ตอนที่ 92
ตอนที่ 395
October 22, 2026
Dragon Emperor Martial God จักรพรรดิ์เทพมังกร – ตอนที่ 395 [ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ : จักรพรรดิ์เทพมังกร ] บทที่ 395 : เฉิงเม่ยเฟิง! เฉิงเม่ยเฟิงไม่กลัวตาย แต่ซันเทียนเปียวกลับมองว่าเธอดูมีความมั่นใจมากจนเกินไป จึงทำให้เขาลังเลสงสัยในคำพูดของเธอ หากคิดวิเคราะห์ตามคำบอกเล่าของเฉิงเม่ยเฟิงแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่พบช่องโหว่ตรงใหนเลย เพราะซันเทียนเปียวเองก็รู้ว่าเรื่องราวบางส่วนที่เธอเล่าล้วนเป็นความจริง เหอซิงหยานเป็นใครมาก่อนนั้น แม้แต่ซันเทียนเปียวเองก็ไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายเท้าของเขา แต่ความสัมพันธ์ของตระกูลซันกับเหอซิงหยานเริ่มต้นจากการที่เขาเข้ามาเป็นแขกของตระกูลซันก่อน หลังจากนั้นเขาก็ได้ช่วยเหลือตระกูลซันในสภาวะที่คับขัน และยากลำบากหลายครั้ง จนกระทั่งเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของตระกูลซัน ซันเทียนเปียวเองก็เคยคิดว่า เหอซิงหยานน่าจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเก่าแก่ตระกูลไม่ตระกูลใดก็ตระกูลหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เขาคือคนขององค์กรนักฆ่าที่ใหญ่โตกว่าหลายเท่านัก! แต่เพียงแค่การที่มือสังหารระดับสวรรค์ขององค์กรนักฆ่าปรากฏตัวจริง เหตุผลเพียงแค่นี้จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าองค์กรนักฆ่าคือผู้ที่ลงมือสังหารคนของตระกูลซันเช่นนั้นหรือ? คนวงในต่างก็รู้กันดีว่า องค์กรนักฆ่านั้นล้วนไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ทุกอย่างมีเพียงเรื่องของธุรกิจและผลประโยชน์ องค์กรนักฆ่าจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวที่ไร้ผลประโยชน์! เหอซิงหยานเป็นยอดฝึมือระดับสูงสุดขั้นโฮ่วเทียน-8 และการจะได้รับความไว้วางใจจากตระกูลซันก็เป็นเรื่องยากลำบาก และเขาเองก็ใช้เวลาแฝงตัวอยู่ในตระกูลซันมานาน แสดงให้เห็นว่า เขาต้องมีหน้าที่ และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การสังหารหนิวเฟิ่นเหยียวและซันจิ้ง! อีกทั้งที่ผ่านมา เหอซิงหยานก็ทำหน้าที่เป็นคนที่คอยติดตาม และคอยคุ้มครองความปลอดภัยส่วนตัวให้กับนางหนิวเฟิ่นเหยียว เขามีโอกาสมากมายหลายครั้งที่จะสามารถทำอันตรายหนิวเฟิ่นเหยียวจนถึงแก่ชีวิตได้ เหตุใดจู่ๆ จึงเปิดเผยสถานะของตนเอง และประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับตระกูลซัน?! และหากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดที่ผ่านมาเหอซันจิ้ง และองค์กรนักฆ่าจึงไม่เคยลงมือเลย!? เมื่อครู่เฉิงเม่ยเฟิงเล่าว่า ‘มีใครบางคนเพิ่มเข้ามา’ เรื่องนี้ก็น่าจะมีมูลความจริง เพราะจากที่เขาได้คุยกับหนิวเฟิ่นเหยียวทางโทรศัพท์ ทำให้รู้ว่าฝีมือของยอดฝีมือทั้งสองฝ่ายค่อนข้างสูสีกัน คนของแต่ละฝ่ายจึงต้องช่วยกันเต็มที่ ไม่เช่นนั้นหนิวเฟิ่นเหยียวคงจะไม่มีโอกาสโทรเล่าให้เขาฟังได้แน่.. นางหนิวเฟิ่นเหยียวเป็นภรรยาของซันเทียนเปียว แน่นอนว่าเขาย่อมรู้นิสัยใจคอของเธอดีกว่าใคร หากสถานการณ์ไม่เลวร้ายอย่างที่สุด มีหรือที่เธอจะยอมเสียหน้าประกาศยกเลิกการแต่งงาน! ถ้าเช่นนั้น.. ยอดฝีมือที่มาใหม่คนนั้นเป็นใครกัน? หรือจะเป็นยอดฝีมือที่อยู่ขั้นเซียงเทียน-7 ขึ้นไปผู้นั้น? และเพราะเหตุใดผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนแล้วแต่จำเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ คล้ายกับคนที่สูญเสียความทรงจำไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง? แต่เรื่องนี้ก็สลับซับซ้อนเกินกว่าที่ซันเทียนเปียวจะจินตนาการได้ และอยู่เหนือการควบคุมของเขา! แม้ซันเทียนเปียวจะรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวัง แต่ก็เขาก็ยังคงนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาทางสีหน้า สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เฉิงเม่ยเฟิง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “เธอกำลังพูดโกหก!” ซันเทียนเปียวเคยเป็นศิษย์สำนักเส้าหลิน ประโยคที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่นั้น เขาได้แอบใช้เสียงคำรามพูดกับเธอ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เสียงที่ดังมากมาย แต่ก็มีพลังความถี่ของคลื่นเสียงสูงจนเสียดแทงเข้าไปในรูหูของเฉิงเม่ยเฟิงซันเทียนเปียวตั้งใจใช้เสียงคำรามจัดการกับเฉิงเม่ยเฟิง เพื่อหลอกล่อให้ยอดฝีมือที่คอยบงการเธออยู่เผยตัวออกมา!