ตอนที่ 338
บทที่ 339 แผนการเริ่มแล้ว(5)——ชายหนุ่มมากรัก เซ่ปี้อาน
October 28, 2026
“ใต้เท้าพระสัสสุระครับ ถ้าหากคุณเป็นอะไรไป พวกเราไม่สามารถอธิบายต่อจักรพรรดิเยว่ตี้ได้” เปียนเซิงหยงเอ่ยปากพูด
เขาเป็นลูกน้องคนแรกของจอมพลโจง
มีสิทธิ์พูดในเวลานี้ได้
“ฉันมาหนานโจว ไม่ได้เพื่อมาสุขสบาย ฉันมาเพื่อสร้างผลงาน สร้างสง่าราศีต่อประเทศหนานเยว่ให้กับจักรพรรดิเยว่ตี้หรือก็คือลูกเขยของฉัน ถ้าหากพวกนายไม่เห็นด้วย อย่างนั้นก็มีเพียงแค่รายงานต่อลูกเขยของฉันแล้วละ”
ฝูหยูเอาแต่เรียกลูกเขย ทำให้ทุกคนมีความกดดันอย่างมาก
สามารถเรียกจักรพรรดิเยว่ตี้ว่าลูกเขยได้ ก็มีเพียงแค่ท่านนี้คนเดียวแล้ว
ทุกคนไม่สามารถตอบได้
สุดท้าย ฝูหยูจึงส่งสายตาสอบถามไปยังตัวของจงชิว “จอมพลโจง คุณคิดยังไง?”
“พระสัสสุระ คุณใจร้อนมากเกินไปหรือเปล่าครับ?”
ดวงตาที่เกียจคร้านของจงชิวเงยขึ้นมอง
“ใจร้อน? เพื่อความรุ่งโรจน์ต่อประเทศหนานเยว่ของฉัน ฉันยินดีจะทิ้งชีวิตนี้ในสนามรบ ไม่มีอะไรใจร้อนไม่ใจร้อน ฉันแค่ถามนาย ตกลงมั้ย?” ฝูหยูถามอีกครั้ง
น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ
มีความน่าเกรงขามอย่างมาก ยังไงซะก็เป็นพระสัสสุระ
“ผมตอบตกลงอยู่แล้ว แต่ว่า ทหารเพียงห้าหมื่นนายมันไม่พอ หนึ่งแสนนายแล้วกันครับ หน่วยทหารนายพลมีผมเฝ้าอยู่ ทหารสองแสนห้าหมื่นนาย ถึงแม้คนๆนั้นจะมาโจมตีจริงๆ ผมก็สามารถปราบปรามได้” จงชิวพูดช้าๆ
“งั้นก็ดี”
ฝูหยูพยักหน้า ออกไปจากหน่วยทหารนายพล
แต่ว่า ภายในแววตาเกียจคร้านของจงชิว มีความเยือกเย็นแวบเข้ามา สุดท้ายก็พูดออกมาว่า “เจ้าโง่”
ฝูหยูคนนี้ วันนี้แข็งกร้าวมากขนาดนี้ เป็นเพราะต้องการแบ่งอำนาจ
จักรพรรดิเยว่ตี้เชื่อใจเขา แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆก็เชื่อใจเขาเช่นกัน
ฝูหยูคนนี้ เป็นทั้งรัฐมนตรีและพระสัสสุระ ทั้งฐานะและความสามารถล้วนแกร่งกล้า ครั้งนี้ที่ออกมา ไม่ใช่เพื่อควบคุมดูแลกองทัพเท่านั้น ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดอะไร เป็นเพราะหาโอกาสไม่ได้ก็เท่านั้น
ตอนนี้มีโอกาสแล้ว ก็เสนอหน้าออกมา
แล้วยังเรียกลูกเขยอีกด้วย ดูแข็งกร้าวอย่างมาก
