ตอนที่ 1204
บทที่ 1636 ระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่
October 22, 2026
บทที่ 1636 ระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่ ก่อนจะแยกจากไปนั้นหลิงหยุนได้เตือนฉินจิวยื่อว่า ครั้งนี้นับเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของยุทธภพ ผู้ใดก็ตามที่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่ายากนักที่จะรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้ เขาจะมิยอมให้สมาชิกตระกูลหลิง และตระกูลฉินเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยโดยเด็ดขาด จากนั้นหลิงหยุนจึงได้โน้มศรีษะทำการคาราวะฉินจิวยื่อผู้เป็นมารดา พร้อมกับกล่าวคำร่ำลา และหลังจากที่หลิงหยุนถอนค่ายกลสะกัดกั้นจิตหยั่งรู้ออกแล้ว เขาก็เหาะจากไปในทันที เรื่องนี้นับเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนอกจากตัวเขาเองกับฉินจิวยื่อแล้ว ก็มิมีผู้ใดคู่ควรที่จะรู้เรื่องนี้อีก แม้กระทั่งสมาชิกตระกูลฉินคนอื่นๆก็เช่นกัน เพราะรังแต่จะนำมาซึ่งหายนะให้กับพวกเขาโดยมิรู้ตัว ส่วนหลังจากที่เขาจากไปแล้วนั้นฉินจิวยื่อจะตัดสินใจบอกผู้ใดในตระกูลฉินบ้างนั้น หลิงหยุนปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของนางเอง และก่อนที่หลิงหยุนจะจากหมู่บ้านตระกูลฉินไปนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะเปิดจิตหยั่งรู้ของตนเองสำรวจดูโม่วู๋เตา และพบว่า ชายหนุ่มยังคงนอนหลับไหลเช่นเคย แต่ร่างกายกลับอ้วนท้วนกว่าครึ่งเดือนก่อนมาก ทำให้หลิงหยุนรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง โม่วู๋เตานอนหลับไหลไปราวยี่สิบแปดวันหลิงหยุนได้แต่พึมพำออกมาว่า “น้องชาย เจ้ายังอยากจะนอนหลับไหลเช่นนี้ก็นอนไป แต่อีก 21 วัน เจ้าควรจะต้องตื่นขึ้นมาได้แล้ว!” หลิงหยุนคำนวนวันเวลาอยู่ในใจเงียบๆและเหลืออีกเพียงแค่ 21 วัน ก็จะครบกำหนด 49 วันแล้ว.. พรึบ.. ในเวลาเพียงแค่พริบตาเดียวหลิงหยุนก็ไปปรากฏตัวห่างจากประตูทางเข้าสุสานฉินซีหวงราวเก้าร้อยเมตร แต่ปรากฏว่า ครั้งนี้จิตหยั่งรู้ของเขากลับไม่ถูกสะกัดกั้น และสามารถใช้วิชาล่องหนได้ ทำให้เขาดีอกดีใจอย่างที่สุด! เมื่อหลายสิบวันก่อนหน้านี้หลิงหยุนใช้เวลาฝึกฝนอยู่หน้าประตูทางเข้าสุสานอยู่นานถึงสามวัน และได้ดูดซับเอาพลังมังกร และพลังหยินเข้าไปในร่าง ทำให้เขาสามารถพัฒนาขั้นพลังเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ได้ในคราเดียว แต่ถึงแม้เขาจะเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ได้แล้วแต่จิตหยั่งรู้ของเขาก็ถูกสะกัดกั้นไว้อยู่ดี ทำให้ไม่สามารถใช้วิชาล่องหนหายตัวได้ แต่ครั้งนี้หลิงหยุนคาดเดาเอาว่า ค่ายกลที่ใช้สะกัดกั้นจิตหยั่งรู้ภายในสุสานแห่งนี้ คงจะมีขีดความสามารถในการสะกัดกั้นได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เวลานี้ หลิงหยุนได้เข้าสู่ขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) แล้ว จิตหยั่งรู้ของเขาจึงมีพลังเหนือกว่าอำนาจสะกัดกั้นของค่ายกล