ตอนที่ 299
ตอนที่ 299 (I) เริ่มสงคราม ครั้งใหญ่
October 22, 2026
299 (I) เริ่มสงคราม ครั้งใหญ่
Sign in Buddha’s palm 299 (I) เริ่มสงคราม ครั้งใหญ่ “เป็นสงครามหรือสันติภาพ?” ซูฉินไม่ได้แสดงท่าทีใด ทันทีที่สังเกตเห็นเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางซ่ อนตัวอยู่ในวังหลวง ซูฉินก็คาดเดาเจตนาของอีก ฝ่ายไว้แล้ว “ถูกต้อง” ใบหน้าของเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางดูเคร่งขรึม พูดอย่างจริงจังว่า “แผ่นดินแห่งพลังยุทธอันยิ่งใหญ่มีความสําคัญอย่างยิ่งเหล่านิกายใหญ่ ต่างไม่ยินยอมที่จะนั่งดูสหายเต่าครอบครองแผ่นดินแห่งพลังยุทธฯ แต่เพียงผู้เดียว” เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางกล่าวเช่นนี้ก็หยุดไปชั่วครู่แล้วกล่าวต่อไปว่า “จุดเปลี่ยนผ่านแรกของกระแสปราณฉีมาถึงแล้ว และโลกอันยิ่งใหญ่กํา ลังอยู่ในจุดเริ่มต้น หากสหายเต่เต็มใจยอมมอบพื้นที่ที่ครอบครองอยู่ในปัจจุบันมาสักแปดส่วน เหล่านิกายใหญ่ก็จะไม่ทําให้เจ้าอับอาย” เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางกล่าวออกอย่างจริงจัง อันที่จริง การที่เหลือพื้นที่ไว้ให้ซูฉินถึงสองส่วน สําหรับนิกายใหญ่ก็ถือเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ต้องรู้ว่านิกายใหญ่ก็ไม่ใช่เล็กๆ ยังต้องแบ่งสัด ส่วนของแผ่นดินแห่งพลังยุทธระหว่างกันด้วย ขนาดพื้นที่กว่าสองส่วนที่ซูฉินจะได้ครอบครองนั้นเทียบเท่ากับพื้นที่ที่จัดสรรให้กับนิกายใหญ่ระดับสูง ซึ่งมีเบื้องหลังกว่าหมื่นปีอย่างสํานักผู้วิเศษ “งั้นรึ?” “ข้าสังหารพวกเจ้าไปตั้งหลายคนแล้ว นิกายใหญ่ไม่สนใจเรื่องราวเหล่านั้นหรือไร?” ซูฉินถามอย่างสบายๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนที่ท่าอะไร ไม่ต้องพูดถึงพรรคหมื่นดาบที่ถูกทําลายจนสิ้นซาก แม้จะยังมีศิษย์พรรคหมื่นดาบหลงเหลืออยู่ในต่างแดน ถึงซูฉินไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร แต่คนอื่นย่อมอยากรู้และต้องการมรดกของพรรคหมื่นดาบ เมื่อยามที่พรรคหมื่นดาบยังมีอํานาจอยู่ในต่างดินแดน ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวว่าตนต้องการจะจัดการกับศิษย์พรรคหมื่นดาบ แต่ตอนนี้พรรคหมื่นดาบถูกทําลายลงแล้ว สําหรับจอมยุทธต่างแดน ศิษย์พรรคหมื่นดาบไม่ต่างไปจากสมบัติเคลื่อนที่ นอกเหนือจากพรรคหมื่นดาบ ซูฉินยังสังหารบรรพบุรุษเหลยสิง ตํานานยุทธขั้นสูงสุดที่แปลง จิตวิญญาณแรกกําเนิดได้ไปแล้ว ไม่ใช่แค่นิกายเทพเจ้าสายฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนิกายเฮยหยวนที่ยังคงอยู่ เมื่อพวกเขารู้ว่าบรรพชนของตนตกตายด้วยน้ํามือของซูฉิน พวกเขาจะตัดใจยอมแพ้อย่างนั้นหรือ? “ตราบใดที่สหายเต่เต็มใจที่จะสละพื้นที่แปดส่วน ข้าจะช่วยสหายเต่ําเกลี้ยกล่อมนิกายเทพ เจ้าสายฟ้าและนิกายใหญ่แห่งอื่นๆให้เอง” เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางดูเหมือนจะไตร่ตรอง ถึงปัญหานี้อยู่ก่อนแล้ว