ตอนที่ 7
บทที่ 7
September 18, 2026
“แม่นม!”
เซวียหว่านอี้ในชุดลำลองเดินออกมายังโถงหน้า นางแย้มยิ้มพลางยอบกายคารวะแม่นมหลิน
แม่นมหลินเห็นดังนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบ “คุณหนู มิได้นะเจ้าคะ”
เซวียหว่านอี้ที่อยู่ตรงหน้าสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเล็กหมดจดไร้เครื่องประทินโฉม แววตาคู่นั้นกำลังมองนางด้วยแววตายิ้มแย้ม
ยิ่งมองแม่นมหลินก็ยิ่งตระหนกตกใจ คำตอบหนึ่งผุดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ จวนเจียนจะหลุดปาก
ไม่ทราบด้วยเหตุใด จิตใจของนางในยามนี้เริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว
เพียงเพราะคุณหนูรองที่อยู่ตรงหน้าช่างคล้ายคลึงกับฮูหยินเหลือเกิน คิ้วตาที่ดูอ่อนโยนนั้นแทบจะถอดแบบมาจากฮูหยินราวกับพิมพ์เดียวกัน
เหตุใดเมื่อก่อนนางถึงไม่ทันสังเกตเห็นนะ?
เซวียหว่านอี้เดินไปนั่งลงที่นั่งหลัก เจินจูยกน้ำชามาให้แม่นมหลินเรียบร้อยแล้ว
“ลมราตรีหนาวเย็น ฝนใหญ่กำลังจะตก แม่นมมาเวลานี้ ท่านแม่มีเรื่องอันใดสั่งความหรือ?”
แม่นมหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
นางได้ยินคำพูดของชิงถานจึงถือวิสาสะมาที่นี่เอง
ฮูหยินยังไม่ทราบเรื่อง และนางก็ยังไม่กล้าให้ฮูหยินล่วงรู้
เรื่องนี้จะเล็กก็เล็ก จะใหญ่ก็ใหญ่
หากเป็นเพียงความเข้าใจผิด นั่นย่อมดีที่สุด
แต่หากไม่ใช่ เกรงว่าตระกูลเซวียคงต้องประสบเคราะห์กรรมดั่งพายุฝนในค่ำคืนนี้ ผลที่ตามมามิอาจคาดเดาได้
“อีกสองวัน กรมตัดเย็บในวังจะมาวัดตัวตัดชุดให้คุณหนูรองที่จวน ฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวเฒ่ามาดูว่าคุณหนูยังขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่เจ้าค่ะ”
วาจานี้มิได้กล่าวเท็จ ยามตั้งสำรับมื้อค่ำฮูหยินได้กำชับไว้จริง
เพียงแต่บอกให้มาวันพรุ่งนี้
เซวียหว่านอี้ยิ้มละไม “ลำบากท่านแม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีข้าวของครบครัน มิได้ขาดเหลือสิ่งใด รบกวนแม่นมกลับไปเรียนท่านแม่แทนข้าด้วยว่า วันพรุ่งนี้ยามเช้าข้าจะไปคารวะขอบคุณท่านแม่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
แม่นมหลินมิได้ใส่ใจเรื่องคำขอบคุณ
แต่เพราะรอยยิ้มของเซวียหว่านอี้ หัวใจของนางแทบจะกระดอนออกมาจากอก
ยามที่คุณหนูยิ้ม ช่างเหมือนฮูหยินราวกับแกะ
ทันใดนั้น แม่นมหลินก็คล้ายจะเข้าใจกระจ่างแจ้ง
ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่มีผู้ใดในจวนสังเกตเห็น
ยามนั้นคุณหนูรองมักจะยืนห่อไหล่หลังค่อม ใบหน้าอมทุกข์ตลอดทั้งวัน ไม่กล้าสบตาผู้คนในจวน ประกอบกับตัวตนที่ดูจืดจาง ย่อมดูไม่ออกเป็นธรรมดา
แต่คุณหนูในยามนี้ คิ้วตาผ่อนคลาย รอยยิ้มอ่อนโยน ทุกอากัปกิริยาแทบจะเหมือนฮูหยินถึงเจ็ดแปดส่วน
รูปโฉมของฮูหยินเจียงค่อนไปทางงดงามหมดจดและสง่าผ่าเผย ส่วนเซวียหมิงเฟยนั้นงามหยาดเยิ้มสมชื่อ เป็นความงามคนละแบบโดยสิ้นเชิง
บัดนี้ เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ แม่นมหลินลองวาดภาพใบหน้าของคุณหนูใหญ่ในห้วงความคิด ก็พลันรู้สึกราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
“เปรี้ยง—”
สิ้นเสียงกัมปนาท ทั่วทั้งเรือนก็สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงอื้ออึง
ไม่นานนัก เม็ดฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างกะทันหัน
“เช่นนั้น บ่าวขอตัวกลับเรือนทิงหลานก่อน คุณหนูรีบเข้านอนเถิดนะเจ้าค่ะ”
เซวียหว่านอี้ลุกขึ้นเดินไปส่งที่ระเบียงหน้าโถง
“เจินจู ฝนตกหนักนัก กางร่มไปส่งแม่นมด้วย”
แม่นมหลินอยากจะปฏิเสธ แต่เจินจูตอบรับเรียบร้อยแล้ว
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
เจินจูกางร่มกระดาษน้ำมัน สองมือจับด้ามร่มไว้แน่น
แววตาเป็นประกายจ้องมองแม่นมหลิน
“แม่นม พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ”
แม่นมหลินหันกายกลับไป ย่อกายคารวะเซวียหว่านอี้
“บ่าวเฒ่าขอตัวเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเดินฝ่าสายฝน เร่งฝีเท้าจากไป
ฝนตกหนักปานฟ้ารั่วเช่นนี้ ต่อให้สนทนาเสียงดังสักเพียงใด เพียงไม่กี่ก้าวก็มิอาจได้ยินแล้ว
“คุณหนู บ่าวกลัวเจ้าค่ะ” เฝ่ยชุ่ยตัวสั่นเทา พยายามข่มความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ
เซวียหว่านอี้ยื่นมือออกไป กลางฝ่ามือถูกเม็ดฝนกระทบจนรู้สึกชาหนึบ
“นังเด็กโง่ กลัวอันใดกัน”
นางหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาฉายแววบ้าคลั่งชวนให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน
“การแต่งงานของข้าถูกกำหนดไว้แล้ว เว้นแต่ข้าจะตาย มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางยกเลิกได้เด็ดขาด”
“เฝ่ยชุ่ย...”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา คล้ายกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ท่ามกลางค่ำคืนฝนพรำนี้
เมื่อตกกระทบหูเฝ่ยชุ่ย กลับฟังดูเลื่อนลอยไม่สมจริง
“หากข้าตาย จวนสกุลเซวียอันใหญ่โตนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโทษเนรเทศ”
เพราะเย่จั๋วกำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้
หากเป็นผู้อื่น คงไม่มีอำนาจบารมีมากถึงเพียงนี้
ดูหมิ่นพระเมตตา ดูแคลนเจิ้นกั๋วกงผู้เป็นที่ “โปรดปราน” ของฝ่าบาท…