ตอนที่ 961
บทที่ 963 ฟังเข้าสิ นี่หรือคำคน
October 22, 2026
เฉินชางรอจนหลิวฉวนจากไป จึงนั่งลงข้างๆ หม่าเยว่ฮุยแล้ว ถอนใจ! หม่าเยว่ฮุยเห็นดังนั้นแล้วพลันฉุนขึ้นมาทันที เขาเอ่ยอย่าง อิจฉาว่า “ทีนี้วารสารประจำ ปีศัลยกรรมทรวงอกไม่ได้รู้จักคุณหมด แล้วหรือไง ทำไมถึงถอนใจอีก!” เฉินชางส่ายหน้า “ก็จริงครับ คนเราจะโลภเกินไปไม่ได้ วารสารประจำ ปีศัลยกรรมทรวงอกก็ยังพอไหว ที่จริง…ผมอยากให้ เดอะแลนซิตมาจองต้นฉบับกับผมมากกว่า” เฉินชางแค่เอ่ยเรียบๆ คำเดียว ทำให้เหล่าหม่าที่ตัดเล็บอยู่ตัดโดนเนื้อไปด้วย ทำให้ทุกคนที่เขียนประวัติอาการป่วยอยู่เคาะสเปซบาร์ดังแก๊ก ๆ ทำให้เฉียวเฉิงอันที่อยากเข้ามาคุยกับเฉินชางจากไปทั้งโมโหทำให้คนที่เดิมทีอิจฉาและรู้สึกว่าเฉินชางขัดหูขัดตาเหล่านั้น กำหมัดแน่นยิ่งขึ้น! “ฟังเข้าสิ คนเขาพูดกันแบบนี้หรือ” นี่เป็นคำพูดที่คนคนหนึ่งควรพูดออกมาหรือ พูดว่าวารสารประจำ ปีศัลยกรรมทรวงอกก็ยังพอไหวอะไรกัน นั่นมันท็อปสามของวงการไหมล่ะ นั่นมันวารสารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการศัลยกรรมทรวงอก คุณบอกว่ายังพอไหวหรือ เดอะแลนซิต! ทำไมคุณไม่ไปหาเซลล์หรือเนเจอร์[1]… ทุกคนโกรธอยู่ในใจ ขนาดเหล่าหม่ายังลูบอก รู้สึกเลือดลม ติดขัด เขารู้สึกว่าตนเริ่มมีน้ำโหเล็กน้อย ถ้าไม่ระบายออกมาจะ ถึงกับจะพัฒนาเป็นต่อมโมโห โมโหโว้ย! ไอ้เฉินชางนี่ไร้สาระขึ้นทุกที ถุย!หน้าเหล่าหม่าเริ่มเส้นเอ็นปูดโปน ในใจเต็มไปด้วยความ แค้นเคือง! แต่ข้อดีที่ใหญ่ที่สุดของเหล่าหม่าคนนี้ก็คือไร้สมอง เขาเห็น เฉินชางอ่านบทความอยู่จึงเปลี่ยนความคิดทันที “เสี่ยวเฉิน คุณว่า…ผมเพิ่มชื่อได้ไหม” หม่าเยว่ฮุยมองเฉิน ชางด้วยสีหน้าวาดหวัง เฉินชางได้ยินแล้วอึ้งไปทันที “ในบทความโชว์ชื่อจริงของผู้ป่วย ได้หรือครับ” ทุกคนที่อยู่รอบๆ เกือบขำพรืดออกมา! หม่าเยว่ฮุยเตือนตัวเองตลอดเวลา อย่าโมโหๆ โมโหแล้วไม่ได้ กินดีอยู่ดี ขณะที่หม่าเยว่ฮุยคิดหาทางในภาวะคับขัน รถฉุกเฉินก็นำ ผู้ป่วยคนหนึ่งมาส่ง เหล่าหม่าจึงไม่สนใจจะล้อเล่น เขาหุบยิ้มแล้วรีบลุกออกไปรับหน้า เฉินชางเองก็เดินตามเขาออกไปติดๆ“ผู้ป่วยเพศชาย อายุห้าสิบเอ็ดปี ปวดท้องเฉียบพลันร่วมกับเจ็บหน้าอกรุนแรงมาอาทิตย์หนึ่งแล้วหนักขึ้นมาหนึ่งวัน…”หมอที่ตามมากับรถฉุกเฉินรีบทวนประวัติอาการป่วยเหล่าหม่าเห็นดังนั้นจึงรีบเรียกพยาบาลมาเข็นเปลแล้วเริ่มเคลื่อนย้ายตอนนี้ต่อให้ผู้ป่วยมีสติรู้ตัวดี