ตอนที่ 326
บทที่ 579 นกพิราบครองรังนกกระสา
October 28, 2026
การต่อต้านกันระหว่างแฟนคลับของโม่ยี่ไป๋กับหลิวหยู่เฟยมันมีมาแต่เนิ่นนาน
พวกเธอสองคนเข้าวงการมาพร้อมกัน คนหนึ่งมุ่งเส้นทางสายงานของนักแสดง และอีกคนมาในเส้นทางสายงานดนตรีนักร้อง
ในตอนนี้ทั้งสองคนถือว่าเป็นบุคคลผู้โดดเด่นในสายอาชีพ แต่ละสายงานของตัวเองก็ล้วนคว้ารางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน ตามหลักแล้วแฟนคลับของพวกเธอไม่น่าจะมาขัดแย้งกันได้ เพราะงานของทั้งสองคนไม่มีอะไรให้ต้องมาแก่งแย่งชิงดีกันอยู่แล้ว
แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้หวังดีคนไหน ที่มาจัดลำดับสาวงามในวงการบันเทิงของฮั๋วเซี่ยขึ้นมา เมื่อการจัดลำดับนี้ถูกเผยแพร่ก็กลายเป็นประเด็ดที่ถูกพาดหัวขึ้นในทันที
ในตอนนั้นรายชื่อที่อยู่อันดับแรกเป็นของโม่ยี่ไป๋ และหลิวหยู่เฟยก็อยู่ในอันดับที่สองเท่านั้น
เมื่อเห็นการจัดลำดับแบบนี้ แฟนคลับของหลิวหยู่เฟยก็ย่อมต้องไม่พอใจ และก่อเกิดเป็นสงครามการด่าทอกันขึ้นมา เป้าหมายของเกรียนคีย์บอร์ดไม่ได้อยู่ที่ผู้หวังดีคนจัดลำดับอะไรนั้น แต่กลับเป็นโม่ยี่ไป๋ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย
เวรกรรม การถูกด่าของโม่ยี่ไป๋เรียกว่าซวย ตัวเธอไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเรื่องนี้ เพราะนี่มันก็บ่งชี้ให้เห็นว่ามีคนกำลังแอนตี้ตัวเอง
แต่แฟนคลับของเธอไม่ได้คิดแบบนี้ ไอดอลตัวเองถูกด่าขนาดนี้ หากไม่โต้ตอบ แล้วจะเรียกว่าแฟนคลับสมองกลวงได้ยังไง?
พอคำว่า“ลุย”ดังขึ้น แฟนคลับของโม่ยี่ไป๋ก็เปิดวอร์ขึ้นในทันที และไม่รู้ว่าคีย์บอร์ดพังไปกี่ตัว ทำเอาคู่แข่งถึงกับต้องถอดสายอินเทอร์เน็ตทิ้ง แล้วปาโทรศัพท์พัง
ท้ายที่สุด ต้นสังกัดของทั้งสองฝ่ายก็ออกหน้า จึงทำให้เรื่องนี้เงียบลงไป แต่ก็เพราะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น โม่ยี่ไป๋กับหลิวหยู่เฟยสองคนก็เริ่มบาดหมางกันขึ้นมา
เดินเข้ามาที่ล็อบบี้ของโรงแรม แฟนคลับที่อยู่ข้างนอกยังคงส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด คลื่นเสียงดังขึ้นอยู่เป็นระลอก ต่อให้ปาวารอตตีจะอยู่ตรงนี้ด้วย ในตอนนี้ก็ยังต้องคิดยอมแพ้
ในตอนนี้เองหลิวหยู่เฟยก็เดินเข้ามาหาโม่ยี่ไป๋ เม้มปากและยกยิ้มเล็กน้อย“คุณโม่ เจอกันอีกแล้วนะคะ ”
เมื่อเห็นดังนั้น โม่ยี่ไป๋ก็พยักหน้าให้เล็กน้อย“ใช่ค่ะ คุณหลิว”
“ได้ยินว่าก่อนหน้านั้นผู้กำกับจางได้ให้คุณไปแคสติ้งบทหวงหรงด้วยเหรอคะ?”
พูดจบ หลิวหยู่เฟยก็หัวเราะออกมา
โม่ยี่ไป๋ตะลึง“หมายความว่ายังไงคะ ? ”
“ไม่ได้มีความหมายอื่น ก็แค่เมื่อวานผู้กำกับจางโทรมาหาฉันเหมือนกัน อยากให้ฉันไปแคสติ้งเรื่องนี้”
บทสนทนาจบอยู่แค่นี้ รอยยิ้มที่มุมปากของหลิวหยู่เฟยก็เปลี่ยนเป็นมีความหมายขึ้นมา
โม่ยี่ไป๋เห็นการเยาะเย้ยจากรอยยิ้มนี้ของหลิวหยู่เฟยแต่ก็ไม่ได้สนใจ ได้แต่ถามอย่างเรียบเฉยไปว่า
“คุณหลิวให้ความสำคัญกับงานทางด้านดนตรีของตัวเองมากไม่ใช่เหรอคะ ทำไมตอนนี้อยากจะเติบโตในสายงานด้านการแสดงแล้วล่ะ?”
“เหอะๆ ร้องเพลงเก่งแล้วก็หันมาเอาดีทางด้านงานแสดงบ้าง ฉันเป็นคนที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบ เติบโตในอาชีพนักดนตรีและนักแสดงเป็นการวางแผนของฉัน ตอนนี้ทางด้านงานดนตรีฉันประสบความสำเร็จแล้ว ก็ได้เวลาที่ต้องมาเติบโตในสายงานอื่นแล้ว ”
พูดมาถึงตรงนี้ หลิวหยู่เฟยชำเลืองมองโม่ยี่ไป๋อย่างยโสไปแวบหนึ่ง และพูดต่อ“บทของหวงหรงฉันจำเป็นต้องได้ คงต้องให้เจ้โม่ช่วยหลีกทางแล้ว !”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของโม่ยี่ไป๋ก็เปลี่ยนเป็นดูแย่ขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะคำว่า“ช่วยหลีกทาง”นี้ ไม่ใช่คำพูดที่น่าฟังสักเท่าไรนัก
หลิวหยู่เฟยคนนี้ช่างพูดได้อย่างไม่กระดากอายเอาซะเลย หรือคิดว่าตัวเองสู้เธอไม่ได้อย่างนั้นเหรอ?
เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของโม่ยี่ไป๋ ในใจของหลิวหยู่เฟยก็แอบลิงโลดอย่างมาก เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป เธอจึงแกล้งทำทีเป็นพูดขอโทษ
“อุ๊ยตาย ต้องขอโทษเจ้โม่ด้วย เมื่อกี้น้องพูดผิดไป คำว่าช่วยหลีกทางคงดูไม่เหมาะ หรือน่าจะใช้……”
ในขณะที่หลิวหยู่เฟยกำลังคิดหาคำพูดอยู่ เสียงที่สดใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่หูของเธอ