ซึ่งต่างจากเมื่อครั้งที่อยู่ในขั้นลิ่วเฉิงชี่ราวฟ้ากับดิน! เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิงหยุนจึงได้ขยับเข้าไปใกล้อีก และเวลานี้เขาก็อยู่ห่างจากหน้าประตูราวสี่ร้อยเมตรได้ แต่เมื่อมาอยู่ในจุดนี้ เขากลับพบว่า จิตหยั่งรู้ของตนเองได้ถูกสะกัดกั้นไว้อีกครั้ง แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น หลิงหยุนถึงกับยิ้มออกมาเมื่อพบว่าตนเองยังสามารถใช้วิชาหายตัวได้ เขาขยับเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้นอีก และเวลานี้ หลิงหยุนก็อยู่ห่างจากประตูทางเข้าเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น ปัง! แต่ครานี้จิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนที่แผ่ออกไปนั้น ราวกับสายน้ำที่ไหลปะทะเข้ากับกำแพงโลหะ และสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง! และหากไม่ถูกสะกัดกั้นไว้ด้วยค่ายกลจิตหยั่งรู้ของเขาจะสามารถขยายกว้างออกไปมากกว่าห้าร้อยเมตรเป็นแน่ แต่ตอนนี้จิตหยั่งรู้ของเขากลับถูกสะกัดกั้นให้เหลือรัศมีการรับรู้เพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น! นั่นเพราะเวลานี้ตัวเขาเองก็อยู่ห่างจากหน้าประตูทางเข้าสุสานเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเช่นกัน! เหตุการณ์นี้ทำให้หลิงหยุนมั่นใจว่าแม้จิตหยั่งรู้ของเขาจะยังถูกพลังค่ายกลสะกัดกั้นไว้ได้ แต่ยังมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปภายในสุสานได้หลิงหยุนกัดฟันแน่นและก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูสุสานมากขึ้นอีกห้าสิบเมตร แล้วการเปลี่ยนแปลงฉับพลันก็เกิดขึ้นในทันทีจู่ๆกำแพงเมืองขนาดใหญ่ที่สูงกว่าหนึ่งร้อยเมตร ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ หลิงหยุนไม่ได้เห็นด้านข้างของมัน จึงไม่รู้ว่าประตูนี้มีความหนามาเพียงใด รู้เพียงแค่ว่ามันมีความสูงตระหง่านยิ่งนัก!หลิงหยุนสำรวจดูกำแพงตรงหน้าอย่างละเอียดเขารู้สึกว่า มันดูคล้ายคลึงกับกำแพงเมืองจีนมากนัก ต่างกันเพียงแค่ความสูง และความใหญ่โตเท่านั้น แต่ความงดงาม และสง่างามนั้นไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อยตรงหน้าหลิงหยุนเวลานี้ตรงกลางของกำแพงเมืองขนาดใหญ่ ปรากฏประตูสีเงินขนาดใหญ่สองบานปิดอยู่ และไม่ว่าจะเป็นบนกำแพงเมือง หรือประตูเมือง ก็ล้วนแล้วแต่มีอักษรโบราณสีเทา และสีดำที่ดูลึกลับซับซ้อนปรากฏอยู่ทั้งสองด้านของประตูทั้งซ้ายและขวาปรากฏรูปปั้นทองคำขนาดใหญ่สูงราวสิบฟุตตั้งตระหง่านอยู่ รูปปั้นทั้งคู่เป็นทหารสวมชุดเกราะสีทอง คนหนึ่งถือมีดสั้นทองคำไว้ในมือ ส่วนอีกคนถือกระบี่สองทองระยิบระยับตา ทหารทั้งสองกำลังยืนเหม่อมองออกไปไกลๆ ราวกับจะบอกว่า ทั้งคู่ได้ยืนอยู่ตรงนี้มานานมากแล้ว“……”หลิงหยุนได้แต่นิ่งอึ้งพูดไม่ออกเขาเข้าใจได้ดีว่า ทั้งกำแพงเมืองขนาดใหญ่ และทหารยามสวมเสื้อเกราะทองคำทั้งคู่ที่ยืนอยู่นั้น ก็คือค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสุสานแห่งนี้นั่นเองหลิงหยุนตื่นตะลึงกับค่ายกลที่ปรากฏขึ้นยิ่งนักแม้แต่เขาซึ่งมาจากโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นถึงปรมาจารย์ด้านค่ายกล ก็ยังไม่มั่นใจว่า ตนเองจะสามารถสร้างค่ายกลลักษณะนี้ขึ้นมาได้สำเร็จหรือไม่แต่มนุษย์บนโลกใบนี้กลับสามารถทำได้ หลิงหยุนได้แต่นึกชื่นชมความเก่งกาจสามารถขององค์จักรพรรดิฉินซีอยู่ในใจ!