ตอนที่ 6
บทที่ 6
September 18, 2026
“อีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็จะถึงวันออกเรือนของเจ้าแล้ว”
หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเจียงและเซวียหมิงเฟยกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้อง
“แม่เตรียมรายการสินเดิมไว้ให้เจ้าแล้ว ลองดูเถิดว่ายังมีสิ่งใดขาดเหลืออีกหรือไม่”
ฮูหยินเจียงมีชาติตระกูลที่ดี สินเดิมที่นำติดตัวมาในปีนั้นก็นับว่ามากมายมหาศาล
สินเดิมของนาง ย่อมต้องเก็บไว้ให้บุตรชายหญิงทั้งสองของตน
ส่วนสินเดิมของเซวียหว่านอี้ ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกองกลางในจวนเป็นผู้จัดเตรียม
เซวียหมิงเฟยกอดแขนฮูหยินเจียงไว้ แสดงออกถึงความสนิทสนมรักใคร่
“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ แล้วน้องหญิงเล่าเจ้าคะ?”
นางก้มหน้ามองรายการสินเดิม แน่นอนว่าย่อมด้อยกว่าชาติก่อนอยู่บ้าง
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ชาติก่อนนางแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ในวังย่อมประทานของดีมาให้ไม่น้อย
แต่ยามนี้กลับเป็นไปไม่ได้แล้ว
แม้ในใจจะรู้สึกเสียดาย หรือกระทั่งไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่ก็จนปัญญา
จะให้นางแต่งให้เย่จั๋วอีกครั้ง ต้องเป็นม่ายทั้งเป็นไปชั่วชีวิต นางทำไม่ได้
หากแค่ปีสองปียังพออดทนได้
แต่ตลอดชีวิตนั้น ยาวนานเกินไป
หากเป็นผู้อื่น สามีตายย่อมสามารถแต่งงานใหม่ได้
แต่ตระกูลเย่เต็มไปด้วยวีรบุรุษผู้ภักดี เหลือเพียงเย่จั๋วที่เป็นทายาทคนเดียวที่ใกล้ตาย
หากคิดจะแต่งงานใหม่ ฝ่าบาทคงให้นางติดตามไปถูกฝังร่วมหลุมเป็นแน่
ฮูหยินเจียงกล่าวว่า “นี่เป็นสินเดิมส่วนของแม่ ทางด้านนางย่อมมีคนในวังช่วยจัดการเพิ่มสินเดิมให้”
สมรสพระราชทาน คนในวังย่อมต้องมีของพระราชทานลงมา
“เปรี้ยง—ครืน—”
ทันใดนั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง
ท้องฟ้าที่อึมครึมมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็เริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้อง
เซวียหมิงเฟยอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจจนตัวสั่น
“ฝนนี้คงจะหนักไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเจียงตบหลังมือบุตรสาวคล้ายปลอบโยน แล้วกล่าวว่า “ดึกมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด ประเดี๋ยวฝนจะตกเสียก่อน”
“เจ้าค่ะ!” เซวียหมิงเฟยลุกขึ้น พับรายการสินเดิมเก็บใส่ถุงหอมที่เอว “ท่านแม่ ลูกกลับก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็รีบเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ”
ด้านนอกลมพายุโหมกระหน่ำ เมฆฝนดำทะมึนปกคลุมเหนือศีรษะ
ฮูหยินเจียงเดินมาส่งบุตรสาวที่หน้าประตูห้อง ด้วยความเป็นห่วงจึงสั่งว่า “ชิงถาน ไปส่งคุณหนูใหญ่กลับเรือน”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” ชิงถานเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งของเรือนทิงหลาน เป็นรองเพียงแม่นมหลิน นางรับใช้ใกล้ชิดฮูหยินเจียง จึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง
……
“คืนนี้เกรงว่าคงจะมีพายุฝนกระหน่ำ”
“คงจะเป็นเช่นนั้น อากาศวันนี้ช่างประหลาดแท้”
หลังจากส่งเซวียหมิงเฟยแล้ว ชิงถานก็เดินฝ่าลมราตรีที่พัดแรงกลับเรือนทิงหลาน ระหว่างทางผ่านศาลาโอ่วเซียง นางได้ยินเสียงสาวใช้ในจวนลอยมาตามลม
นางไม่ได้ใส่ใจ เพียงเดินตามหลังคนทั้งสองไป
“คุณหนูใหญ่ใกล้จะออกเรือนแล้ว ไม่รู้เหตุใดจึงยอมทิ้งจวนเจิ้นกั๋วกง ต่อให้เจิ้นกั๋วกงผู้นั้นจะแย่เพียงใด ก็ยังเป็นถึงกั๋วกงขั้นหนึ่งเชียวนะ”
“งานแต่งของคุณหนูใหญ่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เล็ก หากไม่แต่งก็เท่ากับผิดสัญญามิใช่หรือ?”
“ที่พูดมาก็ถูก”
หนึ่งในนั้นพยักหน้า ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
ชิงถานที่เดินตามหลังมาได้ยินเข้าพอดี ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาบนศีรษะ ทำเอานางมึนงงตาลายไปหมด
“จริงสิ เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าคุณหนูใหญ่หน้าตาคล้ายอนุชิวมากกว่า ส่วนคุณหนูรองกลับดูคล้ายฮูหยินของพวกเรามากกว่า...”
ประโยคต่อจากนั้น ชิงถานแทบไม่กล้าฟังต่อ
ในหัวของนางปรากฏใบหน้าของคุณหนูทั้งสองขึ้นมา
“เปรี้ยง—”
สายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่ากลางท้องฟ้ายามราตรี ทำเอาสาวใช้สองคนข้างหน้ากรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป
ส่วนชิงถานในยามนี้ ทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเหน็บของต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ทั่วร่างกลับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาพร่าพราย
เมื่อเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าก็ไร้ผู้คนแล้ว
โคมไฟที่แขวนอยู่ตามจุดต่างๆ ในจวนแกว่งไกวอย่างรุนแรงท่ามกลางลมพายุ แสงเทียนวูบไหว เงาสลัวสั่นไหว
ดูน่ากลัวยิ่งนัก
นางดูเหมือนจะ…
ค้นพบเรื่องราวใหญ่โตเข้าเสียแล้ว
หากเป็นจริงดังที่นางคิด พฤติกรรม “แปลกประหลาด” ของอนุชิวตลอดหลายปีมานี้ ก็สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี
เหตุใดนางจึงได้ร้ายกาจต่อคุณหนูรองนัก แต่กลับเอาอกเอาใจคุณหนูใหญ่เป็นที่สุด
ครั้งหนึ่ง ชิงถานเคยแอบคุยกับพี่น้องในเรือนทิงหลานว่าอนุชิวนั้นโง่เขลายิ่งนัก
ต่อให้นางประจบเอาใจคุณหนูใหญ่ไปก็ไร้ประโยชน์…
ฝีเท้าเร่งรีบขึ้น แม้ลมราตรีจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่อาจหยุดยั้งนางจากการรีบกลับเรือนทิงหลานได้