ตอนที่ 1032
บทที่ 1463 : สนทนาประสาแม่ลูก
October 22, 2026
บทที่ 1463 : สนทนาประสาแม่ลูก “แย่แล้ว..นี่เจ้าชวนข้าคุยลืมเวลาไปเลย! รีบไปหาแม่เจ้ากันดีกว่า ป่านนี้นางคงรอคอยเจ้าอยู่นานแล้ว!” ฉิงตงเฉวี่ยเหาะออกไปด้วยกระบี่เหินทันทีและหลิงหยุนก็เหาะตามไปทันทีเช่นกัน.. ความจริงแล้วภายในหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นก็หาได้ใหญ่โตอะไรมากมายนักหากนับรวมป่าโดยรอบ ทุ่งหญ้า และสระน้ำภายในหมู่บ้าน จากเหนือจรดใต้ก็ราวแปดร้อยเมตรเท่านั้น ภายในมีบ้านแยกกันอยู่อย่างอิสระอีกราวสิบกว่าหลังแต่เพราะเหตุการณ์เมื่อสิบแปดปีก่อน ทำให้มีสมาชิกเหลืออยู่ไม่มากนัก ฉินจิวยื่อกลับมาตระกูลฉินครั้งนี้นับเป็นการกลับมาหลังจากหายไปนานกว่าสิบเก้าปี จึงมิได้คุ้นเคยกับหมู่บ้านตระกูลฉินเหมือนดังก่อน ลูกหลานตระกูลฉินที่เกิดหลังจากนั้น นางจึงไม่เพียงไม่เคยเห็นหน้า แต่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ.. ในวันที่ฉินจิวยื่อออกจากตระกูลฉินไปนั้นแม้กระทั่งฉินเหว่ยซึ่งเป็นหลานชายคนโตของตระกูล และเป็นบุตรชายของฉินชุนเฟิงในเวลานั้น ยังมีอายุเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น แต่เวลานี้เขากลับโตเป็นหนุ่มน้อยในวัยยี่สิบปีแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อฉินจิวยื่อกลับมาตระกูลฉิน หลังจากที่ได้พบปะสมาชิกภายในตระกูลแล้ว นางจึงไม่ขออยู่ที่บ้านบรรพชนตระกูลฉิน แต่ขอแยกไปอยู่ที่บ้านซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในที่เงียบสงบ เวลานี้..ฉินฉางชิงทำตามคำขอของฉินจิวยื่อทุกอย่าง ไม่ว่านางต้องการสิ่งใด หากมิเหลือบ่าไปกว่าแรงเขาก็ยินดีจัดหาให้ ฉินฉางชิงทำเช่นนั้นก็ด้วยเหตุผลสามประการ.. ประการแรก..เขายังคงเป็นห่วงเป็นใยลูกสาวคนโต และรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดเวลา ประการที่สอง..สิ่งฉินจิวยื่อแบกรับมาตลอดสิบแปดปี และอีกหกเดือนก่อนหน้านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสยิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางหากจะเรียกว่าโชคร้ายยังนับว่าน้อยไป หลังจากที่ผ่านเรื่องราวร้ายๆมาได้แล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจของนางจึงต้องได้รับการเยี่ยวยาฟื้นฟู.. และประการสุดท้ายนับว่าสำคัญยิ่งนั่นเพราะฉินจิวยื่อล้วนมีบุตรชายและบุตรสาวที่ล้ำค่าอย่างหลิงหยุน และหนิงหลิงยู่! ทั้งสองคนล้วนแล้วแต่ท้าทายสวรรค์ยิ่งโดยเฉพาะหลิงหยุน! คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนักหากจะพูดว่าตระกูลฉินกลับมายืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะหลิงหยุนทั้งสิ้น.. ไม่ว่ายุคใดสมัยใดไม่ว่ายากดีมีจน และไม่ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์หรือคนธรรมดา หากมีบุตรที่ดี มารดาย่อมได้รับการยกย่องตามไปด้วย! ไม่นานนักทั้งฉินตงเฉวี่ยและหลิงหยุน ต่างก็มาถึงลานสงบเงียบแห่งหนึ่งภายในหมู่บ้านตระกูลฉิน “ที่นี่ล่ะ..