ตอนที่ 3
บทที่ 3
September 18, 2026
เจียงซื่อถอนหายใจแผ่วเบา
นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุตรสาวฟังอย่างคร่าว ๆ
เซวียหมิงเฟยมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “ท่านแม่ อย่างไรเสียอนุชิวก็หวังดีต่อลูกนะเจ้าคะ น้องหญิงเองก็ปลอดภัยดีแล้ว โทษทัณฑ์ทั้งหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณนี้ ดูจะหนักหนาเกินไปสักหน่อย”
ผู้พูดมิได้ใส่ใจ
แต่ฮูหยินเจียงกลับรู้สึกแสลงหูอย่างน่าประหลาด
เพื่อหวังดีต่อบุตรสาวของนาง ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
แต่อนุชิวต้องการสิ่งใดกัน?
แม้เจิ้นกั๋วกงในยามนี้จะเป็นคนพิการ แต่บรรดาศักดิ์นั้นคือของจริง
หากเซวียหว่านอี้ได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วกง แม้แต่นางที่เป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเซวีย ก็ยังต้องคารวะอดีตบุตรสาวอนุผู้นี้
ถึงยามนั้น สถานะของอนุชิวย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
เรื่องที่มีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่ออนุชิวเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องบีบบังคับบุตรสาวแให้ถึงแก่ความตายด้วย?
ต่อให้นางพยายามเอาอกเอาใจเพียงใด หากสิ้นบุตรสาวในไส้ไปแล้ว ชั่วชีวิตที่เหลือของอนุชิวก็ไร้ที่พึ่งพิง
ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“อนุชิวดีต่อเจ้ามากหรือ?”
ฮูหยินเจียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เซวียหมิงเฟยซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับผ้าทออันหรูหรา พยักหน้ารับโดยมิได้สังเกตสิ่งใด
“เจ้าค่ะ หลายปีมานี้ เสื้อผ้าของลูกไม่น้อยเลยที่อนุชิวเป็นผู้ตัดเย็บ ฝีเข็มละเอียด ประณีตงดงาม สวมใส่สบาย สมกับเป็นคนที่เคยรับใช้อยู่ข้างกายท่านย่าเจ้าค่ะ”
นางชูผ้าพับหนึ่งขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านดูสีนี้สิเจ้าคะ ขับผิวข้าหรือไม่?”
ชาติก่อนไม่มีเหตุการณ์ตกน้ำเช่นนี้
เมื่อชาตินี้เกิดเรื่องราวผิดแผกไป เซวียหมิงเฟยจึงมิได้คิดมาก
มิเช่นนั้นเล่า?
อนุชิวรักใคร่เอ็นดูนาง เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ได้แต่งงานดีกว่านาง จึงดุด่าว่ากล่าวไปไม่กี่คำเท่านั้น
เรื่องเหล่านี้เซวียหมิงเฟยคุ้นชินมานานแล้ว จากการเอาอกเอาใจวันแล้ววันเล่าของอนุชิว
นางเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซวีย คนทั้งจวนรักใคร่นาง ย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว
ต่อให้เซวียหว่านอี้เป็นบุตรสาวของอนุชิวแล้วอย่างไร
ก็แค่อนุคนหนึ่ง การเอาใจใส่บุตรีสายตรงเช่นนาง ย่อมมิใช่เรื่องผิดแผกอันใด
ผู้ใดจะคาดคิดว่าน้องสาวต่างมารดาผู้นั้นจะเปราะบางถึงเพียงนี้ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคก็คิดสั้นฆ่าตัวตาย
ทำเอาอนุชิวต้องถูกหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณ ช่างอกตัญญูเสียจริง
ฮูหยินเจียงไม่ชอบอนุชิว
ไม่ว่าสามีของผู้ใด หากใส่ใจอนุภรรยา ย่อมไม่มีทางรู้สึกสบายใจได้
ตอนนี้แม้แต่บุตรสาวในไส้ของตนก็ยังเอ่ยปากชมอนุผู้นั้นไม่ขาดปาก ฮูหยินเจียงแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับรู้สึกประหลาดพิกลอย่างบอกไม่ถูก
เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้
นางสังหรณ์ใจว่าตนเองได้มองข้ามบางสิ่งไป
……
ยามรุ่งสาง เซวียหว่านอี้ลืมตาโพลง หอบหายใจถี่กระชั้น
ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทานทนแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว…”
นางนอนขดตัว กอดตัวเองไว้แน่น
บอกตัวเองว่าไม่ต้องกลัว นางได้เกิดใหม่แล้ว ความเจ็บปวดตลอดสี่ห้าปีนั้นไม่มีอยู่แล้ว
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา
นางพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มทอแสงสีขาว จึงได้ผล็อยหลับไปด้วยความสะลึมสะลืออีกครั้ง
คุณหนูรองแห่งเรือนว่างซู เป็นเพียงคนนอกสายตาในจวนแห่งนี้
ไม่ถึงกับถูกทารุณ แต่ก็ถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง
ในจวนสกุลเซวีย บ่าวไพร่ต่างพากันเอาอกเอาใจและยกยอปอปั้นเซวียหมิงเฟย
ส่วนคุณหนูรองที่เกิดจากอนุผู้นี้ ภายใต้กฎระเบียบ กลับไม่มีผู้ใดใส่ใจ
ฮูหยินเจียงเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในเรือน นางย่อมไม่ลดตัวลงมาจัดการกับบุตรีอนุคนหนึ่ง
ถึงจะเป็นลูกอนุ แต่ก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซวีย เป็นหมากตัวหนึ่งที่ใช้เชื่อมสัมพันธ์ทางการแต่งงานได้
เรื่องที่เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขได้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องไปข่มเหงรังแก
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ สินเดิมของฮูหยินเจียงจะเก็บไว้ให้บุตรสาวของตนเท่านั้น
มารดาผู้ให้กำเนิดของเซวียหว่านอี้ เป็นเพียงสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า ไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลยแม้แต่น้อย
อีกสองเดือนนางจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว
สถานที่แห่งนั้นเป็นเช่นไร ครึ่งชีวิตหลังของนางถูกกำหนดไว้แล้ว