ตอนที่ 971
บทที่ 1401 : คำนวณดวงชะตา
October 22, 2026
บทที่ 1401 : คำนวณดวงชะตา การเกิดลมปราณแตกซ่านและธาตุไฟเข้าแทรกในระหว่างที่ฝึกฝนนั้น หากไม่กลายเป็นคนเสียสติ ก็ต้องตายในทันที หรือไม่ก็ในเวลาต่อมา ช่วงเวลาที่รอคอยความตายนี้ จึงเป็นช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตของคนผู้นั้น ช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตของแต่ละคนนั้นสั้นยาวไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิชาที่คนผู้นั้นฝึกฝนด้วย แต่ไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาใดก็ตาม ตราบใดที่ลมปราณแตกซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรก แน่นอนว่าหากไม่เสียสติ ก็ต้องประสบกับช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตที่ว่านี้กันทุกคน สำหรับผู้ที่เสียสติไปนั้นแม้จะสามารถรักษาชีวิตให้ยืนยาวได้ แต่ก็จะอยู่อย่างคนที่จดจำอะไรไม่ได้ และสุดท้ายเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องตายอยู่ดี ในคืนวันเชงเม้งที่หลิงหยุนไปช่วยเฉิงเม่ยเฟิงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาเพิ่งขึ้นมาจากก้นหลุมยักษ์ และได้รับข่าวว่าฉินจิวยื่อเดินทางไปสำนักกระบี่เทียนซาน! แต่ช่วงที่ฉินจิวยื่อได้รับข่าวเรื่องหนิงเทียนหยานั้นก็หาใช่เป็นการได้รับข่าวทันทีที่หนิงเทียนหยาประสบเหตุร้ายครั้งนี้ไม่ จากเขาเทียนซานซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนมาถึงเมืองจิงฉูซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้น ห่างกันนับหลายพันไมล์ อีกทั้งคนของสำนักกระบี่เทียนซานที่มาส่งข่าวก็ต้องใช้เวลาตามหาฉินจิวยื่อด้วย อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสี่หรือห้าวันกว่าจะพบ.. ฉะนั้นแล้วตี๋เสี่ยวเจินน่าจะส่งคนของสำนักกระบี่เทียนซานลงเขามาในช่วงปลายเดือนมีนาคม และก่อนหน้านั้นกว่าที่คนของสำนักกระบี่เทียนซานจะไปพบร่างของหนิงเทียนหยาที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก และลมปราณแตกซ่านจนนอนไร้เรี่ยวแรงอยู่นั้น ก็คงไม่ใช่ทันทีเช่นกัน อีกทั้งกว่าที่ตี๋เสี่ยวเจินจะตัดสินใจส่งข่าวบอกฉินจิวยื่อ ก็คงต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงไม่สามารถระบุวันเวลาแน่นอน ที่หนิงเทียนหยาเกิดลมปราณแตกซ่านจากการฝึกฝนวิชาได้! แต่หากประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานี้หลิงหยุนก็จำเป็นต้องคาดเดาเอาว่า หนิงเทียนหยาน่าจะประสบเหตุร้ายในช่วงวันที่ 26 หรือ 27 เดือนมีนาคมตามปฏิทินสุริยคติ.. และเมื่อเป็นเช่นนี้ช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตของหนิงเทียนหยาก็ล่วงเลยมานานแล้ว และน่าจะเหลือเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสองวันเท่านั้น! …. ฉินฉางชิงเห็นหลิงหยุนที่จู่ๆก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ จึงได้แต่นึกประหลาดใจ และรีบร้องถามขึ้นว่า “หลิงหยุนเกิดอะไรขึ้นงั้นรึ” คิ้วทั้งสองของหลิงหยุนขมวดเข้าหากันแน่นและรีบบอกเล่าปัญหาใหญ่ให้กับฉินฉางชิงรู้ทันที “หากข้าคาดการไม่ผิดช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตของหนิงเทียนหยาคงจะเหลืออีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่าฝ่ายนั้นอาจจะลงมือในวันนี้แล้วก็เป็นได้..” หลิงหยุนถึงกับต้องแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนเองและไม่พูดอะไรต่ออีก เพราะในเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ฉินจิวยื่อ และหนิงเทียนหยากำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างที่สุด! แม้ว่าหลิงหยุนจะไม่เคยพบเจอหนิงเทียนหยามาก่อนแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องช่วยหนิงเทียนหยาให้ได้ เพราะหนิงเทียนหยาคือบิดาของหนิงหลิงยู่และต่อให้เขาไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างหนิงเทียนหยากับหนิงหลิงยู่ในฐานะบิดากับบุตรสาวแต่หลิงหยุนก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของฉินจิวยื่อ เพราะหากเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงที่ตี๋เสี่ยวเจินจะคิดสังหารแม่บุญธรรมของเขา แต่หากหนิงเทียนหยาเสียชีวิตขึ้นมาจริงๆนั้น หลิงหยุนก็ไม่รู้ว่านางฉินจิวยื่อจะคิดกระทำการเช่นใดกับตนเอง..ฉินจิวยื่อเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่มั่นคงแต่ก็ดื้อรั้นยิ่งนัก!ไม่เช่นนั้นในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างมากเมื่อสิบแปดปีก่อนฉินจิวยื่อคงไม่ยืนกรานที่จะให้กำเนิดหนิงหลิงยู่ให้ได้ จนเป็นเหตุให้ตระกูลฉินต้องสูญเสียอย่างมากมาย อีกทั้งยังยอมเก็บตัวอยู่ในจิงฉูอย่างเงียบเชียบมานานถึงสิบแปดปี และเมื่อได้ข่าวคราวเรื่องหนิงเทียนหยา นางก็ไม่คิดที่จะสืบหาความจริง แต่กลับรีบเดินทางไปยังสำนักกระบี่เทียนซานเพียงลำพัง อีกทั้งยังยอมอดทนอดกลั้นต่อการถูกดูถูกดูแคลน เพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสดูแลหนิงเทียนหยา!หากหนิงเทียนหยาเสียชีวิตฉินจิวยื่อคงต้องรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง หลิงหยุนไม่กล้าคาดเดาว่าแม่บุญธรรมของตนจะตัดสินใจเช่นใดต่อไปเมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลิงหยุนก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจมากขึ้นไปอีก! “นี่เจ้าคิดว่าจิวยื่อนางจะ…”ฉินฉางชิงเองก็ครุ่นคิดตามไปด้วยเช่นกันและเมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉินฉางชิงก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เขาร้องถามหลิงหยุนด้วยความตื่นตระหนกอย่างมาก“หลิงหยุน..เช่นนั้นแล้วข้าควรทำเช่นใด!”“ท่านตาฉิน..ท่านอย่าได้ร้อนใจไปเลย!”หลิงหยุนเอ่ยปลอบใจฉินฉางชิงก่อนจะหันไปทางโม่วู๋เตาพร้อมกับร้องสั่งว่า “นักพรตน้อย ถึงเวลาที่เจ้าต้องทำหน้าที่บ้างแล้ว!”“เอ่อ..แต่ข้าไม่รู้วันเดือนปีเกิดของท่านลุงเลย แล้วจะให้ข้าคำนวณดวงชะตาของเขาได้อย่างไรกัน”โม่วู๋เตาเอ่ยปากบอกหลิงหยุนเขาไม่เคยพบหนิงเทียนหยาเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งยังไม่รู้วันเดือนปีเกิด จึงยากที่เขาจะสามารถทำนายดวงชะตาออกมาได้“เจ้านักพรตโง่!” หลิงหยุนถอนหายใจพร้อมกับดุโม่วู๋เตาก่อนจะพูดต่อว่า “ใครบอกเจ้าว่าข้าจะให้เจ้าทำนายดวงชะตาพ่อของหลิงยู่เล่า.. ข้าจะให้เจ้าทำนายดวงชะตาท่านแม่ของข้าต่างหาก!”“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา!”โม่วู๋เตาตอบกลับไปทันทีและสำหรับหลิงหยุนแล้ว ฉินจิวยื่อนั้นสำคัญกว่าหนิงเทียนหยาหลายเท่านัก เวลานี้เขาเป็นห่วงฉินจิวยื่อมากที่สุด!โม่วู๋เตาหยิบเหรียญทองแดงออกมาสามเหรียญกำไว้ในมือจากนั้นจึงหันไปถามฉินฉางชิง “ท่านตาฉิน ข้าขอทราบวันเดือนปีเกิดของท่านป้าฉินจะได้หรือไม่”หลิงหยุนได้ยินถึงกับตำหนิโม่วู๋เตา“เจ้านักพรตน้อย.. วันเดือนปีเกิดของท่านแม่ ข้าก็เคยบอกเจ้าตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่จิงฉูแล้วไม่ใช่รึ นี่เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไร?”��