แต่ว่าเขาไม่สามารถขัดขวางฝูหยูคนนี้ได้ เขาเป็นนายพล ไม่ใช่คนโง่ เดิมทีตอนนี้สามารถสั่งการทหารแปดแสนนายได้ เก่งเกินหน้าเกินตาแล้ว แล้วยังมองข้ามพระสัสสุระ คนๆนี้ที่เป็นตัวแทนจักรพรรดิเยว่ตี้
อย่างนั้น เขาก็ไม่ไกลจากความตายแล้ว
แต่ว่า ที่เขาบอกว่าฝูหยูคนนี้เป็นเจ้าโง่ เพราะว่า ตอนนี้ศัตรูยังไม่กำจัดทิ้ง ฝูหยูคนนี้ก็คิดอยากจะแบ่งผลงาน แบ่งอำนาจทหารแล้ว เขามองตัวเองเก่งไปแล้วดูถูกเทพสงครามคนนั้นมากไปแล้ว
บางครั้ง เขาก็เอือมระอาต่อพวกนายพลเช่นกัน
ส่วนฝูหยูที่กลับมาถึงเต็นท์ใหญ่ขงตัวเองก็นั่งลงดื่มชาแก้วหนึ่ง ทางด้านหลังก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา ท่าทางลับๆล่อๆ ดูแล้วไม่ใช่คนดี
“ใต้เท้าครับ เป็นยังไงบ้างครับ?” ชายหนุ่มพูด
“ถือว่าราบรื่น จงชิวนั่นไม่กล้าขวางฉัน”
ฝูหยูดื่มชาคำหนึ่ง แล้วพูดว่า “ไม่เพียงแต่ไม่กล้าขวางฉัน แล้วยังเพิ่มกำลังทหารให้ฉันอีกห้าหมื่นนาย บวกกันแล้ว เป็นหนึ่งแสนนาย ฮ่าๆ รวมทั้งหมดเป็นหนึ่งแสนนาย ถึงแม้ให้ฉันเผชิญหน้ากับเทพสงครามอันดับหนึ่งของต้าหัวคนนั้นในตอนนี้ ฉันก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้”
เขามั่นใจต่อตัวเองมาก
คิดมาตลอดว่า ถ้าหากตัวเองไม่ได้เดินทางสายวรรณกรรม อย่างนั้นก็ไม่มีทางพ่ายให้กับจงชิวแน่นอน
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างตอนนี้ ตัวเองก็ไม่พ่ายต่อจงชิว
“จงชิวคนนี้ ยังถือว่ารู้จักคิด ยังไม่คิดว่าได้การชื่นชมจากฝ่าบาท แล้วหยิ่งผยอง แต่ว่า นี่ก็ไม่แน่นอน บางทีอาจจะเก็บซ่อนไว้ แล้วตอนนี้ยังไม่กล้าต่อต้านก็เท่านั้น ลูกเขยของฉัน โง่มากไปจริงๆ และเชื่อใจจงชิวนั่นมากเกินไปแล้ว ภายในกองทัพทหาร ศักดิ์ศรีของจอมพลโจง ใกล้จะมากยิ่งกว่าลูกเขยของฉันแล้ว เขาไม่รู้จักทักษะของจักรพรรดิ งั้นฉันก็จะช่วยเขารับอำนาจไว้เอง”
“จงชิวคนนี้ จะต้องกำจัดแน่นอน ส่วนเทพสงครามอันดับหนึ่งของต้าหัวคนนั้น มีทหารเพียงแค่หนึ่งแสนนาย พวกเรามีเจ็ดแสนห้าหมื่นนาย แนวคิดยังไง ต่างกันราวฟ้ากับเหว ถึงแม้จะนอนให้มันมาฆ่า มันก็ยังต้องใช้เวลาฆ่าไปหลายวัน”
ฝูหยูมั่นใจมาก
พวกเขาพูดถึงกองกำลังทหารที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทหารหนานเยว่ตั้งธงออกมาเป็นทหารหนานเยว่หนึ่งล้านห้าแสนนาย มุ่งหน้าสู่หนานโจว หนึ่งล้านห้าแสนนาย นี่คือประเพณีนิยม นำมาเพื่อใช้ขู่ผู้คน