กล่าวออกโดยไม่มีความลังเลในสายตาของนิกายเทพเจ้าสายฟ้าและนิกาย เฮยหยวนที่สูญเสียตํานานยุทธขั้นสูงสุดที่แปลงจิตวิญญาณแรกกําเนิดได้ไปนั้น นับว่าเป็นความเจ็บช้ําทุกข์ทรมานไปถึงกระดูก แต่เรื่องใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือการจัดสรรปันส่วนแผ่นดินแห่งพลังยุทธฯถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับผู้ทรงพลังอํานาจอย่างซูฉินได้ เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางจะต้องได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอนแม้ว่าเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางจะคิดว่าตนเองไม่ได้อ่อนแอกว่าซูฉิน แต่สุดท้ายชีวิตนั้นก็สั้นนัก เมื่อเทียบกับปราณเลือดที่มั่งคั่งของซูฉิน ความสามารถในการลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมทรงพลัง เขาอาจจะด้อยกว่าหนึ่งช่วงตัวแม้ว่าจะมีสหายในระดับเดียวกันหลายคนยืนอยู่ เบื้องหลังเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมาง ทําให้ได้เปรียบด้านปริมาณ อาจจะทําให้ชนะศัตรูได้จริง แต่ก็ต้องแลกมากับความสูญเสียอย่างมากมาย ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรทํา“ถ้าข้าปฏิเสธเล่า?”น้ําเสียงของซูฉินสงบนิ่งราวกับบ่อน้ําที่ใสกระจ่าง“ปฏิเสธ?”เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางขมวดคิ้วเขาคาดไว้แล้วว่าซูฉินอาจจะปฏิเสธ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากเห็นมากที่สุด“หากสหายเต่ปฏิเสธมันก็คงมีแต่สงครามแล้ว”“แม้ว่าสหายของข้าและตัวข้าเองจะเข้าสู่วัยชรา ปราณเลือดก็ไม่แข็งแกร่งเท่าสหายเต่า แต่เมื่อร่วมมือกัน เว้นแต่สหายเต่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทพปฐพี ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้กับพวกข้าได้เลย”เมื่อเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางกล่าวออกเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็มีร่องรอยแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นขนาดที่เคยตัดผ่านก้าวไปแตะขอบเขตเซียนเทพปฐพี แม้แต่จิตวิญญาณแรกกําเนิดก็ได้ หลอมรวมเข้ากับทะเลปราณมาแล้ว มองเห็นเส้นทางของเซียนเทพปฐพี ถ้าจะให้กล่าวจริงๆ เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางก็ไม่นับว่าเป็นตํานานยุทธอีกต่อไปแล้วเป็นจุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างขอบเขตเซียนเทพปฐพีกับตํานานยุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าครึ่งก้าวสู่ขอบเขตเซียนเทพปฐพีถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางมีปราณเลือดที่เสื่อมโทรมลง ปิดผนึกตนเองด้วยวิธีลับเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เกรงว่าซูฉินคงจะต้องเกรงกลัวบ้าง“เซียนเทพปฐพี่?”“เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าไม่ใช่เซียนเทพปฐพี่?”ซูฉินค่อยๆ หันหลังกลับมามองที่เจ้าสํานักผู้วิเศษชิงหมางแล้วกล่าวเบาๆ