ตอนที่ 582
บทที่ 1011 : เข้าสู่ขั้นพลังชี่!
October 22, 2026
ฉินตงเฉี่วยได้ฟังคำตอบของหลิงหยุนก็ถึงกับตกใจจนสั่นไปทั้งร่างและรีบร้องถามออกมาทันที “เจ้าเด็กดื้อ..สถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังจะเร่งพัฒนาขั้น นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือยังไง” ไป๋เซียนเอ๋อเองก็รู้สึกกังวลไม่น้อยไปกว่าฉินตงเฉี่วยจึงรีบร้องบอกหลิงหยุนว่า “พี่หลิงหยุน.. พวกเราหาหนทางอื่นไม่ดีกว่ารึ อย่างน้อยตอนนี้ปีศาจภัยแล้งก็ได้ถูกสะกดไว้แล้ว พวกเราค่อยๆ คิดหาวิธีสังหารมันก็ได้..” หลิงหยุนเม้มริมฝีปากแน่นแววตามุ่งมั่น พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวทั้งสองคน.. โดยปกติทั่วไปของคนที่ฝึกบ่มเพาะพลังนั้นเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ผู้ฝึกจะต้องรวบรวมและโคจรลมปราณให้นิ่งเสถียรเสียก่อน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ขั้นต่อไป และในขั้นตอนที่สำคัญเช่นนี้จึงควรมีผู้ช่ำชองคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ก็ควรต้องหาสถานที่ลับๆ ที่ไม่มีผู้คนหรือสิ่งใดรบกวนให้เสียสมาธิ เพื่อให้มั่นใจว่าระหว่างกระบวนการพัฒนาเข้าสู่ขั้นต่อไปนั้นจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น.. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำลังจะพัฒนาเข้าสู่ขั้นใหญ่! และนับตั้งแต่ฝึกฝนบ่มเพาะพลังมานี่เป็นครั้งแรกที่หลิงหยุนกำลังจะข้ามเข้าสู่ขั้นใหญ่ แต่เขากลับเลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ผ่านมา! ตลอดระยะเวลาที่หลิงหยุนยังอยู่ในขั้นปรับร่างกายนั้นตั้งแต่ด่านแรก ด่านกลาง จนถึงระดับสูงสุดของด่านสุดท้าย หลิงหยุนฝึกฝนด้วยความระมัดระวังมาโดยตลอด การก้าวเข้าสู่แต่ละระดับขั้นนั้น หลิงหยุนทำไปทีละขั้นตอนไม่เร่งรัด จึงนับได้ว่าพื้นฐานในการบ่มเพาะพลังของหลิงหยุนนั้นมั่นคง และเสถียรยิ่งนัก.. ยิ่งไปกว่านั้น..ตั้งแต่ที่เริ่มเข้าสู่ขั้นปรับร่างกาย-7 ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของขั้นปรับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นปรับร่างกาย-9 หลิงหยุนก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะสามารถเข้าสู่ขั้นพลังชี่มาโดยตลอด.. ในแหวนพื้นที่ของเขาเวลานี้มีทั้งหญ้าหยิน หญ้าหยาง หญ้าน้ำลายมังกร เม็ดสมุนไพรชีฉียู่ และสมุนไพรพลังชีวิตอีกมากมาย.. เรียกได้ว่าหลิงหยุนได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างพร้อมเพียงที่สุดแล้ว! ความจริง..หลิงหยุนตั้งใจว่าจะรอให้จัดการกับศัตรูชุดนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไป เขาก็ตั้งใจว่าจะหาสถานที่ลับๆ สักแห่ง และให้ไป๋เซียนเอ๋อคอยทำหน้าที่คุ้มกันให้ จากนั้นจึงค่อยๆ ฝึกฝนเพื่อให้สามารถพัฒนาเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย.. แต่ถึงกระนั้น..โลกใบนี้ก็ยากที่จะคาดเดาได้! แม้ว่าหลิงหยุนจะได้เตรียมการ และวางแผนมาเป็นอย่างเป็นอย่างดี เพื่อให้ตนเองสามารถเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามขั้นตอน แต่ปรากฏว่า.. สถานการณ์ในเวลานี้ก็บีบให้เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้! เพราะวิชาพลังมังกรที่ทำให้หลิงหยุนแข็งแกร่งขึ้นจากเดิมถึงสิบเท่านั้นแม้ว่าจะสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-9 ถึงสองคนได้ภายในพริบตา แต่กลับไม่สามารถสังหารปีศาจภัยแล้งที่ดุร้ายได้.. อย่าว่าแต่จะสังหารมันเลย..