ตอนที่ 1031
บทที่ 1462 : ถูกดุ
October 22, 2026
บทที่ 1462 : ถูกดุ ความจริงแล้วเมื่อหลิงหยุนได้รับกระบี่มังกรเทวะมานั้นเขารับรู้ได้ถึงความดีอกดีใจของมัน และวิญญาณกระบี่ก็ได้พยายามที่จะสื่อสารกับเขา เพียงแต่เวลานี้เขาจะต้องไปพบฉินจิวยื่อ จึงมิได้มีเวลาที่จะศึกษามันอย่างละเอียด “ในที่สุดก็คืนกลับสู่เจ้าของเสียที!” หลังจากที่หลิงหยุนรับกระบี่มังกรเทวะคืนกลับไปฉินตงเฉวี่ยก็ได้แต่รู้สึกโล่งใจ.. ฉินตงเฉวี่ยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดขึ้นว่า“เมื่อครั้งที่บุกไปสำนักกระบี่เทียนซาน เจ้าสามารถใช้กระบี่โลหิตแดนใต้สังหารศัตรูที่เข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานได้เช่นนั้น ฉะนั้นแล้วกระบี่เล่มนี้ที่พบเจอในที่เดียวกัน ย่อมต้องเป็นกระบี่วิเศษเช่นกัน!” “ถูกต้อง!” หลิงหยุนพยักหน้ายิ้มๆพร้อมรีบตอบกลับไปว่า “ในเมื่อเจ้าปฏิเสธไม่ยอมรับไว้ เวลานี้จะมานึกเสียใจก็ไม่ทันแล้วล่ะ!” ฉินตงเฉวี่ยส่งสายตาค้อนให้หลิงหยุนพร้อมกับตอบไปว่า“ข้าไม่นึกเสียใจเป็นแน่! ขอบอกตามตรง.. กระบี่เล่มนี้มิเคยห่างกายข้า หากเป็นผู้อื่นข้าคงมิยอมมอบให้เป็นแน่..” ฉินตงเฉวี่ยหันมองไปทางอื่นพร้อมกับพูดต่อว่า“กระบี่เล่มนี้หากอยู่ในมือเจ้า ย่อมสามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่ มันคู่ควรที่จะกลับไปอยู่ในมือของเจ้า” หลิงหยุนถึงกับหัวเราะออกมาและเวลานี้ฉินตงเฉวี่ยซึ่งยืนอยู่บนกระบี่เหิน กระโปรงสีขาวของนางโบกสะบัดไปตามแรงลม ดูงดงามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน “ว่าแต่เวลานี้ไป๋เซียนเอ๋อเก็บตัวอยู่ที่ภูเขาเพลิงนั้นใช่ในถู่หลู่ฟ่านหรือไม่” “ถูกต้องแล้ว..ที่นั่นล่ะ!” “ที่นั่นอยู่ห่างจากสำนักกระบี่หลิงหยุนมากทีเดียวพวกเจ้าสองคนไปที่นั่นได้อย่างไร แล้วเซียนเอ๋ออยู่ที่นั่นตามลำพังงั้นรึ?” หลิงหยุนตอบกลับยิ้มๆ“ก็แค่แปดร้อยกิโลเมตรเท่านั้น!” ในเมื่อเวลานี้หลิงหยุนสามารถเหาะไปบนอากาศได้ไม่ว่าจะเหาะไปในแห่งหนใด ย่อมสามารถบินตรงไปได้เป็นเส้นตรง โดยมิต้องหลบเลี้ยวสิ่งกีดขวาง ระยะทางจึงสั้นลงกว่าความเป็นจริง หลิงหยุนยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับหันไปบอกกับฉินตงเฉวี่ยว่า “ตงเฉวี่ย เวลานี้เจ้าเองก็เข้าสู่ขั้นซานเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-3) แล้ว อีกทั้งยังสามารถใช้กระบี่เหินได้อย่างคล่องแคล่ว อีกไม่นานคงจะสามารถเข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่ได้..” “ในวันข้างหน้า..เจ้าจะสามารถเข้าใจจิตใจตนเองได้มากกว่านี้!” หลิงหยุนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะย้ำใหม่ว่า “ไม่เพียงแค่เข้าใจได้มากขึ้น แต่จิตใจของเจ้าจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว!” “ข้าจะอธิบายเรื่องนี้อีกทีเมื่อเวลานั้นมาถึง..”จากการได้สนทนากับฉินตงเฉวี่ยในวันนี้หลิงหยุนตระหนักได้ถึงปัญหาหนักหน่วง เขาจึงได้แต่เกริ่นบอกเส้นทางการบ่มเพาะพลังให้แก่นางรู้คร่าวๆเสียก่อนการฝึกวรยุทธบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธทั้งหลายนั้นจุดเริ่มต้นอยู่ที่การกลั่นปราณ และทุกครั้งที่สามารถทะลุทะลวงผ่านไปได้ในแต่ละขั้น ย่อมหมายถึงชีวิตที่เปลี่ยนไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ แต่หากมิสามารถปรับสภาพจิตใจให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ย่อมต้องเกิดปัญหาตามมาในไม่ช้าสิ่งที่จะตามานอกเหนือจากนั้นคือ..ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น พลังความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในการก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด และอีกมากมาย.. ในแต่ละครั้งที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้นั้นย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และจำต้องใช้เวลาในการปรับตัวในแต่ละขั้นให้สมบูรณ์ หาไม่แล้วหากกายกับใจมิไปในทิศทางเดียวกัน วันข้างหน้าย่อมเกิดความเสียหายอย่างแน่นอนแต่สำหรับหลิงหยุนนั้นแตกต่างกันเขาเคยผ่านขั้นต่างๆมาแล้วทั้งสิ้น การเข้าสู่ขั้นของหลิงหยุนในโลกนี้จึงเสมือนเป็นการทบทวนเท่านั้น การปรับกายและใจจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแต่สำหรับไป๋เซียนเอ๋อตี้เสี่ยวอู๋ และฉินตงเฉวี่ยนั้นแตกต่างกัน ทุกครั้งที่พวกเขาเหล่านี้ทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้นั้น ย่อมเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ให้กับตนเอง และหลังประตูก็คือโลกใบใหม่ของพวกเขา ฉะนั้นแล้ว.. ย่อมต้องใช้เวลาในการสำรวจโลกใหม่ และปรับตัวให้เข้ากับมัน จึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในด่านกลางขั้นพลังชี่นั้นสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ อีกทั้งยังสามารถใช้พลังวิเศษต่างๆได้..นับจากด่านนี้ขึ้นไปผู้บ่มเพาะพลังจะต้องเข้าสู่การรับทัณฑ์สวรรค์ และทัณฑ์สวรรค์ซื่อจิ่วก็นับเป็นทัณฑ์สวรรค์แรก ที่ผู้ฝึกวรยุทธบ่มเพาะจะต้องพบเจอ และมันก็เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับพวกเขาไม่น้อยหลิงหยุนเอ่ยกับฉินตงเฉวี่ยว่า“การฝึกบ่มเพาะพลังนั้น จุดมุ่งหมายคือการมุ่งสู่ความเป็นเซียน หาใช่เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ หรือสังหารผู้คนไม่..”ฉินตงเฉวี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้“แล้วที่เจ้าสังหารผู้คนตายไปมากมายเล่า”หลิงหยุนตอบกลับทันที“เจ้าเคยเห็นว่ามีครั้งใดที่ข้าลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์หรือไม่เล่า”ฉินตงเฉวี่ยทำท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วจึงส่ายหัวพร้อมตอบกลับไปว่า “ดูเหมือน.. จะไม่มี” “ไม่มีเลยสักคน!”ฉินตงเฉวี่ยย้ำหนักแน่น“เห็นหรือไม่เล่า..”หลิงหยุนหัวเราะออกมาพร้อมกล่าวต่อ“แม้จุดประสงค์ของการฝึกวรยุทธบ่มเพาะ จะมิใช่การเข่นฆ่าสังหารผู้คน แต่หาพบเจอคนชั่วช้าย่อมต้องสังหารให้สิ้น!”ฉินตงเฉวี่ยถามต่อทันที“ผู้ใดบอกเรื่องพวกนี้แก่เจ้างั้นรึ”“อาจารย์ของข้า..”หลิงหยุนยิ้มเล็กน้อยและสามารถโกหกได้อย่างหน้าตายต่อไป “ต่อให้มิมีอาจารย์คอยชี้แนะ อัจฉริยะที่พบเห็นได้ยากยิ่งเช่นข้า ย่อมสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง..”ฉินตงเฉวี่ยนึกขันท่าทางโอ้อวดของหลิงหยุนนางยิ้มกว้างก่อนจะตอบไปว่า “เจ้าอย่าได้โอ้อวดนัก.. บอกข้ามาตามตรง!”“นี่คือความจริง!นี่เจ้ามิเชื่อคำพูดของข้างั้นรึ” หลิงหยุนเอ่ยถามออกไป “ข้าเชื่อ..ว่าแต่อาจารย์ของเจ้าเวลานี้อยู่ที่ใด”ฉินตงเฉวี่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้แต่หลิงหยุนกลับตอบมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