ตอนที่ 1050
บทที่ 1050 ตกอยู่ในความมืด
October 28, 2026
บทที่ 1050 ตกอยู่ในความมืด
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องกินข้าวบ้านของฉิงฮัว ดูเหมือนว่าจะพบกับภาพเหตุการณ์ที่คล้ายกัน แอนนิ ลั่วเฉียว และพวกเด็กๆ นั่งมองดูฉิงฮัวและกู้ฮอนอยู่เงียบๆ
พวกเขาเงียบมาตลอดตั้งแต่กลับมา มันตรงกันข้ามกับที่พวกเขาเป็น ดังนั้นถึงแม้ว่าจะถามพวกเขา หลังจากที่เอ่ยถามแล้วคงไม่มีคำพูดอะไรออกมา
“วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณกันเนี่ย ทำไมกลับมาแล้วเป็นอย่างนี้ กู้ฮอน วันนี้ชุดของเธอน่าทึ่งมากจริงๆทำเอาผู้คนประหลาดใจเลย เธอบอกฉันมาหน่อยสิ ตอนที่สวมมันแล้วเดินเข้าไปในงานเลี้ยงค็อกเทลกับเป่หมิงโม่ คนอื่นๆมองเธอด้วยสายตาแบบไหน?” ลั่วเฉียวพยายามบรรเทาบรรยากาศที่เงียบงันนี้ ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกจริงๆ
***
พูดตามตรง ในตอนที่กู้ฮอนกลับมาพร้อมกับพวกเด็กๆนั้นทำให้ลั่วเฉียวประหลาดใจจริงๆ
เธอไม่เห็นชุดของกู้ฮอนมาก่อนเลย แม้แต่เมื่อวานนี้ตอนที่ลองชุดก็ยังเก็บไว้เป็นความลับ
ในที่สุดตอนที่ได้เห็นมัน ก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
เพียงแต่ว่าในตอนนั้นมองออกว่าเธออารมณ์ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังกลับมากับฉิงฮัวไม่ใช่เป่หมิงโม่เลยยิ่งแปลกเข้าไปอีก
ตอนที่เธอคิดจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอก็ถูกยับยั้งด้วยการส่งสัญญาณคำว่า “อย่า” จากฉิงฮัวและพวกเด็กๆไม่หยุด
ส่วนกู้ฮอน ก็เดินขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชั้นบนอย่างเงียบงัน
ในที่สุดคำพูดที่กลั้นไว้มานานก็ถูกยกมาพูดอีกครั้งบนโต๊ะอาหารค่ำ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังต้องผิดหวังก็คือ ไม่ว่าจะเป็นกู้ฮอนหรือว่าฉิงฮัว ไม่พูดอะไรสักคำเหมือนกับกินยาใบ้เข้าไปยังไงยังงั้นแม้แต่อาหารตรงหน้าก็ไม่แตะ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อยากจะให้พวกเราร้อนใจตายหรือไงเนี่ย…” หลังจากที่ลั่วเฉียวบ่นแล้วก็หันไปทางเด็กๆทั้งสามคน : “แม่ของพวกเราไม่พูด พวกเธอน่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นสินะ ยังไม่รีบพูดความจริงมาอีก ไม่อย่างนั้นใครก็อย่าคิดจะกินข้าวเลย”
เด็กทั้งสามคนส่ายหัวด้วยสีหน้าที่ขมขื่น ในที่สุดหยางหยางก็เอ่ยปากว่า : “ป้าเฉียวเฉียวครับ ป้าปล่อยเราไปเถอะครับ พวกเราเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คุณแม่เป็นอย่างนี้แล้วตอนที่มารับพวกเรา”
ลั่วเฉียวมองดูใบหน้าที่ไร้เดียงสาและเสียขวัญของเด็กทั้งสามคนแล้ว ก็รู้ว่าพวกเขาไม่ได้โกหก : “เอาล่ะเอาล่ะ พวกเธอกินข้าวเถอะ วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ตอนออกจากบ้านยังมีความสุขมากอยู่เลย คิดไม่ถึงเลยว่ากลับมาจะเป็นแบบนี้ไปแล้ว ทำให้ฉันกังวลใจจริงๆ”
*
ในขณะที่พวกของเป่หมิงโม่กำลังกินข้าวกันอยู่ คนรับใช้ได้เดินเข้ามา : “คุณชายใหญ่ คุณชายรองคะ คุณชายสามกลับมาแล้วค่ะ”
เป่หมิงเฟยหย่วนพยักหน้า : “อืม รู้แล้ว ให้เขามากินข้าว”
“ได้ค่ะ คุณชายใหญ่” คนรับใช้พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป
