ตอนที่ 388
บทที่ 707 : ตระกูลหลิงตกอยู่ในอันตราย!
October 22, 2026
บทที่ 707 : ตระกูลหลิงตกอยู่ในอันตราย! “ขอบคุณเจ้านาย..ไวส์เคานต์เพียร์ซยินดีเป็นบริวารที่จงรักภักดีของท่านตลอดไป!” “ขอบคุณเจ้านาย..ไวส์เคานต์จอยซ์ยินดีเป็นบริวารที่จงรักภักดีของท่านตลอดไป!” ท้ายที่สุด..หลังจากสิ้นสุดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกตกใจของเพียร์ซกับจอยซ์ ทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นบริวารที่ซื่อสัตย์ของหลิงหยุนไปแล้ว! เพียร์ซกับจอยซ์ต่างก็คุกเข่าหนึ่งข้างพร้อมกับกล่าวปฏิญาณตนเป็นบริวารของหลิงหยุนตามธรรมเนียมตะวันตก แต่ทั้งคู่นั้นแตกต่างจากพอลกับเจสเตอร์ที่ได้ใช้เวลาอยู่กับหลิงหยุนถึงสองสามวันก่อนที่จะถูกถ่ายเลือดให้กลายเป็นบริวารของเขาทั้งคู่จึงได้ยอมรับสถานะบริวารอย่างเต็มอกเต็มใจ ตรงข้ามกับเพียร์ซและจอยซ์ที่ต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวตระหนกตกใจ และหลังจากที่พ่ายแพ้ต่อหลิงหยุน พวกมันก็ถูกทำให้กลายเป็นบริวารของเขาภายในเวลาเพียงแค่สิบวินาที และกระบวนการทั้งหมดนั้นทำให้พวกมันทั้งคู่ถึงกับยากที่จะลืมเลือน “พวกเจ้าทั้งคู่ได้รับเลือดของข้าเข้าไปแล้วแต่เป็นได้แค่ไวส์เคานต์เท่านั้นรึ ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น..” หลิงหยุนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่บริวารใหม่ทั้งคู่ของเขานั้นหลังจากได้รับเลือดของเขาแต่กลับพัฒนาขึ้นมาเพียงแค่ขั้นเดียว.. เพียร์ซและจอยซ์นั้นมีปีกตั้งแต่ก่อนที่จะถูกถ่ายเลือดให้กลายเป็นบริวารของหลิงหยุนและจากตัวอย่างของพอลกับเจสเตอร์นั้น ทั้งคู่เป็นเพียงแค่แวมไพร์ชั้นต่ำ แต่หลังจากได้รับเลือดของหลิงหยุนเข้าไป พวกมันถึงกับพัฒนาขึ้นเป็นบารอนได้ในทันที แต่เพียร์ซกับจอยซ์กลับพัฒนาขึ้นเป็นแค่ไวส์เคานต์เท่านั้น หลิงหยุนจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น! พวกเจ้ารู้หรือไม่..เหตุใดพอลกับเจสเตอร์เมื่อได้รับเลือดของข้าเข้าไป ทั้งคู่กลับมีปีกและสามารถพัฒนาขึ้นเป็นถึงบารอนได้ ทั้งที่พวกมันเป็นเพียงแค่แวมไพร์ชั้นต่ำเท่านั้น แต่แวมไพร์ชั้นสูงอย่างพวกเจ้ากลับสามารถพัฒนาขึ้นเป็นแค่ไวส์เคานต์ได้เท่านั้น เพียร์ซกับจอยซ์ที่ภาคภูมิใจในสายเลือดได้แต่ยิ้มและตอบไปว่า“เจ้านาย.. ความจริงแล้วเวลานี้ความสามารถและความแข็งแกร่งของพวกเราทั้งคู่นั้นเทียบเท่ากับเคานต์แล้ว แต่การจะขึ้นเป็นเคานต์ได้นั้นไม่สามารถทำได้เองตามใจชอบ อย่างน้อยต้องได้รับความเห็นชอบจากแกรนดยุคเสียก่อน..” หลิงหยุนถึงกับอึ้งไป..พร้อมกับคิดในใจว่า‘มีอย่างนี้ด้วยรึ!’ จากนั้นจึงตอบกลับยิ้มๆว่า “เอาล่ะ..เรื่องนี้ไว้กลับไปค่อยคุยกัน!” แน่นอนว่ายอดฝีมือของตระกูลเฉินจะต้องพากันมาที่นี่แน่และเวลานี้ตัวเขาเองก็เริ่มอ่อนกำลังลงมากแล้ว จึงต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด หลิงหยุนยกมือขึ้นชี้ไปทางเฉินไห่คุนซึ่งนอนขยับเขยื้อนไม่ได้อยู่ที่พื้นจากนั้นจึงหันไปสั่งแวมไพร์ทั้งสองตนว่า “ด้วยความสามารถของพวกเจ้าทั้งคู่ในเวลานี้คงจะสามารถพาเจ้านั่นบินไปด้วยได้สินะ” เพียร์ซกับจอยซ์ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า“สบายมากเจ้านาย..” หลังจากที่พูดจบ..จอยซ์ก็ขยับปีกใหญ่ทั้งสองข้างของตนเอง และร่างสูงใหญ่ของมันก็พุ่งเข้าหาเฉินไห่คุนที่นอนอยู่บนพื้นทันที พร้อมกับเอื้อมมือข้างหนึ่งไปคว้าเข็มขัดของเฉินไห่คุน แล้วยกร่างของมันบินขึ้นสู่ท้องฟ้า หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับสั่งว่า“เจ้าต้องระวังหน่อยล่ะ.. หมอนี่มีประโยชน์กับข้ามาก อย่าปล่อยให้มันหล่นลงไปตายล่ะ!”