ตอนที่ 2
บทที่ 2
September 18, 2026
การตกน้ำย่อมเป็นเรื่องลวง ทว่าการสั่งสอนอนุชิวต่างหากที่เป็นเรื่องจริง
ยามที่เซวียฉงและคนอื่น ๆ รีบรุดมาถึง ก็ได้เห็นเซวียหว่านอี้ที่ใบหน้าซีดเผือดนอนหลับตาแน่น
โทสะพลันปะทุขึ้นกลางอก
“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
สายตาอันเย็นยะเยือกกวาดมองบ่าวไพร่สองสามคนที่อยู่ในห้อง
แม้ตำแหน่งรองเสนาบดีจะเป็นเพียงขุนนางขั้นสาม ทว่าในจวนสกุลเซวียแห่งนี้ เซวียฉงคือแผ่นฟ้าที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ
นอกจากฮูหยินเจียงแล้ว คนรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น รีบคุกเข่าลงกับพื้น
เฝ่ยชุ่ยดวงตาแดงช้ำ ร้องไห้ไปพลางกล่าวไปพลาง “นายท่าน คุณหนู คุณหนูเจ้าขา…”
นางสะอึกสะอื้น คล้ายมีความกริ่งเกรงบางอย่าง อึกอักมิกล้าเอ่ยถึงต้นเหตุ
อนุชิวที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
นางคาดไม่ถึงว่าเซวียหว่านอี้จะกล้าไปหาที่ตายจริง ๆ จึงรีบใช้หางตาถลึงมองเฝ่ยชุ่ยอย่างดุร้าย
หากนางกล้าพูดจาเหลวไหล ย่อมไม่มีจุดจบที่ดีแน่
ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกาลก่อน
เซวียหว่านอี้จะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงตามราชโองการ หากเวลานี้คิดสั้นฆ่าตัวตาย ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ย่อมต้องถูกฝ่าบาทลงโทษในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ขัดราชโองการเป็นแน่
“มัวอึกอักอันใดอยู่ พูดมา”
เขาตวาดเสียงขรึม
เฝ่ยชุ่ยตกใจจนตัวสั่นเทา ร่างหมอบราบ หน้าผากจรดพื้น
“ตอนที่คุณหนูกลับมาถึงห้อง อนุชิวมารออยู่ที่นี่เจ้าค่ะ พอทราบว่าคุณหนูจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง นางก็เคียดแค้นที่คุณหนูแย่งงานแต่งของคุณหนูใหญ่ไป จึงบอกให้คุณหนูไปตายเจ้าค่ะ...”
อนุชิวได้ยินดังนั้น จะยังมัวหวาดกลัวอยู่อีกหรือ
นางเงยหน้าขึ้น สายตาราวกับอาบยาพิษจ้องเขม็งไปที่เฝ่ยชุ่ย
“นังบ่าวชั่ว ไฉนจึงพูดจาโกหกนายท่านเยี่ยงนี้” จากนั้นนางก็หันไปมองเซวียฉงอย่างตื่นตระหนก “นายท่าน ที่นางพูดมิใช่เรื่องจริงนะเจ้าคะ คุณหนูรองเป็นลูกในไส้ของบ่าว บ่าวจะพูดจาผิดทำนองคลองธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร...”
“เจ้าหุบปาก” เซวียฉงตวาดลั่น
คำพูดขอความเมตตาและแก้ต่างของอนุชิวจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง
เซวียฉงก้มหน้าลง มองเฟยชุ่ยด้วยสายตาเย็นชา “พูดต่อ”
เฝ่ยชุ่ยกล่าวเสียงสั่นเครือ “อนุชิวบอกว่า ในจวนมีทั้งสระน้ำและบ่อน้ำ ย่อมมีที่ให้คุณหนูตายได้เจ้าค่ะ บอกว่าใครที่ขวางเส้นทางวาสนาของคุณหนูใหญ่ คนผู้นั้นก็ต้องตาย”
อนุชิวในยามนี้เรียกได้ว่ามีปากก็ไม่อาจแก้ต่าง นางเคยพูดวาจาเช่นนี้ที่ไหนกัน
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าดำทะมึนของเซวียฉง สมองของนางก็ขาวโพลนไปด้วยความหวาดกลัว
แม้แต่ฮูหยินเจียงก็ยังมองอนุชิวด้วยแววตาเคลือบแคลง
เพื่อบุตรสาวของนาง ถึงกับบีบบังคับให้บุตรสาวของตนไปตาย
เรื่องนี้ คิดอย่างไรก็ดูจะ…
เซวียฉงข่มกลั้นโทสะในใจ สายตาที่ตกกระทบร่างอนุชิวหนักอึ้งราวกับขุนเขาพันชั่ง
“นางได้รับพระราชทานสมรสกับเจิ้นกั๋วกง เจ้ากลับบีบบังคับให้นางไปตาย คิดจะฉุดตระกูลเซวียของข้าให้ตกต่ำจนไม่อาจฟื้นคืนหรืออย่างไร?”
ข้อหานี้หนักหนาจนอนุชิวมึนงงไปหมด
ก่อนจะมาเป็นอนุของเซวียฉง นางเป็นเพียงสาวใช้ข้างกายนายหญิงผู้เฒ่า จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
“...”
ฮูหยินเจียงมองอนุชิวที่ค่อย ๆ เป็นลมหมดสติไป รู้สึกขัดตายิ่งนัก
“นายท่าน”
นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
เซวียฉงกำลังมีโทสะ แม้ยามปกติจะเอ็นดูอนุชิวเพราะความงามอยู่บ้าง แต่ยามนี้คงทำไม่ได้แล้ว
อย่างน้อยในระยะสั้นเขาก็ไม่อยากเห็นหน้านาง
“ก่อนที่คุณหนูรองจะออกเรือน ห้ามก้าวออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว”
ฮูหยินเจียงลอบกำหมัด จิกเล็บลงกลางฝ่ามือ
ก่อเรื่องถึงเพียงนี้ บทลงโทษกลับขอไปทีเสียจริง
……
“ท่านพ่อ ท่านแม่...”
เมื่อ “หมดสติ” ไปนานพอสมควรแล้ว เซวียหว่านอี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อเห็นคนทั้งสองที่ข้างเตียง แววตาก็ฉายความตกใจ
รีบฝืนยันกายลุกขึ้น แต่กลับล้มลงไปบนตั่งอีกครั้ง
“เจ้าเพิ่งจะตกน้ำ กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ มิต้องมากพิธี”
ฮูหยินเจียงแสดงความห่วงใยออกมาได้อย่างเหมาะสม
ไม่ว่าจะอย่างไร เซวียหว่านอี้ในตอนนี้ก็ดูขัดหูขัดตาน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก
การที่อนุชิวถูกกักบริเวณ นับว่าเป็นผลงานของนางโดยแท้
นางหลุบตาลง ซ่อนความผิดหวังในแววตา
เพียงแค่กักบริเวณ ยังนับว่าเบาเกินไปสำหรับผู้หญิงคนนั้น