ตอนที่ 176
บทที่ 550 ติดดิน
October 28, 2026
ฝ่ายตรงข้ามมาวางสินสอด หากเพียงแค่ฮูหยินรองเป่ยกงออกหน้าไปลำพังคนเดียวย่อมไม่ได้แน่นอน เรื่องนี้ดูว้าวุ่นเกินไป ฮูหยินเฒ่าเป่ยกงก็ไม่อยากสนใจ สุดท้ายก็ให้ซือห้าวเฉินและหมิงโร่ไปเป็นเพื่อนฮูหยินรองเป่ยกงด้วยกัน ไปพบคนของตระกูลโจว
แม้ว่าบ้านสามและบ้านสี่จะพูดอะไรไม่ออกก็ตาม แต่มาดูความครื้นเครงก็น่าจะได้อยู่นะ คนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงเอะอะรวมตัวกันไปยังห้องพระโรงเรือนหน้า ดูไปแล้วก็ยังมีอารมณ์แบบเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง
เดินเข้ามายังห้องพระโรงก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีฟ้าครามคนหนึ่งเกล้าผมทรงสูง หน้าผากโหนกนูนออกมาสูงมาก ยังมีท่านชายที่ศีรษะโตในชุดจิ่นเพ้ามาด้วย
หมิงโร่รู้สึกว่าท่านชายโจวผู้นี้รูปลักษณ์ดูมีความแปลกสร้างสรรค์มากเชียว หากบอกเขาเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วทาหน้าให้เป็นสีเขียว ก็มีความคล้ายคลึงอยู่เจ็ดถึงแปดส่วนเลย
ข้างกายของทั้งสองท่านนี้ยังมียายที่ทัดดอกไม้ดอกใหญ่สีแดงไว้บนศีรษะหนึ่งดอกซึ่งรูปร่างเตี้ยๆ อ้วนๆ ติดตามมาด้วย บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่เป็นการมาทำหน้าที่แขวนไว้อยู่ น่าจะเป็นแม่สื่อที่ตระกูลโจวเชิญมา
“คุณนายฝ่ายหญิง วันนี้ข้าพาแม่สื่ออย่างเป็นทางการมาวางสินสอดกับซือซือ” ฮูหยินโจวทราบดีว่าสามารถแต่งเอาคุณหนูของตระกูลเป่ยกงมาบ้านมาได้ เป็นเกียรติอย่างสูงต่อตระกูลตนเอง การพูดจาก็เลยดูเกรงอกเกรงใจมาก
เดิมทีควรจะขอหมั้นหมายก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นใบที่บันทึกวันเกิดของคู่หมั้นจากนั้นค่อยวางสินสอด แต่เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ขั้นตอนพิธีการมากมายก็ได้เพียงต้องเอามารวมเข้าด้วยกันแล้ว
“อืม” ฮูหยินรองเป่ยกงกัดกรามขบฟันแล้วฝืนใจรับคำ
แม่สื่อยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากล่าวด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก: “ท่านชายตระกูลโจวมาส่งมอบสินสอดให้แก่คุณหนูใหญ่เป่ยกง......” เสียงของแม่สื่อไพเราะเพราะพริ้ง หมิงโร่รู้สึกว่านี่เหมือนกำลังจะเริ่มการบรรเลงงิ้วเลย “ทองหมั้นสองพันชั่ง ขนมมงคลหนึ่งร้อยจิน อาหารทะเลสี่ประเภทอย่างละสิบจิน ไก่สองคู่ เป็ดสองคู่ เนื่อหมูสิบจิน ปลาคาร์ปสองตัว ลูกอมสี่รสสี่สี ผลไม้สี่กษัตริย์ ใบชา งา ข้าวเหนียวอย่างละแปดจิน......
เทียนมงคลหงส์มังกรสี่คู่ ประทัดสี่มัด กำไลทองมงคลสี่คู่......”