หากหลิงหยุนไม่ค้นพบจุดอ่อนเรื่องน้ำของปีศาจภัยแล้ง และไม่มีหนิงหลิงยู่กับหลินเมิ่งหานคอยช่วยในครั้งนี้ เขาก็คงจะไม่สามารถสะกดปีศาจภัยแล้งตนนี้ไว้ได้.. อีกทั้งยังต้องขอบคุณสิ่งล้ำค่าอย่างสมบัติพุทธองค์ขอบคุณสร้อยประคำที่แสดงพลังวิเศษออกมา ทำให้หลิงหยุนสามารถสะกดปีศาจตนนี้ไว้ได้ หลิงหยุนพอจะรู้อยู่แล้วว่าปีศาจภัยแล้งนั้นเป็นปีศาจที่ทั้งแข็งแกร่งและดุร้าย แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะมีพละกำลังที่มากมายมหาศาลเช่นนี้! เวลานี้แม้ว่าปีศาจภัยแล้งจะถูกแช่แข็งอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งและด้านบนมีน้ำแข็งหนาปิดทับไว้อีกหนึ่งชั้น อีกทั้งยังถูกสะกดไว้ด้วยสมบัติพุทธองค์ถึงสองชิ้นคือสร้อยประคำกับตะเกียงน้ำมัน และทั้งหมดนี้ก็คือที่สุดที่หลิงหยุนจะสามารถทำได้ในเวลานี้ แต่ถึงกระนั้นปีศาจตนนี้ก็ยังคงไม่หมดฤทธิ์ และดูเหมือนจะยังสามารถดิ้นรนต่อต้านได้อยู่! เพราะดวงไฟสีแดงในร่างของมันที่ดับไปนั้นได้เริ่มเปล่งแสงขึ้นมาอีกครั้งแล้ว! หลิงหยุนรู้ดีว่า..อีกไม่นานน้ำแข็งก็ต้องละลาย และเมื่อถึงตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าสร้อยประคำจะสามารถสะกดปีศาจดุร้ายตนนี้ไว้ได้อีกหรือไม่ และหากสะกดไว้ไม่ได้ ก็คงจะเกิดหายนะขึ้นอย่างแน่นอน! และหากปีศาจภัยแล้งสามารถทลายสิ่งที่สะกดมันไว้ในเวลานี้ได้ไม่เพียงบ้านเลขที่-1จะต้องประสบกับหายนะครั้งยิ่งใหญ่ แต่ทั่วทั้งเมืองจิงฉูก็จะเผชิญกับหายนะด้วยเช่นกัน และจะลุกลามใหญ่โตไปทั่วทั้งมณฑลเจียงหนานอีกด้วย.. แน่นอนว่าหลิงหยุนจะปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ในการต่อสู้กับปีศาจภัยแล้งรอบแรกนั้นหลิงหยุนได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถสังหารมันได้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเร่งเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะที่สูงขึ้นกว่านี้ให้ได้! ตอนนี้หลิงหยุนจำเป็นต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลาเขาจะต้องเข้าสู่ขั้นพลังชี่ให้ได้ ก่อนที่ปีศาจภัยแล้งจะดิ้นรนหลุดจากการสะกดควบคุมนี้ได้! ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลิงหยุนเองก็ได้เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ขั้นพลังชี่มาโดยตลอดแล้ว และเหลือเพียงแค่เส้นบางๆเท่านั้น เขาก็จะสามารถข้ามเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรหากเขาจะเข้าสู่ขั้นพลังชี่ในช่วงเวลานี้! เสียเพียงแต่ว่า..เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะนัก หรือค่อนข้างแย่ด้วยซ้ำไป! เพราะในคืนนี้ก่อนที่จะกลับมายังบ้านเลขที่-1หลิงหยุนก็ได้ประมือกับยอดฝีมือมากมายบนเขาหลงเหมินมาก่อน เข้าไม่เพียงเหนื่อยกาย แต่ยังล้าไปถึงจิตใจด้วย.. หลังจากสะสางปัญหาบนเขาหลงเหมินได้แล้วหลิงหยุนก็ต้องรีบเดินทางกลับมาที่บ้านเพื่อทำการต่อสู้กับศัตรูอีกครั้ง เขาต้องรับมือกับยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-9 ถึงสองคน และปีศาจภัยแล้งอีกหนึ่งตน และที่หลิงหยุนแข็งแกร่งมีพละกำลังมากมายมหาศาลเช่นนี้ก็เพราะอาศัยการดูดซับเอาพลังชีวิตจากน้ำลายมังกร และหลิวเทวะสองต้นเข้าไป ทำให้สามารถฟื้นฟูร่างกายจนเข้าสู่ระดับสมบูรณ์สูงสุดได้อีกครั้ง แต่ถึงกระนั้น.. ร่างกายของหลิงหยุนก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อของมนุษย์ ไม่ได้ทำจากเหล็กไหล! แต่ที่แย่ไปยิ่งกว่านั้นก็คือ..