ระหว่างยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-1 กับหญิสาวธรรมดาที่ไร้วรยุทธ มีหรือที่เธอจะสามารถต้านทานพลังที่แข็งแกร่งของซันเทียนเปียวได้ เฉิงเม่ยเฟิงไม่สามารถทนต่อคลื่นเสียงความถี่สูงเช่นนั้นไม่ได้ ร่างบอบบางของเธอถึงกับสั่นเทาขึ้นมาทันที!เฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอกอย่างซันเทียนเปียว ทำให้แววตาที่สงบนิ่งของเฉิงเม่ยเฟิงถึงกับเป็นประกาย และกระพริบถี่ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตะโกนตอบกลับไปว่า“ฉันไม่ได้โกหก!”สิ้นเสียงตะโกนของเฉิงเม่ยเฟิง ซันเทียนเปียวก็เดินลมปราณขั้นสูงสุด พร้อมกับจ้องมองไปยังประตูห้องรับแขก และอยู่ในท่าเตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับการปรากฏตัวของสุดยอดฝีมือ!บรรยากาศภายในห้องรับแขกเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันที และมีเพียงความเงียบเชียบที่ผิดปกติ ในเวลานี้.. หากมีเข็มตกลงพื้นสักเล่ม ทุกคนในห้องคงจะคิดว่าเป็นศัตรูอย่างแน่นอน!หลังจากผ่านไปราวสิบห้าวินาที เมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ซันเทียนเปียวก็ได้แต่แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก..ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณผิดปกติใดๆ!หลังจากที่สามารถควบคุมอารมณ์และความตระหนกตกใจของตัวเองได้แล้ว ซันเทียนเปียวก็นึกหัวเราะเยาะในความหวาดกลัวไปก่อนของตัวเอง เพราะหากมียอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-7 จริง เหตุใดเฉิงเม่ยเฟิงจึงไม่กล้าเปิดเผยความจริง?เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซันเทียนเปียวก็ได้แต่นึกโกรธในใจ ตาของเขาเป็นประกาย และเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ตาของเขาหรี่เล็กเข้าหากัน และจู่ๆก็หันไปจ้องหน้าเฉิงเม่ยเฟิงพร้อมกับพูดขึ้นว่า“เธอคิดว่าฉันจะโง่ให้เธอหลอกงั้นรึ?!”เสียงคำรามของซันเทียนเปียวนั้นเยือกเย็น และสายตาดูราวกับจะฆ่าแกงเธอ ทำให้เฉิงเม่ยเฟิงเข้าใจถึงความกดดันที่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ!เธอจึงเข้าใจได้ทันทีว่า เพราะเหตุใดหลิงหยุนจึงต้องมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง จนถึงกับไม่ยอมกลับมานอนที่อพาร์ทเมนท์เป็นเพื่อนเธอ!ความจริงเธอเองก็พอจะรับรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับหลิงหยุนแล้วว่า ภายใต้ท่าทางที่สงบนั้น เขาเองก็ต้องเผชิญกับความกดดันในลักษณะนี้ด้วยตัวคนเดียวเช่นกัน!หลิงหยุนซ่อนเธอไว้ในอพาร์ทเมนท์ของเขา ปกป้องเธอจากสายลมและสายฝน แต่ตัวเขาเองกลับต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายอยู่ทุกวัน และบางวันก็กลับมาถึงบ้านดึกๆดื่นๆในสภาพที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด และเสื้อผ้าขาดวิ่น..แม้ว่าหลิงหยุนจะมีรอยยิ้มจางๆอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับคำพูดที่เธอได้ยินจนชินหู – ไม่ต้องห่วงผม ผมไม่เป็นอะไร..เฉิงเม่ยเฟิงยังจำได้ว่า เธอยังเคยตัดพ้อต่อว่าหลิงหยุนให้เสี่ยวเม่ยเม่ยฟังว่า เขาเป็นคนป่าเถื่อนและใจคอโหดเหี้ยม..แต่หลิงหยุนกลับปลอบเธอว่า – อย่าคิดมาก.. วันข้างหน้าคุณจะค่อยๆเข้าใจ และคุ้นเคยไปเอง..เฉิงเม่ยเฟิงยังจำคืนวันเทศกาลเชงเม้งได้ เมื่อเธอถูกจับตัวไป หลิงหยุนก็รีบตามมาช่วยได้ทันเวลา และแม้จะเผชิญหน้าอยู่กับศัตรูมากมายที่เขาไม่รู้จัก แต่เขาก็ยังพูดปลอบปะโลมเธอ – ไม่ต้องกลัว.. สามีของคุณมาช่วยแล้ว!และทันทีที่เธอได้ฟังคำพูดประโยคนั้นของหลิงหยุน เธอก็สะเทือนใจมากจนถึงกับร้องห่มร้องไห้ออกมามากมาย!