แต่ละอย่างที่แม่สื่อพูดมานั้นก็มีข้ารับใช้ยกของแต่ละชิ้นขึ้นมา ผ่านไปไม่นาน ในห้องพระโรงก็กองเต็มไปด้วยกระเช้า ตะกร้าแบก กรงเป็ดไก่ที่ติดอักษรมงคลอยู่บนนั้น ดูไปแล้วก็เหมือนตลาดการค้าเกษตรกรรมอยู่บ้าง
ในดวงตาของหมิงโร่เต็มไปด้วยความสงสัย ที่แท้การส่งมอบสินสอดในสมัยโบราณมันช่างติดดินเช่นนี้เลยหรือ? เมื่อก่อนซือห้าวเฉินต้องเตรียมทั้งไข่มุก โมรา เครื่องประดับหินหยกมาเป็นสินสอด หมิงโร่ยังคิดว่าการส่งมอบสินสอดในสมัยโบราณมันช่างดูหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนี้เสียอีก
อย่าว่าแต่หมิงโร่เลย แม้แต่หน้าของฮูหยินรองเป่ยกงก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหนแล้ว ครั้งนี้นี่มันอะไรกันเนี่ย ทองหมั้นมีแค่สองพันชั่งเหรอ? อีกอย่างคนฐานะเช่นนี้เหมือนพวกเขา ยังไงก็ไม่มีทางที่จะใช้เป็ดไก่หมูมาเป็นสินสอดอยู่แล้ว มันต้องเป็นสัตว์หาได้ยากที่ล่ามาได้อย่างเช่นไก่ฟ้าสีทอง ห่านป่า หรือพวกกวางสงวนอะไรพวกนั้น แม่สื่อพูดไปเจ็ดแปดอย่างระโยงระยางเยอะแยะมากมาย บวกกับทองหมั้นแล้วก็ไม่เกินสามพันชั่ง
แม่สื่อปิดรายชื่อของหมั้นเข้าหากัน แล้วส่งมอบให้ฮูหยินรองเป่ยกงอย่างนอบน้อม
ฮูหยินรองเป่ยกงเพียงแค่รู้สึกว่าขมับกระตุกขึ้นมาด้วยความปวด ส่งซิกสายตามายังเสี่ยวเถา
เสี่ยวเถารับเอารายชื่อสินสอดข้ามมือมาแล้วพยักหน้าให้กับแม่สื่อ
หลังจากเก็บสินสอดไปแล้ว โจซื่อหมิงก็ส่งหนังสือหมั้นหมายขึ้นมาอย่างนอบน้อม แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดตนเองจึงต้องมาอยู่ด้วยกันกับคุณหนูใหญ่เป่ยกงด้วยก็เถอะ แต่ในใจก็พึงพอใจเป็นอย่างมากกับการอภิเษกในครั้งนี้ เมื่อก่อนท่านแม่จะให้เขาแต่งผู้น้องเข้ามา เป็นเพราะต้องการยืมชื่อเสียงของตระกูลชุนยวี่มาช่วยพยุงตระกูลสักหน่อย ตระกูลเป่ยกงก็ไม่ได้แย่กว่าตระกูลชุนยวี่แม้แต่นิดเลย คุณหนูใหญ่เป่ยกงยังรุปโฉมงดงามด้วย เมื่อเทียบกับผู้น้องแล้วมันช่างราวกับธิดาเทพตกสวรรค์มาจากชั้นดาวดึงส์ก็ไม่ปาน
เสี่ยวเถารับเอาหนังสือหมั้นหมายจากมือของโจซื่อหมิงมา โจซื่อหมิงเงยหน้ามองเสี่ยวเถา หญิงรับใช้คนนี้ดูสวยมีเสน่ห์ หากสามารถติดตามคุณหนูใหญ่เป่ยกงแต่งมาด้วยกันก็คงจะดีมากเลย
แม่สื่อเห็นว่าตระกูลเป่ยกงรับเอาหนังสือหมั้นหมายไปแล้ว จากนั้นก็ไม่มีอะไรต่ออีก ได้เพียงเอ่ยปากกล่าวเตือนว่า “ฮูหยินเป่ยกง ได้โปรดตอบกลับเทียบด้วย”
ฮูหยินรองเป่ยกงมีท่าทางที่สติไม่อยู่กับร่องกับรอยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เดิมทีก็คิดไม่ถึงว่าจะต้องเตรียมเทียบตอบกลับด้วย ก็เลยได้เพียงมองไปยังท่านชายใหญ่: “หลางเยว่ช่วยเขียนเทียบตอบกลับให้ซือซือหน่อยเถอะ”
ซือห้าวเฉินให้คนไปเอากระดาษและพู่กันมา เขียนเทียบตอบกลับเสร็จแล้วก็หยิบให้ฮูหยินรองเป่ยกง
ฮูหยินรองเป่ยกงหยิบเทียบตอบกลับไว้ด้านหนึ่ง แม่สื่อก็จับไว้อีกมุมด้านหนึ่ง รออยู่นานมากก็ไม่เห็นว่าฮูหยินรองเป่ยกงจะปล่อยมือออกเสียที