หลิงหยุนได้ใช้วิชาพลังมังกรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ให้กับตนเองมากขึ้นจากเดิมถึงสิบเท่า และด้วยเหตุนี้..พลังปราณที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายของเขานั้น จึงหมุนเวียนด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก และไม่แน่ว่าสิ่งนี้อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าสู่ขั้นพลังชี่ของเขาก็เป็นได้.. การใช้วิชาพลังมังกรนั้นก็เปรียบเสมือนกับการทำให้เครื่องจักรหมุนด้วยความเร็วรอบที่สูงกว่าความเร็วปกติถึงสิบเท่า และเมื่อหมุนด้วยความเร็วมากถึงเพียงนั้น เครื่องจักรก็ย่อมสั่นและไม่เสถียร..อีกทั้งสภาพร่างกายของหลิงหยุนเวลานี้ก็อ่อนล้าอย่างมากหลิงหยุนเปรียบเสมือนคนที่เบิกเงินเกินบัญชี หากเขายังฝืนใช้พละกำลังเกินจากที่มีไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าหาความตาย!หรือหากไม่ตาย..ก็คงจะพลาดพลั้งกลายเป็นมารไปอย่างแท้จริง!การข้ามเข้าสู่ขั้นต่อไปนั้นอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วลมหายใจแต่เมื่อถึงวินาทีที่สำคัญยิ่งนั้น หากหลิงหยุนไม่สามารถควบคุมพลังปราณที่หมุนอย่างรวดเร็วนี้ได้ จุดตันเถียน และเส้นลมปราณของหลิงหยุนก็อาจจะแตกระเบิด และตายในที่สุด!การฝึกตนบ่มเพาะนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสวรรค์มากแล้วแต่นี่หลิงหยุนยังใช้วิชาที่สามารถเพิ่มศักยภาพของร่างกาย ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นจากเดิมได้ถึงสิบเท่ามาใช้ในการต่อสู้ แต่ไม่เพียงเท่านั้น.. นี่เขายังจะใช้มันในการเร่งฝึกฝนเพื่อเข้าสู่ขั้นต่ออีกไปด้วย!แต่เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ที่จะใช้วิชาพลังมังกรหลิงหยุนก็จำเป็นต้องพยายามอย่างดีที่สุด ที่จะควบคุมพลังปราณภายในร่างกายให้ได้แต่เมื่อตัดสินใจที่จะใช้วิชาพลังมังกรในการพัฒนาเข้าสู่ขั้นต่อไปหลิงหยุนก็จะต้องระมัดระวัง และควบคุมพลังปราณภายในร่างกายให้ดีที่สุดในฐานะที่เป็นผู้ฝึกตนจนเกือบจะได้เข้าสู่ขั้นอมตะแต่ก็พลาดพลั้งต้องมาเกิดใหม่ในร่างของหลิงหยุนเช่นนี้ เขาจึงเข้าใจเรื่องการบ่มเพาะนี้ดีกว่าใครๆ และรู้ว่ามีอันตรายมากเพียงใด แต่เขาก็จำเป็นต้องทำ!หลิงหยุนเชื่อมั่นว่า..ดวงจิตอันทรงพลังในขั้นที่ใกล้เข้าสู่อมตะของเขานั้น จะทำให้เขามีความชำนาญ และสามารถควบคุมพลังปราณของตนเอง ให้สามารถข้ามเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้โดยไม่ต้องกลายเป็นมาร..แต่ถึงแม้ว่าจะพลาดพลั้งธาตุไฟแตกจนต้องกลายเป็นมารไปจริงๆหลิงหยุนก็ยังมั่นใจว่าเขาจะสามารถสังหารปีศาจภัยแล้ง เพื่อปกป้องคนที่เขารักไว้ได้ก่อนที่จะตาย!และหากเขาต้องตายในครั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของทุกคนที่เขารักไว้นั่นก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว!แต่หากหลิงหยุนสามารถเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้สำเร็จแน่นอนว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล หลิงหยุนจึงคิดว่ามันคุ้มค่าสำหรับเขาที่จะเสี่ยงอันตรายเช่นนี้!ในเมื่อเกิดเป็นลูกผู้ชายหากตัดสินใจที่จะทำสิ่งใดแล้ว แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ควรนึกเสียใจ และจงมุ่งมั่นทำมันอย่างดีที่สุด และสุดความสามารถ!“น้าหญิงเซียนเอ๋อ ข้าตัดสินใจแล้ว อย่าได้เกลี้ยกล่อมข้าอีกเลย ต่อให้เกิดปัญหาขึ้นจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก!”“คืนนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องสังหารปีศาจภัยแล้งตนนี้ให้ได้!”“เอาล่ะ..เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เซียนเอ๋อ.. เจ้าสร้างค่ายกลลวงตาไว้ อย่าให้คนข้างนอกรบกวนข้าได้!”หลิงหยุนพูดยังไม่ทันจบประโยคดีเขาก็ใช้วิชาดูดลมปราณทำการดูดเอาพลังปราณของซือกงวู่จี๋และนักบวชเลียยื่อเข้าไปทันที!ไป๋เซียนเอ๋อเห็นว่าหลิงหยุนได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วและรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเกลี้ยกล่อมเขาต่อ จึงรีบสร้างค่ายกลงลวงตาขึ้นมาปกปิดร่างของหลิงหยุนไว้ อีกทั้งยังทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้กับหลิงหยุนอีกด้วย!และทันทีที่ค่ายกลลวงตาถูกสร้างขึ้นร่างของหลิงหยุน และยอดฝีมือทั้งสองคนก็หายวับไปทันที!“พลังปราณในขั้นเซียงเทียน-9ช่างแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ยิ่งนัก!”ภายในค่ายกลลวงตานั้นหลิงหยุนนั่งอยู่ในท่าขัดสามาธิ และกำลังดูดเอาพลังปราณของยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-9 ทั้งสองคนเข้าไปอย่างเต็มที่..ระหว่างการต่อสู้นั้นแม้ว่าหลิงหยุนจะดูดซับเอาพลังปราณของยอดฝีมือขั้นเซียงเทียนน-8 เข้าไปถึงสามคน แต่หลังจากที่ต่อสู้กับปีศาจภัยแล้ง พลังปราณของเขาก็ถูกใช้ไปมากจนเหลือไม่ถึงยี่สิบส่วนจากร้อย…หากต้องการผ่านเข้าสู่ขั้นพลังชี่ความเร็วในการหมุนเวียนพลังปราณในร่างกายนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปริมาณพลังปราณในร่างกายก็มีส่วนสำคัญมากด้วยเช่นกัน!เปรียบเสมือนการยึดเมืองหากนำทหารไปเพียงไม่กี่คน ต่อให้เป็นทหารที่เก่งกาจที่สุด ก็ยากที่จะยึดเมืองได้ แต่หากนำกองกำลังทหารไปเป็นพันๆนาย การยึดเมืองก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก..ด้วยเหตุนนี้..หลิงหยุนจึงได้เตรียมถังลมปราณระดับเริ่มต้นขั้นเซียงเทียน-9 ไว้ให้ตนเองถึงสองถัง และเพื่อป้องกันไม่ให้ยอดฝีมือทั้งสองต้องใช้ลมปราณไปมากมายนัก หลิงหยุนจึงเลือกที่จะจัดการกับคนทั้งคู่ให้จบในเวลาอันรวดเร็ว..ซือกงวู่จี๋และนักบวชเลี่ยยื่อต่างก็ถูกตัดแขนตัดขาทิ้งทั้งคู่ ทำให้เสียเลือดไปมาก แม้จะได้รับการบำบัดรักษาด้วยยันต์บำบัดไปแล้ว แต่ก็ยังนับว่าอาการสาหัสอยู่ดี ทั้งคู่จึงอยู่ในอาการสลบไสลแน่นิ่ง..แต่เมื่อหลิงหยุนเริ่มดูดเอาลมปราณของคนทั้งคู่เข้าไปพวกมันก็ถึงกับเจ็บปวดอย่างมากจนตื่นจากอาการสลบไสลทันที!แต่ทั้งคู่ก็ทำได้เพียงแค่ตื่นขึ้นจากความสลบไสลเท่านั้นไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้ได้ เพราะแม้แต่ขยับเขยื้อนร่างกาย หรือกัดลิ้นตัวเองยังไม่สามารถทำได้เลย จึงทำได้เพียงแค่มองดูหลิงหยุนดูดเอาพลังปราณขั้นเซียงเทียนของตนเองเข้าไปเท่านั้น!แววตาของทั้งคู่ที่มองหลิงหยุนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ท้อแท้สิ้นหวัง และเคียดแค้น หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ หลิงหยุนก็คงถูกสังหารตายไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว!“เจ้าไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเจ้ารนหาที่ตายเอง! แล้วข้าเองก็ได้ขอบคุณเจ้าไปแล้ว!”หลิงหยุนดูดลมปราณของยอดฝีมือทั้งสองคนอย่างสบายๆไม่รีบร้อนและหันไปมองซือกงวู่จี๋พร้อมพูดคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดวงตาของซือกงวู่จี๋ที่จ้องมองหลิงหยุนนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เขากัดฟันกรอดพร้อมกับร้องตะโกนใส่หน้าหลิงหยุน