จอยซ์ยิ้มพร้อมกับตอบไปว่า“เจ้านาย.. ท่านไม่ต้องห่วง! ต่อให้เข็มขัดของมันขาดระหว่างที่บินกลับไป ข้าก็สามารถบินลงไปรับร่างของมันไว้ได้ทัน มันไม่มีทางร่วงลงพื้นได้อย่างแน่นอน..”จอยซ์มีปีกใหญ่ถึงสองข้าง..หากเข้าตั้งใจพุ่งจากฟ้าสู่พื้นดินแล้วล่ะก็ ความเร็วของมันนั้นต้องเร็วกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกเสียอีก มันจึงมั่นใจอย่างมาก!หลิงหยุนถึงกับอึ้งไปเล็กน้อยพร้อมกับยกมือขึ้นเกาศรีษะตัวเองตัวเขาเองนั้นห่างเหินกับการเหาะเหินเดินอากาศมานานจนลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้ว“คงต้องรอให้ข้าเข้าสู่ด่านกลางของขั้นพลังชี่เสียก่อนสินะ!”หลิงหยุนมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนให้สามารถเข้าสู่ขั้นพลังชี่-4ซึ่งเป็นขั้นแรกของด่านกลางในขั้นพลังชี่นี้ และเมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างแน่นอน“เจ้านาย..ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรบ้าง เพียร์ซกำลังรอรับใช้ท่านอยู่!” เพียร์ซซึ่งถูกจอยซ์ขโมยทำผลงานไปก่อนหน้าจึงรีบร้องถามหลิงหยุนทันทีหลิงหยุนหัวเราะพร้อมกับสั่งว่า“เจ้ามีหน้าที่พาข้าบินขึ้นไปบนท้องฟ้า..”ไม่กี่วินานทีต่อมา..หลิงหยุนก็นั่งอยู่บนหลังของเพียร์ซที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า เขาสั่งแวมไพร์ทั้งสองตนว่า“เอาล่ะ..รีบบินออกจากที่นี่กันได้แล้ว!”ทันทีที่ได้รับคำสั่งจากหลิงหยุน..มนุษย์ค้างคาวทั้งสองตนก็กระพือปีกใหญ่ของพวกมันค่อยๆบินสูงขึ้นๆ จนกระทั่งมองเห็นบ้านเรือนที่อยู่บนพื้นดินเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆเท่านั้นยิ่งสูงอุณหภูมิก็ยิ่งต่ำและแรงลมก็ยิ่งรุนแรง แต่ทั้งสองปัจจัยนี้ไม่มีผลกระทบใดๆต่อหลิงหยุนที่เข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นปรับร่างกาย-9 แล้วแม้แต่น้อย!เหตุใดก่อนที่จะเข้าสู่การบ่มเพาะพลังที่แท้จริงในขั้นพลังชี่นั้นจึงต้องมีการปรับร่างกายก่อนอย่างนั้นหรือ แน่นอนว่าการปรับร่างกายนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในการต่อสู้ที่แสนดุเดือดเท่านั้นยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือการขึ้นไปต่อสู้กันกลางอากาศอย่างเมื่อครู่นี้..หากหลิงหยุนสามารถฝึกจนถึงด่านกลางของขั้นพลังชี่ได้เมื่อใดเขาก็จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ และเมื่อถึงเวลานั้น หากร่างกายของเขายังคงเป็นร่างกายเฉกเช่นคนธรรมดาสามัญ ก็แทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องเหาะเหินเดินอากาศอีกเลย!นั่นเพราะการบินอยู่บนอากาศนั้นเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเลยก็ได้! แม้ว่าจะยังไม่ใช่การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดชนิดที่เรียกว่าเร็วกว่าเสียง แต่การเหาะไปกลางอากาศนั้น ก็เป็นการเคลื่อนที่ได้รวดเร็วยิ่งกว่ารถสปอร์ตเสียอีกและหากร่างกายของคนผู้นั้นยังเป็นร่างกายเฉกเช่นคนธรรมดาสามัญหากต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนั้น คนผู้นั้นจะสามารถหายใจได้อย่างไรแน่นอนว่าคนผู้นั้นไม่มีทางหายใจได้ทันอย่างแน่นอน!และต่อให้สภาพภูมิอากาศบนท้องฟ้าดีมากและไม่มีลมพัดมาเลย แต่ความเร็วจากการบินอยู่กลางอากาศนั้น โดยธรรมชาติก็สร้างลมขึ้นมาได้เองอยู่แล้ว