ตอนที่ 1
บทที่ 1
September 18, 2026
ณ ห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่อบอวลอยู่ในอากาศชวนให้พะอืดพะอม โหลวซิงอิ๋นนอนทอดกายอย่างสิ้นแรงอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่หนาวเหน็บ แสงไฟนีออนบนเพดานดูพร่าเลือนพอ ๆ กับสติที่เหลืออยู่ของเธอ
เมื่อปลายสายกดรับ เธอไม่รอช้าที่จะเค้นเสียงพูดออกไป “ใบยินยอมผ่าตัดระงับการตั้งครรภ์ต้องมีญาติเซ็นชื่อ คุณมาที่โรงพยาบาลหน่อย”
ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจหนึ่ง
ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยจะดังลอดออกมา ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยกระแสความหงุดหงิด “คุณท้องตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมไม่รู้? โหลวซิงอิ๋น... จะเอาแต่ใจตัวเองก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย!”
“สรุปคุณจะมาหรือไม่มา?”
คำว่า เอาแต่ใจ ที่หลุดออกมาจากปากเขา เปรียบเสมือนลิ่มที่ตอกย้ำลงบนบาดแผล
“วันนี้ผมไม่มีเวลาว่างมาเล่นตลกกับคุณ!”
เมื่อเผชิญกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของโหลวซิงอิ๋น เหยียนเฟยฝานตวาดกลับอย่างพยายามข่มโทสะ
โหลวซิงอิ๋นรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบไปชั่วขณะ เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะลดโทรศัพท์ลงจากหู
ทว่าในวินาทีที่กำลังจะกดวางสาย เสียงจากสภาพแวดล้อมของปลายสายก็แว่วเข้ามา “ญาติคะ การผ่าคลอดเรียบร้อยดีมากค่ะ ยินดีด้วยนะคะได้ลูกแฝดชายหญิง!”
โลกทั้งใบของโหลวซิงอิ๋นพังทลายลงสู่ความมืดมิดในทันที
เขาก็อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ทว่าเขากำลังเฝ้าประคบประหงมพี่สะใภ้ที่เพิ่งให้กำเนิดทายาทอย่างชื่นมื่น
ในขณะที่ลูกแท้ ๆ ของเขาเอง กลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ถูกกำจัดทิ้งอย่างโดดเดี่ยว
เธอชักมือกลับแล้วกดวางสายอย่างไม่มีท่าทีลังเล
คุณหมอหญิงที่ใบหน้าประดับด้วยแว่นกรอบสีดำเดินเข้ามาหยุดที่ข้างเตียง เธอหยิบปากกาออกมาขีดเขียนลงบนเอกสารเสียงดัง แกรก ๆ
ก่อนจะถามโหลวซิงอิ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง “สามีคุณจะมาเซ็นชื่อได้เมื่อไหร่? ทางห้องผ่าตัดเตรียมการพร้อมหมดแล้วนะ!”
โหลวซิงอิ๋นสะกดกลั้นความโกรธ “ใบนี้จำเป็นต้องให้เขาเซ็นเท่านั้นเหรอคะ?”
คุณหมอ “...”
มือที่กำลังกรอกเอกสารชะงักกึก!
โหลวซิงอิ๋นสบตาหมอ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างน่าประหลาด “เขากำลังยุ่งอยู่กับการเฝ้าพี่สะใภ้คลอดลูก ใบนี้ ฉันเซ็นเองได้ไหมคะ?”
คำว่า ลูกแฝดชายหญิง จากปลายสายเมื่อครู่ยังคงวนเวียนเป็นหนามแหลมทิ่มแทงใจ
แววตาของคุณหมอฉายร่องรอยแห่งความเวทนาวูบหนึ่ง
ก่อนจะส่งเอกสารที่กรอกเสร็จแล้วให้คนตรงหน้า “ได้ค่ะ”
โหลวซิงอิ๋นตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว
คุณหมอยื่นยาเม็ดหนึ่งให้เธอ “ทานยาเม็ดนี้ก่อนนะคะ อีกครึ่งชั่วโมงเริ่มการผ่าตัด”
เธอยอมกล้ำกลืนยาเม็ดขมปร่าลงคอ
เธอเป็นคนกลัวความขม ทว่าในยามนี้ เธอกลับปล่อยให้ความขมปร่าของยาแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากอย่างไม่แยแส ราวกับจะย้ำเตือนว่ารสชาติของชีวิตหลังจากนี้
...
ช่วงพลบค่ำ ยามแสงอาทิตย์สุดท้ายลาลับขอบฟ้า
หลังจากพักฟื้นและสังเกตอาการหลังผ่าตัดเสร็จ โหลวซิงอิ๋นขับรถกลับไปยังคฤหาสน์ที่เคยเรียกว่าเรือนหอด้วยร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงเพียงลำพัง
ป้าหวัง แม่บ้านที่ดูแลคฤหาสน์แห่งนี้เห็นใบหน้าซีดเผือดของเธอ จึงตกใจจนตัวโยน “คุณนายรองเป็นอะไรไปคะ ทำไมหน้าซีดแบบนี้?”
เมื่อได้ยินเสียงป้าหวัง โหลวซิงอิ๋นทอดมองไปยังเจ้าของเสียงด้วยสายตาว่างเปล่า
เธอฝืนฉีกยิ้มออกมาประดับบนใบหน้าทั้งที่หน้ายังซีดเซียว “ป้าหวังคะ พอดีฉันหิวนิดหน่อยค่ะ”
ตั้งแต่เช้า เธอถูกพาไปที่บ้านใหญ่เพื่อร่วมงานเลี้ยง
แต่ยังไม่ทันได้ทานอะไร เซี่ยอวี่อิงพี่สะใภ้คนโปรดก็เกิดอาการปวดท้องกะทันหันและมีเลือดออกมาก
ทั้งบ้านวุ่นวายโกลาหลเพื่อส่งตัวหล่อนไปโรงพยาบาล
เซี่ยอวี่อิง คือภรรยาของ เหยียนเฟยหยวน ซึ่งเป็นพี่ชายของเหยียนเฟยฝาน เมื่อครึ่งปีก่อนเหยียนเฟยหยวนประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนไม่เหลือแม้แต่ซาก
ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าเซี่ยอวี่อิงหรือเด็กในท้องจะมีปัญหาอะไร เพียงแค่โทรศัพท์กริ๊งเดียว เหยียนเฟยฝานเป็นต้องรุดไปหาทันที!
ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายในวันนี้แล่นเข้ามาในหัวของโหลวซิงอิ๋น
ตอนที่เซี่ยอวี่อิงเริ่มปวดท้อง แรงผลักที่อีกฝ่ายกระทำต่อเธอนั้นมหาศาลจนเธอล้มกระแทกพื้นและลุกไม่ขึ้น
ทว่าในตอนนั้น ทุกสายตากลับจับจ้องไปที่เซี่ยอวี่อิงที่ร้องโวยวายจะเป็นจะตายด้วยความเจ็บปวด
เหยียนเฟยฝานอุ้มพี่สะใภ้เดินผ่านตัวเธอไป
เธอเอื้อมมือไปคว้าขากางเกงของเหยียนเฟยฝานไว้เพื่อบอกเขาว่า [ฉันปวดท้องเหลือเกิน!]
แต่ ณ ตอนนั้น เหยียนเฟยฝานกลับส่งสายตาสื่อคำพูดในห้วงความคิดของเขาว่า อย่ามางี่เง่า ออกมาให้เธอเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะอุ้มเซี่ยอวี่อิงเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ป้าหวังเห็นเธออ่อนแรงมาก
เธอจึงเข้าไปประคองร่างของโหลวซิงอิ๋นไปนั่งที่ห้องอาหาร “ในครัวเพิ่งทำอาหารเสร็จพอดี เดี๋ยวป้ายกมาให้นะคะ”
ไม่นานนัก ข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมกับเครื่องเคียงก็มาวางไว้ตรงเบื้องหน้าเธอ
ขณะที่เธอกำลังฝืนทานข้าวต้มที่ป้าหวังจัดให้ เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
เหยียนเฟยฝานเดินเข้ามาพร้อมกับตู้หลานเจิน ผู้เป็นมารดา
เมื่อสายตาของตู้หลานเจินเหลือบไปเห็นโหลวซิงอิ๋น เธอเกือบจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ ทว่าเมื่อตระหนักได้ว่าวันนี้ตระกูลเหยียนมีเรื่องมงคล เธอจึงยอมละเว้นเป็นกรณีพิเศษ
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ชายตามองเอ่ยทักทายใด ๆ กับโหลวซิงอิ๋นแม้แต่น้อย
เธอเพียงหันไปบอกลูกชายตนเองว่า “แม่ขึ้นไปหยิบของก่อนนะ”
“ครับ”
ตู้หลานเจินเดินตรงขึ้นชั้นบนไปทันที
เหยียนเฟยฝานเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามโหลวซิงอิ๋น