พี่สาวของข้าต้องการที่จะอยู่เงียบๆตามลำพัง และไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวนสักระยะ” ฉินตงเฉวี่ยเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นชี้ไปทางประตูที่อยู่ตรงหน้า “อืมม..” หลิงหยุนเหลือบมองไปรอบๆและพบว่าบริเวณลานหน้าบ้านนั้นมีต้นไม้เขียวชะอุ่มปกคลุมอยู่ สนามหญ้าด้านหน้าถูกตัดแต่งไว้อย่างเรียบร้อยสวยงาม ใกล้ๆมีลำธารเล็กๆไหลผ่านบ้านหลังนี้ค่อนข้างใหญ่โตตัวบ้านเป็นเรือนเก่าแก่โบราณ ภายในสวนตกแต่งด้วยหิน ต้นไม้เขียวชะอุ่ม และมวลพฤกษชาติ อีกทั้งยังมีป่าไผ่และทะเลสาบเล็กๆอยู่ภายใน ที่ทะเลสาบมีสะพานซึ่งสร้างขึ้นเองพาดผ่านสู่ศาลาเล็กๆ ซึ่งใช้เป็นที่นั่งชมทิวทัศน์แสงไฟสลัวที่ส่องกระทบกับผืนน้ำทำให้เกิดประกายระยิบระยับงดงาม..ในเวลานี้ฉินจิวยื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ซึ่งตั้งอยู่ในศาลากลางน้ำในทะเลสาบ บนโต๊ะตรงหน้ามีชุดน้ำชาตั้งวางอยู่เวลานี้ก็เป็นวันที่แปดนับจากที่หลิงหยุนได้ช่วยนางออกมาสภาพร่างกายของฉินจิวยื่อจึงฟื้นฟูขึ้นกว่าเดิมมาก แม้นางจะยังดูผ่ายผอมอยู่บ้าง แต่ก็มีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมาก ผิวพรรณก็ผ่องใสขึ้นกว่าเดิม ใบหน้ามีสีเลือดเพิ่มมากขึ้น ผมที่ปล่อยยาวสยายนั้นดกดำนุ่มนวล ดวงตาทั้งสองข้างอ่อนโยนและสงบนิ่งนางนั่งดื่มชาท่ามกลางความเงียบสงัดสายตาเหม่อมองออกไปราวกับกำลังดื่มด่ำอยู่กับทัศนียภาพตรงหน้า“ที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก!”หลิงหยุนเอ่ยปากชมออกมาเพื่อต้องการบอกกับฉินจิวยื่อว่าเขามาถึงแล้ว..“หลิงหยุนเจ้ามาแล้วรึ”ทันทีที่ฉินจิวยื่อได้ยินเสียงของหลงหยุนดังขึ้นนางจึงค่อยๆผินหน้าไปทางประตู พร้อมกับร้องบอกหลิงหยุนว่า“ประตูมิได้ลงกลอนเจ้าเข้ามาก่อนสิ!”หลิงหยุนผลักประตูบ้านเข้าไปทันที..“ตงเฉวี่ยคืนนี้ข้าต้องการสนทนากับหลิงหยุนตามลำพัง เจ้ากลับไปก่อนแล้วก็ห้ามแอบฟังด้วยล่ะ!”ฉินตงเฉวี่ยกำลังจะเดินตามหลิงหยุนเข้าไปในบ้านแต่เมื่อได้ยินฉินจิวยื่อเอ่ยออกมาเช่นนั้น นางถึงกับหน้าเสียทันทีนางรู้ว่าที่ฉินจิวยื่อไม่ไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของฉินชุนเฟิงเมื่อตอนเย็นนั้นก็เพราะมีเรื่องต้องการที่จะพูดกับหลิงหยุนนั่นเอง นางจึงตั้งใจว่าเมื่อพาหลิงหยุนมาแล้ว ก็จะอยู่นั่งฟังด้วย แต่ยังไม่ทันที่นางจะก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน พี่สาวของนางกลับห้ามปรามไว้เสียก่อน“เอ่อ..”ฉินตงเฉวี่ยเองก็ไม่กล้าขัดใจจึงได้แต่เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่.. งั้นข้ากลับก่อน!” หลงหยุนจงใจยืนอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่งเพื่อรอให้ฉินตงเฉวี่ยกลับออกไปเสียก่อน จากนั้นเขาจึงได้เดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับปิดประตูไว้ตามเดิม และเดินตรงไปหาฉินจิวยื่อที่ศาลากลางน้ำเมื่อไปถึงทะเลสาบหลิงหยุนก็ได้เรียกหลิวเทวะวิญญาณออกมา และนำไปปักไว้บนดิน หลิวเทวะวิญญาณปลดปล่อยพลังชีวิตธาตุไม้ที่สดชื่นและมีชีวิตชีวา กระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณจนปกคลุมศาลากลางน้ำไว้ด้วยเวลานี้หลิงหยุนสามารถสื่อสารกับหลิวเทวะวิญญาณได้แล้ว หากหลิงหยุนไม่ต้องการพลังชีวิต มันก็จะไม่ปลดปล่อยออกมา หรืออาจปลดปล่อยออกมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น