ตอนที่ 1039
บทที่ 1039 หยางหยางที่ถูกเบียดออกจากทุกหนทุกแห่ง
October 28, 2026
บทที่ 1039 หยางหยางที่ถูกเบียดออกจากทุกหนทุกแห่ง
นับตั้งแต่ครั้งที่แล้ว หลังจากที่จินเล่ยเกือบจะก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่หน้าประตูโรงเรียน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนออกมา
เขาก็เกือบจะถูกโรงเรียนไล่ออกไปแล้ว
สุดท้าย สาเหตุที่ไม่ได้ไล่ออกน่ะหรือ หลักๆก็เพราะว่าอาจารย์ใหญ่ได้รับความเห็นอย่างคาดไม่ถึงจากเป่หมิงโม่ว่าไม่ถือสาเอาความกับจินเล่ยในเรื่องนี้
แน่นอนว่าลำดับรองลงมาก็คือคุณพ่อของจินเล่ย ที่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าลูกชายของเขาเกือบจะสร้างภัยพิบัติให้กับเขาแล้ว
การถูกโรงเรียนไล่ออกไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่กลับล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินมากที่สุด
นับตั้งแต่นั้นก็มอบเงินให้กับโรงเรียนมากมาย หวังว่าอาจารย์ใหญ่จะสามารถพูดเรื่องดีๆแทนเขาต่อหน้าเป่หมิงโม่สักหลายประโยคได้
สรุปได้ว่า ดูแล้วทางโรงเรียนได้กลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในเรื่องนี้
สำหรับในภายหลัง จินเล่ยยังคงเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ เหล่าคุณครูก็แทบจะใช้วิธีการจับตามองเขาเกือบจะทุกฝีก้าว
***
การพ่ายแพ้ของจินเล่ย ทำให้ชื่อเสียงของหยางหยางเพิ่มขึ้นในทันที ดูเหมือนว่าเขาจะกลายเป็นจอมอันธพาลตัวน้อยคนใหม่ในโรงเรียนไปแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้หยางหยางรู้สึกปวดหัวมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ไม่พูดถึงเรื่องอื่น หยิบเรื่องเที่ยวเล่นมาพูดแล้วกัน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ล้วนสามารถเที่ยวเล่นกับคนกลุ่มหนึ่งได้
ส่วนในตอนนี้ล่ะ นอกจากหวูเสี่ยวเอ๋อ และยังมีพวกจินเล่ยที่พยายามประจบประแจงทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าไปที่ไหน คนอื่นๆล้วนเดินหลบเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเล่นด้วยกันเลย
เรื่องนี้ทำให้หยางหยางผู้ที่ชื่นชอบความครึกครื้นเป็นอย่างมากนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะดีอยู่บ้างจริงๆ
ช่วงเวลาพักผ่อนของทุกวัน เขาทำได้เพียงแค่นั่งอยู่บนสนามหญ้าเหมือนกับเฉิงเฉิง มองเด็กๆเหล่านั้นที่หัวเราะและเล่นกันอย่างสนุกสนานในสนามได้
แต่ในตอนนี้ ช่วงเวลาพักผ่อนหลังจากทานอาหารกลางวัน
กระทั่งสนามหญ้าก็ถูกหิมะปกคลุมไปหมดแล้ว
เด็กหลายคนกำลังแบ่งเป็นสองทีม เริ่มเตรียมตัวที่จะเล่นปาหิมะกันในสนามแล้ว
นี่คือสิ่งที่หยางหยางชอบเล่นมากที่สุด นอกจากการเตะบอล
“ลูกพี่ใหญ่ ทำไมลูกพี่ถึงไม่ไปเล่นล่ะ” หวูเสี่ยวเอ๋อมาถึงข้างกายหยางหยาง เขากำลังเตรียมตัววิ่งไปเข้าร่วมสงครามด้วย
หยางหยางยักไหล่อย่างจนปัญญา แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ
“ไอ้หยา......ลูกพี่ไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้นแล้ว เรื่องก็ผ่านไปเป็นเวลานานแล้วด้วย ใครจะยังจำได้อีก จะว่าไป พวกเรานั้นจัดอยู่ในพวกป้องกันตัวเองอย่างสมเหตุสมผลนะ จะเอามาพูดถึงพร้อมกันกับจินเล่ย ไอ้หมอนั่นได้อย่างไรกัน” หวูเสี่ยวเอ๋อพูด ฝืนลากหยางหยางเดินไปทางสนาม
