ตอนที่ 298.1
ตอนที่ 298 (II) เจ้าสํานักผู้ วิเศษชิงหมาง? เป็นสงครามหรือสันติภาพ?
October 22, 2026
298 (II) เจ้าสํานักผู้ วิเศษชิงหมาง? เป็นสงครามหรือสันติภาพ?
Sign in Buddha’s palm 298 (II) เจ้าสํานักผู้ วิเศษชิงหมาง? เป็นสงครามหรือสันติภาพ? “เอ๋?” “หลีหว่านก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตํานานยุทธด้วยงั้นหรือ?” ท่าทีของซูฉินที่แสดงออกมาดูประหลาดใจ กว่าหนึ่งปีแล้วที่พรรคหมื่นดาบได้พาตัวหลีหว่านไปยังต่างดินแดนในฐานะร่างที่จะให้บรรพชนดาบเข้ายึดครอง เพื่อให้บรรพชนดาบเข้ายึดครองร่างได้ราบรื่นยิ่งขึ้น พรรคหมื่นดาบทําทุกอย่างเท่าที่ทําได้เพื่อปรับปรุงฐานบ่มเพาะของหลีหว่าน จึงให้โอสถศักดิ์สิทธิ์และสมบัตินับไม่ถ้วนแก่หลีหว่าน เป็นผลให้ยามเมื่อซูฉินพาหลีหว่านกลับมา นางก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์ระดับชั้นที่หนึ่งเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซูฉินไม่คาดคิดก็คือในระยะ เวลาเพียงหนึ่งปี หลีหว่านจะสามารถข้ามคอขวด ทั้งการแปรสภาพร่างกายแปรสภาพจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ และแปรสภาพแก่นแท้แห่งพลัง จนสุดท้ายก้าวเข้าสู่ขอบเขตตํานานยุทธได้ “เป็นเพราะเจตจํานงดาบนั่นน่ะหรือ?” อาการนึกคิดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูฉิน นอกจากโอสถศักดิ์สิทธิ์จํานวนนับไม่ถ้วนแล้ว บรรพชนดาบยังได้ใส่เจตจํานงดาบไว้ในร่างของหลีหว่าน เจตจํานงดาบนี้เป็นมรดกของบรรพชนดาบที่สืบทอดต่อมาจากนักพรตหมั่นดาบ “นั่นสินะ มันเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งไว้โดยขอบเขต เซียนเทพปฐพี…” ซูฉินส่ายศีรษะเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็นึกออก เซียนเทพปฐพีเป็นตัวตนเช่นไร? ภายในชื่อมีตัวอักษรคําว่าเซียนด้วยซ้ํา แม้จะไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่าเทพเซียนจริงๆ แต่ความสามารถนั้นก็น่าทึ่ง พรรคหมื่นดาบเดิมเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีพื้นที่ไม่กี่ลี้ แต่เพราะนักพรตหมื่นดาบไล่น้ําทะเลออก เพื่อขยายที่ดินของเกาะ มันจึงกลายเป็นแผ่นดินเล็กๆ ที่มีรัศมีหลายร้อยล้ํา วิธีดังกล่าวอยู่ไกลเกินจินตนาการของตํานานยุทธ แน่นอน การช่วยให้หลีหว่านตัดผ่านคอขวดของขอบเขตตํานานยุทธก็เป็นขีดจํากัดของเจตจํานงดาบนั้นแล้ว ท้ายที่สุดเจตจํานงดาบนี้ก็อยู่มานับพันปีแล้ว และบรรพชนดาบก็ดูดซับไปจนเกือบหมด ที่ทิ้งไว้ให้หลีหว่านมีเพียงเจตจํานงดาบที่พอช่วยผลักดันให้นางขึ้นไปสู่ขอบเขตตํานานยุทธได้บ้าง ส่วนขอบเขตตํานานยุทธอีกทั้งเก้าระดับชั้นนั้น หลีหว่านต้องพึ่งพาตนเอง ก้าวไปทีละขั้นดวงตาของซูฉินสงบลง ก้าวเท้าไปปรากฏตัวบนหอดูดาวในพระราชวังถังหอดูดาวเป็นอาคารที่สูงที่สุดในพระราชวังถัง จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถังมักจะมาที่นี่เพื่อดูดาว ทว่าซูฉินมาที่นี่ไม่ใช่เพราะต้องการดูดวงดารา แต่มองลงไปดูแสงไฟจากบ้านเรือนนับหมื่นในเมืองฉางอันชายชราเฟ่ยยวี๋ ติดตามซูฉินไปติดๆ โดยไม่กล้า พูดอะไรออกมาขณะที่เฟ่ยยวี๋ กําลังคิดว่าซูฉันคงจะเหม่อมองต่อไปฉับพลัน ในตอนนั้นเองดวงตาของซูฉินก็ไม่ได้ขยับไปไหน แต่พูดอย่างสบายๆ ว่า “ท่านก็เฝ้ามองมาตั้งนานแล้ว เหตุใดยังไม่ออกมาเจอกันหน่อยเล่า?”คําพูดของซูฉินนั้นสงบนิ่งมาก ไม่มีความผันผวนใดๆ แต่เมื่อได้ยินไปถึงหูของชายชราเฟ่ยยวี๋ มันก็ไม่ต่างไปจากเสียงระฆังใบใหญ่“มีคนอยู่ที่นี่งั้นหรือ?” หนังศีรษะของเฒ่าเฟ่ยยวี๋ ชาวาบ มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังช่วงเวลาต่อมาต่อหน้าสายตาที่มองอย่างเหลือเชื่อของชายชราเฟ่ยยวี๋ชายร่างสูงที่สวมชุดคลุมผู้วิเศษเรียบๆ ก็เดินออกมาจากความมืดชายผู้นี้ไว้ผมยาว มีผ้าคลุมไหล่ที่พลิ้วไหวโบกสะบัด ตัวของเขากลมกลืนไปกับโลกหล้า แม้จะยืนอยู่ต่อหน้าเฟ่ยยวี๋ แต่เฟ่ยยวี๋กลับไม่รู้สึกตัวเลย“คนผู้นี้คือใครกัน?”เฟ่ยยวี๋ตั้งสติ แต่ความตื่นตระหนกก็ยังคงเกิดขึ้นภายในใจอย่างไรก็ตาม เมื่อเฟ่ยยวี๋ คิดว่ามีซูฉินอยู่เคียงข้างก็โล่งใจเล็กน้อย“สหายเต๋าท่านนี้มีสายตาที่ดี”ชายในชุดคลุมผู้วิเศษมองมาที่ซูฉิน รอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากของเขา “สํานักผู้วิเศษ ชิงหมาง มาที่นี่โดยไม่ได้รับเชิญ ขอคารวะสหายเต๋า”ชายที่ชื่อชิงหมางโค้งคารวะให้กับซูฉินเล็กน้อย