ตอนที่ 8
ตอนที่ 8 ประหารคนตระกูลพาน
September 29, 2026
“ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจางเป่าขอเข้าเฝ้า”
ขันทีหนุ่มคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นใหญ่แห่งวังหลวงทั้งสาม ดวงตาของเขากลอกกลิ้งด้วยท่าทีประหม่า เพราะไม่รู้ว่าตนเองได้ทำสิ่งใดหรือไปล่วงเกินใครเข้าหรือไม่ ถึงได้ถูกเรียกตัวมาเช่นนี้
“จางเป่า ไหนเจ้าบอกเรามาซิว่าเจ้าเคยพบนางหรือไม่”
ขันทีจางเป่าเงยหน้าขึ้นมองสตรีชุดขาวใบหน้างดงามที่ยืนอยู่ข้างกายฮองเฮา
“กราบทูลฝ่าบาท เคยพบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้พบนางครั้งแรกเมื่องานเฉลิมฉลองขึ้นครองราชย์ของพระองค์ นางคือสตรีที่ขึ้นร่ายรำเพื่ออวยพรในวันนั้น อีกครั้งหนึ่งคือวันที่กระหม่อมนำพระราชโองการไปประกาศยังจวนแม่ทัพพาน”
“แค่นั้นจริงๆ หรือ”
จางเป่าไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของผู้เป็นนายเหนือหัวที่เรียกตนมาถามเรื่องหญิงสาวผู้นั้น เขาคิดตรึกตรองในใจว่าตนเองได้ลืมสิ่งใดไปหรือไม่ แล้วภาพของสตรีร่างบอบบางนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางแดดจ้าก็วาบเข้ามาในหัว
“ยังมีอีกพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยได้เห็นนางคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักกวานจี....”
จางเป่าเหลือบมองเฉิงหรงกุ้ยเฟยด้วยท่าทีประหม่า
“หกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เดือนนี้นางเข้าวังมาคุกเข่า...หกครั้ง”
จ่างเป่าลดเสียงลงเพราะรู้สึกถึงสายตาทิ่มแทงที่ส่งมายังตน เขาถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเมื่อคิดได้ว่าตนเองได้เอ่ยสิ่งใดออกไป เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเฉิงหรงกุ้ยเฟยแน่ แค่คิดว่าตนเองต้องถูกนางกระทำสิ่งใดหลังจากนี้ เขาก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที
“ยังมีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่”
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันแค่ไม่พอใจที่นางดูถูกตระกูลโจว ทั้งยังปล่อยให้อดีตคนรักเข้าไปอาละวาดในงานแต่งงานของน้องชาย ฝ่าบาทไม่รู้ว่าครั้งนั้นผู้คนในเมืองหลวงเอ่ยถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง มารดาของหม่อมฉันทุกข์ใจจนกระทั่งล้มป่วย”
ท่าทางเสแสร้งของเฉิงหรงกุ้ยเฟยทำเอาซ่างกวนฮองเฮาบิดปากอย่างนึกรังเกียจ ท่าทางเช่นนั้นทำให้ใครดูกัน
“เจ้าพูดจริงหรือ”
เซี่ยฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงทุ้มด้วยสีหน้าคลางแคลง นางเคยมีอดีตคู่รักอย่างนั้นหรือ เมื่อได้ฟังเฉิงหรงกุ้ยเฟยเอ่ยถึงชายอื่นภายในใจของเซี่ยฮ่องเต้ก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ฝ่าบาทควรถามนางด้วยตนเองนะเพคะ”
เจ้าของตำหนักกวานจียกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดบังรอยยิ้มสะใจของตน ทว่านางไม่รู้ว่าผู้ที่ออกหน้ากลับเป็นฮองเฮา
“เช่นนั้นให้หม่อมฉันตอบแทนพานเยว่หลานเองเพคะ เป็นความจริงที่นางเคยมีคู่รักวัยเยาว์ บุรุษผู้นั้นคือคุณชายสามของตระกูลเย่ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันจนกระทั่งสัญญาว่าจะแต่งงานหลังจากที่นางพ้นวัยปักปิ่น ทว่าตระกูลโจวกลับแย่งชิงวาสนาของทั้งสองไป คุณชายสามเย่ตรอมใจอย่างหนัก จึงได้ไปอาละวาดที่งานแต่งของตระกูลโจวในวันนั้น ทว่าบัดนี้เพราะมิอาจทนแบกรับความข่มขื่นได้อีกต่อไป จึงหันหน้าเข้าหาพุทธศาสนา ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลได้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีนไปแล้วเพคะ”
สิ้นเสียงซ่างกวนฮองเฮาภายในห้องทรงงานก็เงียบกริบราวกับว่ามิมีผู้ใดอยู่ในนั้นเลย แม้แต่จางเป่าและจางเข่อสองขันทียังแทบกลั้นหายใจเมื่อได้รับรู้เรื่องราวของหญิงสาวตรงหน้า
“เป็นความจริงหรือ ที่คุณชายสามเย่ตอนนี้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีน”
“เพคะ เมื่อวานหม่อมฉันได้ไปไหว้พระที่วัดหลิงซานนอกเมืองหลวง เพื่อขอพรให้บิดาที่อยู่ชายแดนแคล้วคลาดต่อคมหอกของศัตรู ทว่ากลับได้พบหลวงจีนหนุ่มนามว่าอันคงไต้ซือที่กำลังกวาดใบไม้ในลานวัดโดยบังเอิญ”
เฉิงหรงกุ้ยเฟยมีท่าทีอึกอัก เพราะนางไม่รู้ว่าบุตรชายคนที่สามของโสวฝู่ตระกูลเย่จะทำเช่นนั้น ก็แค่สตรีนางหนึ่งเท่านั้นเหตุใดถึงได้ปักใจเพียงนี้ เมื่อคิดว่าตระกูลโจวต้องเป็นศัตรูกับตระกูลเย่นางก็รู้สึกว่าตนเองกำลังเดินหมากพลาดไป
“เรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องของตระกูลโจวและสะใภ้แล้วนะเพคะ คุณชายสามเย่ถึงขึ้นบวชเป็นหลวงจีน หม่อมฉันว่าเรื่องนี้มันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น”
ซ่างกวนฮองเฮาเอ่ยขยี้ปมที่เฉิงหรงกุ้ยเฟยผูก
“แม้ท่านโสวฝู่มิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจต่อเรื่องนี้ ถึงท่านเสนาบดีโจวจะมีผลงานที่ช่วยแก้ไขเรื่องภัยแล้ง แต่ท่านโสวฝู่เองก็มีผลงานตั้งแต่รัชสมัยของไท่ซ่างหวงเช่นกัน ตระกูลโจวทำเช่นนี้มิเป็นการดูหมิ่นตระกูลเย่หรือ”