เวลานี้หลิงหยุนไม่สามารถก้าวเข้าไปใกล้สุสานฉินซีหวงได้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะมีกำแพงเมือง และประตูบานใหญ่ขวางหน้าอยู่หลังจากหายจากอาการตกตะลึงหลิงหยุนก็สังเกตเห็นว่า ทันทีที่ค่ายกลปรากฏขึ้น ทั้งปราณมังกร พลังจักรพรรดิ และพลังหยินที่พวยพุ่งออกมา ก็ได้อันตรธานหายไปด้วยเช่นกันแต่เมื่อหลิงหยุนลองถอยหลังห่างออกมาเขากลับพบว่า ทั้งกำแพงเมือง และทหารองครักษ์ต่างก็อันตรธานหายไปในทันที และพลังปราณชนิดต่างๆ ก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาดังเดิมอีกครั้งในยามเย็นเช่นนี้หลิงหยุนพบว่า ยังคงมีนักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ดูแลสุสาน เดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้าประตูสุสานอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย“ดูเหมือนค่ายกลป้องกันสุสานแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นคนละห้วงมิติกับโลกใบนี้ คนธรรมดาทั่วไปที่มิได้มีจิตหยั่งรู้ หรือมีพลังบ่มเพาะ จึงไม่สามารถกระตุ้นให้ค่ายกลทำงานได้ พวกเขาจึงสามารถเดินผ่านประตูได้โดยไม่เกิดอะไรขึ้น..”หลิงหยุนประเมินการทำงานของค่ายกลอยู่ในใจเงียบๆตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่งยามเย็นพอดีและเป็นเพราะเขาใช้เวลาสนทนากับฉินจิวยื่อนานไปมาก จึงใกล้ถึงเวลาที่เขานัดกับหลี่เพียวหยางไว้แล้ว “ดูจากสถานการณ์แล้วคืนนี้ข้าคงจะไม่สามารถเข้าไปในสุสานได้สินะ”หลิงหยุนได้แต่บ่มพึมพำด้วยความเสียดายตามแผนเดิมนั้น เขาตั้งใจไว้ว่า จะเข้าไปฝึกวรยุทธบ่มเพาะภายในสุสาน ซึ่งเขาเชื่อว่า จะช่วยให้ตนเองสามารถเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว!แต่หลิงหยุนไม่ต้องการกลับไปมือเปล่าเช่นนี้จึงได้แต่สื่อสารกับพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ และสมุดจักรพรรดิแห่งผืนพิภพภายในร่าง“ท่านเฉิงฟิง..ท่านโฉวเปิ่น.. เวลานี้ข้ามาอยู่หน้าสถานที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งแล้ว!”แต่กลับไม่มีคำตอบจากอาวุโสทั้งสองราวกับว่าทั้งคู่มิได้อยู่ในร่างของหลิงหยุนเวลานี้ หลิงหยุนได้แต่ร้องออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ“อะไรกัน!ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้กลับไม่อยู่ทั้งคู่!” ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลิงหยุนจึงได้แต่ตัดสินใจลองดูใหม่อีกครั้ง เขาจึงรีบหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมา ส่งข้อความบอกหลี่เพียวหยางว่า อาจจะกลับไปล่าช้าเล็กน้อย