ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ติดโทรศัพท์
September 30, 2026
[หนึ่งสัปดาห์ต่อมา]
“คุณกาวินเอียงซ้ายหน่อยครับ ดีครับ โอเคครับ ทีนี้เปลี่ยนเป็นเอียงขวาหน่อยครับ คุณกาวิน ฮัลโหล คุณกาวิน”
“ ... ”
เสียงเรียกของตากล้องทำให้กาวินที่กำลังอยู่ในภวังค์ได้สติ เขาปรายตามองเพียงนิดเสียงอื้ออึงที่ดังอยู่ก็เงียบลง แน่ละเขาไม่ใช่แค่นักแสดงเท่านั้น แต่ยังมีหุ้นส่วนในบริษัทถึงแปดสิบเปอร์เซ็นเลยทีเดียวนี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครกล้าต่อรองกับเขา
“ฉันขอพักเดี๋ยว” ว่าจบกาวินเดินออกมาจากสตูดิโอที่กำลังถ่ายทำโฆษณานาฬิกาแบรนด์หรูที่มีมูลค่าหลักล้าน
หนึ่งสัปดาห์มานี้ผมรู้สึกว่าผมติดโทรศัพท์หนักมากไม่ได้ทำอะไรหรอกนะแต่เข้าไปดูอินสตาแกรมของยัยกระเพราน้องสาวที่รัก ถ้าถามว่าส่องทำไมน่ะเหรอก็ส่องเพื่อนเธอไงเอิงเอย
ผมยังจำได้ดี ครั้งแรกที่ผมเจอเธอหัวใจของผมเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ทราบสาเหตุ หัวใจของผมไม่เคยเต้นแรงกับใครเลยนะ
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งกลัมมาจากถ่ายงานที่อิตาลี ในสนามบินผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนเงอะง่ะอยู่ ท่าทางเธอดูน่ารักน่าทะนุถนอมผมมองเธออยู่พักใหญ่ๆ จนการ์ดที่คอยดูแลผมต้องเรียกสติ แต่ผมก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ ผมมันคนบ้างานไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอยู่แล้วผมแค่รู้สึกว่าเธอน่าสนใจ
ผมเห็นเธอยืนดูรูปผมที่ติดอยู่ในสนามบิน “เฮ้อ ... ก็แค่คนบ้าดาราอีกแล้วซินะ” ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่บ้าดาราอย่างนี้ ผู้หญิงอย่างนี้พวกเธอมักจะหาข้ออ้างเข้าหาผมจนได้แหละ ผมเจอมานักต่อนักแล้ว จนกระทั้งผมกำลังจะเดินไปตรงทางออกก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นบ่นพึมพำ
"ในสนามบินนี่ป้ายบอกทางมันไปไหนหมด เอารูปดารามาติดอยู่ได้ หน้ารำคาญจริง" บ้าเอ้ยเธอรำคาญผม ผมก็โกรธซิครับ ผมน่ะซุปตาร์ระดับโลกเลยนะฮอลลีวูดน่ะรู้จักไหม ไม่มีใครไม่รู้จักผมหรอก ปกติสาวๆ มักจะกรี๊ดให้ผม ไม่เคยมีใครรำคาญผมสักคน
ผมเลยตั้งใจเดินชนเธอเข้าเต็มแรง ช่วยไม่ได้ อยากมารำคาญผมก่อนทำไม ถ้าทุกคนได้เห็นท่าทางเวลาเธอโกรธมันไม่ได้น่ากลัวเลยนะครับมันกลับดูน่ารักน่าเอ็นดู
ผมแอบมองเธอผ่านกระจกเงาที่สนามบินอยู่ครู่หนึ่งจนการ์ดของผมบอกว่าเธอโวยวายไม่หยุด ผมไม่ได้กลัวชื่อเสียงผมจะเสียหายหรอกครับ ตอนนี้ผมอยู่ตัวแล้วต่อให้ไม่รับงานแสดง แต่ผมก็ยังมีธุรกิจอีกสองสามอย่างที่จะเลี้ยงชีวิตผม และน้องสาวจนสบายไปทั้งชาติได้เลย
ผมนึกสนุกเห็นเธอคนนั้นกำลังโวยวาย จนผมจะเดินออกไปอยู่แล้ว อยู่ดีๆ สาวน้อยคนนั้นก็วิ่งเข้ามากระชากแขนผม เพราะอะไรน่ะเหรอครับ “ขอโทษฉันก่อน” ฮ่า ฮ่า ฮ่า มันน่าขำใช่ไหมละ
ผมแอบยิ้มอยู่ในใจก่อนตีสีหน้าเรียบหันกลับไปสะบัดแขนเธอออก แล้วเดินออกมา ยัยเด็กนั้นหน้าตาโมโหมากๆ แต่มันก็น่ารักมากๆ ไม่ได้การละ ผมต้องรู้ชื่อเธอให้ได้แล้วละ ผมหมุนตัวกลับไปแล้วถามชื่อเธอ ยิ่งเห็นใกล้ๆ ยิ่งน่ารัก เชี้ยเอ้ยทำไมน่ารักได้ขนาดนี้วะเนี่ย แต่สาวน้อยคนนี้ดื้อเหลือเกินแหะ
" ชื่ออะไร"
" ฉันต้องการคำขอโทษ ขอโทษฉันซะ ทุกอย่างก็จะจบ"
" ถ้าไม่บอกชื่อ ก็ไม่มีคำขอโทษ"
" อะ เอิงเอย"
"..."
" ฉัน-ชื่อ-เอิงเอย"
" อืม อย่าให้ฉันเจอเธออีกเป็นครั้งที่สองละกันนะ บาย เอิงเอย"
นี่แหละครับบทสนทนาระหว่างผมกับเอิงเอย และที่ผมพูดไป ผมพูดจริงนะ อย่าให้ผมได้เจอเธออีกเป็นครั้งที่สอง เพราะการได้เจอเธออีกครั้งผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ แต่ตอนนี้เนี่ยหน้าเธอกลับลอยอยู่ในห้วงความคิดผมแทบจะตลอดเวลาผมเหมือนคนบ้าที่นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ถ้าได้เจอเธออีกครั้งก็คงจะดี
ช่วงเย็นของวันนั้น ผมจะต้องไปรับกระเพรากลับคอนโดก่อนกลับผมแวะเข้าไปทำธุระที่บริษัท ผมว่างๆ ก็เปิดอินสตาแกรมดู เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเจอน้องสาวตัวแสบโพสรูปกับสาวน้อยน่ารักที่สนามบิน พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