แต่…เห็นได้ชัดว่าดวงตาทั้งสองเซื่องซึม ถึงขั้นค่อนข้างเหม่อลอยคนที่ตามชายคนนี้มาเป็นชายชราอายุเจ็ดสิบกว่าปีคนหนึ่งกับหญิงชราอายุไล่เลี่ยกันคนหนึ่งทั้งสองประคองกันลงมาจากรถฉุกเฉิน ออกแรงกันไปมากหลังจากมาถึงห้องฉุกเฉิน หญิงชราก็มองหม่าเยว่ฮุยด้วยสีหน้ากังวล “หมอคะ ช่วยลูกฉันเถอะค่ะ! เขา…เป็นคนน่าสงสาร…”หม่าเยว่ฮุยพยักหน้าไวๆ “ได้ครับ คุณวางใจเถอะครับ!”จากนั้นหม่าเยว่ฮุยก็ส่งสายตาให้พยาบาลที่อายุมากคนหนึ่งแล้วจึงกำชับว่า “อาหลิว ดูแลคุณลุงคุณป้าที”พยาบาลพยักหน้า รีบลุกออกมาประคองผู้ชราแผนกฉุกเฉินมักจะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายเสมอเช่นแม่คนหนึ่งพาลูกมาหาหมอ อาการลูกไม่รุนแรง แต่ผลออกมาแม่ตกใจจนป่วยหม่าเยว่ฮุยมากด้วยประสบการณ์ในห้องฉุกเฉิน ต่อให้ปกติแล้วดูเผินๆ จะเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ถึงกับค่อนข้างสะเพร่า แต่ที่จริงเขามีนิสัยละเอียดรอบคอบ ถึงขนาดนึกถึงเรื่องที่คนอื่นนึกไม่ถึงได้ตอนนั้นที่อวี๋หย่งกังพาทีมมือฉมังเข้าร่วมการแข่งขันแผนกฉุกเฉินนานาชาติ เหล่าหม่าก็ทำความดีความชอบไว้จริงๆ!เฉินชางเห็นภาพนี้เข้าจึงย่อมได้เรียนรู้ไปด้วยด้านหม่าเยว่ฮุย หลังจากเข็นชายคนนั้นเข้าห้องฉุกเฉินแล้วก็รีบเอ่ยว่า “ตอนนี้คุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนครับ”แววตาชายคนนั้นค่อนข้างเหม่อลอย “ผม…รู้สึกปวดกระเพาะตรงนี้…ก็ไม่สบายครับ!”ชายคนนั้นวาดนิ้วที่บริเวณกระเพาะและซี่โครงท่อนล่างพอหม่าเยว่ฮุยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้เข้า อาการแรกที่เขารับมือไม่ใช่อาการปวดกระเพาะ แต่เป็นการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้าดู มิหนำซ้ำ ผู้ป่วยอายุห้าสิบเอ็ดปี สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกยังต้องตัดความน่าจะเป็นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายทิ้งไปบ่อยครั้งผู้ป่วยหลายคนที่มาแผนกฉุกเฉินดูเหมือนปวดกระเพาะ แต่ที่จริงแล้วมีปัญหาเรื่องหัวใจดังนั้นหม่าเยว่ฮุยจึงรีบพูดกับเสี่ยวเคอว่า “เสี่ยวเคอ รีบไปดึงเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาเครื่องหนึ่ง”พอพูดจบก็ลงมือใส่ท่อออกซิเจนให้ผู้ป่วย จากนั้นเขาก็รออย่างใจเย็นตอนนี้พยาบาลอาหลิวก็ช่วยคนชราเดินเรื่องแล้ว จึงหยิบบันทึกการรักษาเข้ามา