“พวกเราก็จะเข้าร่วม......” เมื่อถึงขอบสนามรบ หวูเสี่ยวเอ๋อก็ตะโกนเสียงดังขึ้นสองระดับ
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขารู้สึกตกตะลึง ระหว่างที่เด็กๆทั้งสองฝ่ายเห็นว่าหยางหยางมาปุ๊บ ก็หยุดหัวเราะเฮฮาเหมือนว่าได้พบกับเทพแห่งโรคระบาด จากนั้นแต่ละคนก็พากันวิ่งหนีไปอย่างหวาดกลัวแทบไม่ทัน
“นายดูสิ ฉันไม่ได้พูดผิดนะ” หยางหยางพูดกับหวูเสี่ยวเอ๋อด้วยความโศกเศร้า
จากนั้นเขาก็พูดกับเด็กๆที่ยังวิ่งหนีไปไม่หมดว่า “พวกนายกลับมาเล่นเถอะ ฉันจากไปก็พอแล้ว” เขาพูดพลางก้มหน้าเดินไปทางตึกเรียน
เท้าเล็กๆของเขาย่ำอยู่บนพื้นหิมะ จนส่งเสียงสวบ สวบ ดังขึ้นมา นี่เคยเป็นเสียงที่เขาชอบฟังมากที่สุด กระทั่งตอนที่เห็นเกล็ดหิมะทั่วท้องฟ้าในยามเช้าก็ยังคงรู้สึกอารมณ์ดี
แต่เมื่อสักครู่นี้ อารมณ์ดีๆนี้ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
ในตอนนี้เองที่มีคนสามคนเดินตรงเข้ามา ทั้งสามคนล้วนสูงใหญ่กว่าหยางหยาง
หลังจากที่คนที่เดินนำหน้าเห็นหยางหยางแล้ว ก็โบกมือให้กับเขาอย่างประจบประแจง “ลูกพี่ใหญ่เป่หมิง!”
นี่คือเสียงของจินเล่ย
ในไม่ช้าทั้งสามคนนั้นก็วิ่งมาถึงหน้าหยางหยาง “หิมะตกหนักขนาดนี้ ทำไมลูกพี่ถึงไม่ไปเล่นล่ะ”
หยางหยางมองพวกเขาสามคนแล้ว ช่างเป็นการที่มีความทุกข์แต่พูดออกมาไม่ได้จริงๆ
“นี่ก็ไม่ใช่เพราะว่าพวกนายสามคนหรือ” ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหว เอ่ยออกมา
“พวกเราหรือ” จินเล่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “ลูกพี่ใหญ่เป่หมิง หลังจากวันนั้น อาศัยมโนธรรมมาพูด พวกเราไม่ได้ไปหาเรื่องลูกพี่หรือว่าพี่ชายของลูกพี่ กระทั่งพี่สะใภ้ของลูกพี่เลยนะ”
“พี่สะใภ้ฉันหรือ” หยางหยางได้ยินคำพูดของจินเล่ยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกไม่สบอารมณ์แบบนี้
“ก็คนที่ชื่อว่าจ้าวจิงอี้ไง ไม่ใช่ว่าเธอมักจะอยู่ด้วยกันกับพี่ชายของลูกพี่บ่อยๆหรือ” จินเล่ยยังคงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
หยางหยางแอบถอนหายใจกับตัวเอง สำหรับเจ้าหมอนี่แล้ว ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรด้วยเลยจริงๆ
“แน่นอนว่าเป็นเพราะเรื่องในคราวที่แล้ว ตอนนี้ฉันกับพวกนายยังคงพัวพันกันไม่ชัดเจน นายดูสิ ตอนนี้ฉันไปที่ไหน เพื่อนนักเรียนที่นั่นก็จะเดินอ้อมฉันไป” หยางหยางบ่น
“นี่ไม่ใช่ว่าดีหรอกหรือ นี่ถึงจะแสดงว่าลูกพี่มีอำนาจ” จินเล่ยเอ่ยชมเชย
***
หยางหยางกลอกตามองบนใส่เขาอย่างอารมณ์ไม่ดี ไม่รู้จริงๆว่าในสมองของเจ้าหมอนี่คิดอะไรอยู่กันแน่
“หรือว่ากระทั่งคนคนหนึ่งก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเองจะเรียกว่ามีอำนาจหรือ ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ จะมีความหมายอะไร ฉันยอมที่จะไม่ต้องการอำนาจพวกนี้ น่าเบื่อเกินไปแล้วจริงๆ”
หยางหยางพูด พลางหันหน้าไปมองกลางสนาม
ตรงนั้นมีพวกเด็กๆที่วิ่งหนีไปเมื่อครู่นี้ วกกลับมาใหม่ เริ่มต้นเล่นและหัวเราะกันอย่างสนุกสนานอีกครั้ง
ดูถึงตรงนี้ เขาก็มีท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
จินเล่ยที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้ของหยางหยาง ก็ยืนโง่อยู่ตรงที่เดิม มองผู้ติดตามทั้งสองคนของตัวเอง จากนั้นก็มองไปที่กลุ่มคนมากมายในสนาม เหมือนกับว่าที่หยางหยางพูดมามีเหตุผล