“หวือหวือ…” ตามด้วยเสียงผิวปากที่ค่อยๆดังขึ้นจากด้านนอก ในไม่ช้าเป่หมิงยันก็ปรากฏตัวขึ้นตรงประตูห้องกินข้าว
“โอ้โฮ ดวงอาทิตย์ขึ้นจากทิศตะวันตกแล้วจริงๆ ที่เร่งให้ผมกลับมาขนาดนี้ เพราะอยากจะให้ผมมาเห็นสองพี่น้องนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันสินะครับ” เป่หมิงยันปกปิดความเศร้าในใจของตัวเองเอาไว้ แล้วเดินไปที่โต๊ะด้วยใบหน้าที่แสร้งว่ามีความสุข
เขาพยักหน้าให้หลันเนี่ยน : “พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ มองไม่ออกเลยว่าไม่เจอกันนานขนาดนี้ ยิ่งนานวันยิ่งสวยจริงๆนะครับ ดูเหมือนจะดูแลเป็นอย่างดี”
หลันเนี่ยนมองไปที่เขาแล้วพยักหน้าเบาๆ : “น้องสามนี่พูดล้อเล่นแล้วล่ะ”
พูดแล้วเขาก็หันมาทางเป่หมิงยี่เฟิงแล้วตบบ่าของเขา : “หลานชายคนโต ได้ยินว่านายเป็นประธานของบริษัทเป่หมิงแล้ว ตอนนี้อายังไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย อีกสักสองวันอาจะให้ของขวัญกับนายแน่นอน”
ในตอนนี้เป่หมิงยี่เฟิงรู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมาก เดิมทีเขายินดีที่จะคุยกับเป่หมิงยันมากที่สุดแต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะพูดแล้ว เพียงแค่ตอบไปอย่างเรียบง่ายๆว่า : “ไม่ต้องหรอกครับอาสาม”
“โอ้ หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่จำเป็น เกรงใจฉันใช่ไหม ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รวยเหมือนนายที่เป็นท่านประธาน แต่ฉันก็ไม่ได้ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวหรอกนะ อีกอย่างจะกี่บาทมันเป็นเรื่องของจิตใจไม่ใช่หรือไง เอาล่ะ นายไม่ต้องให้ฉันต้องต่อสู้ที่นี่เลย”
เป่หมิงยันทักทายทีละคน ดูเหมือนว่าเขาจะสังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าตรงจุดไหน
***
แล้วก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เป่หมิงยันไม่ได้อ่อนไหวไปกับอารมณ์ของทุกคนขนาดนั้น
หลักๆก็คือเพราะเคยกินข้าวกับพวกเขามาหลายครั้ง “พี่ชายที่ดี”ของเขาทั้งสองคนนี้ล้วนแต่แสดงออกด้วยสีหน้าแบบนี้
จนกระทั่งหลังจากที่เป่หมิงเฟยหย่วนถูกขับออกจากบ้านตระกูลเป่หมิง…
“น้องสาม หยุดพูดเรื่องไร้สาระที่นี่ได้แล้ว นั่งลงแล้วกินข้าว”
ตอนนี้เองในที่สุดเป่หมิงเฟยหย่วนก็นำวิธีการของพี่ชายคนโตออกมา
“ได้เลย” เป่หมิงยันตอบรับ แล้วหยิบเก้าอี้มานั่งข้างๆเป่หมิงโม่ : “อย่าบอกนะว่าอาหารวันนี้ไม่เลวเลยจริงๆ นับตั้งแต่พ่อจากไป ยากมากที่จะได้เห็นกินข้าวด้วยกันหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหกเดือนที่ผ่านมา นับได้ว่าผมหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ที่นี่”
ฟังเป่หมิงยันพูดมาถึงตรงนี้แล้ว เป่หมิงโม่ก็วางชามที่ถือเอาไว้ลงบนโต๊ะ เขาหันหน้าไปมองทางเป่หมิงยัน : “ป้าซินช่วงนี้เธอเป็นยังไงบ้าง…?”
ถามถึงเรื่องนี้ เป่หมิงยันก็ถอนหายใจเบาๆ : “ยังโอเคอยู่ครับ อยู่ข้างในแต่ยังกินได้นอนหลับ ร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แต่ว่า คนแก่แล้วย่อมต้องมีโรคชราบ้างแหละครับ”
ได้ยินคำพูดของเป่หมิงยันแล้ว เป่หมิงโม่ก็พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไว้วันหลังฉันจะไปเยี่ยมเธอ”