ฉันฆ่าเขาไม่ได้โดยสิ้นเชิง”
“ผมช่วยคุณได้” ไป๋ยี่เฟยพูด
ยีหยุนหัวเราะเสียงขื่น กล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์ ต่อให้ตอนนี้ฉันฆ่าท่านดยุกไป ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว สหพันธ์วรยุทธไม่มีทางปล่อยฉันแน่”