ตอนที่ 4
บทที่ 4
September 18, 2026
“คารวะฮูหยินเจ็ดขอรับ”
บ่าวรับใช้สองคนที่ยืนเฝ้าคลังสมบัติอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นนาง ก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“เปิดคลังสมบัติ ข้าจะเข้าไปเอาเงินสักหน่อย”
มู่หนิงแสดงท่าทีหยิ่งผยอง จงใจแสร้งทำตัวเป็นเจ้าของร่างเดิมที่อวดดีจองหองคนนั้น
“ขอรับ”
บ่าวรับใช้ไม่ได้ขัดขวาง เปิดประตูให้นางเข้าไปโดยตรง
ตอนนี้ในจวนแม่ทัพใครบ้างจะไม่รู้ว่านางกำลังตั้งท้องคุณชายน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าและเหล่าฮูหยินน้อยยังได้กำชับไว้เป็นพิเศษว่า หากนางต้องการเอาสิ่งใดก็ให้นางเอาไป ห้ามขัดขวางใด ๆ ทั้งสิ้น
ณ ห้องโถงใหญ่จวนแม่ทัพ
ฮูหยินผู้เฒ่าโม่และเหล่าลูกสะใภ้เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ ก็พบว่าโม่จิ่นยวนนอนคว่ำอยู่บนเปลหาม ถูกทิ้งไว้บนพื้นอย่างไม่ไยดี ด้านหลังของเขายังเต็มไปด้วยเลือด
“จิ่นยวน”
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินโซเซเข้าไปข้างหน้า ทรุดตัวลงบนพื้นเพื่อดูอาการบาดเจ็บของโม่จิ่นยวนด้วยความเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง แต่ก็กลัวว่าจะไปสัมผัสโดนบาดแผลของเขา จึงได้แต่ชักมือที่สั่นเทากลับมา
“น้องเจ็ด”
พี่สะใภ้หลายคนมองโม่จิ่นยวนที่บาดเจ็บสาหัสอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในใจพลันลุกโชนไปด้วยความโกรธ
“พวกเจ้ายืนบื้ออยู่ทำอะไร ยังไม่รีบไปตามหมออีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าโม่เห็นว่าข้างกายนางไม่มีหมอแม้แต่คนเดียว ก็สั่งการบ่าวรับใช้ชายหญิงที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยความโมโหและร้อนใจ
“ฮูหยินผู้เฒ่าโม่ ฝ่าบาทรับสั่งว่า ก่อนที่เรื่องบางอย่างจะถูกสืบสวนอย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้มีหมอมารักษาท่านแม่ทัพขอรับ”
เจ้ากรมเฉินเดินมาอยู่ข้างกายนาง ยิ้มด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
จากนั้นก็ประสานหมัดยกสูงขึ้นเหนือไหล่ซ้าย ประกาศราชโองการปากเปล่า “ฝ่าบาทมีราชโองการ ทุกคนจงฟังคำสั่ง แม่ทัพโม่แอบสมคบคิดกับคนในท้องพระคลัง ยักย้ายถ่ายเททองคำและอัญมณี บัดนี้ให้ไปตรวจค้นที่คลังสมบัติทันที”
ฮูหยินผู้เฒ่าโม่ได้ยินดังนั้น ก็โกรธจนหน้าซีดเผือด ตวาดลั่น “พูดจาเหลวไหล ตระกูลโม่ของข้าทำการใดล้วนเปิดเผยเที่ยงธรรม ทุกคนล้วนจงรักภักดีต่อบ้านเมือง จะทำเรื่องขโมยของในท้องพระคลังได้อย่างไร”
สมัยนางยังสาว ก็เคยเป็นถึงแม่ทัพหญิงแห่งยุค เมื่อบุตรชายถูกใส่ร้ายอย่างกะทันหัน แค่ใช้สมองคิดก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือของใคร
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า ตระกูลโม่ของพวกเขาปกป้องบ้านเมืองมาหลายชั่วอายุคน สุดท้ายกลับต้องมาถูกฮ่องเต้หวาดระแวง เพียงเพราะอำนาจในการกุมกองกำลังทหารที่แข็งแกร่ง
เจ้ากรมเฉินมีสีหน้าชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ แค่นเสียงเย็น “มีหรือไม่มี ให้คนของข้าไปตรวจค้นที่คลังสมบัติจวนแม่ทัพสักรอบ ความจริงย่อมกระจ่างเอง”
“พวกเราทำการใดล้วนสุจริตเที่ยงธรรม ไม่กลัวการตรวจค้น แต่หากเป็นการใส่ร้ายน้องเจ็ดของพวกเรา ก็หวังว่าฝ่าบาทจะทรงให้คำอธิบายด้วย”
พี่สะใภ้สามเฉินจือหลานเดิมทีก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว นางจ้องมองไปยังเจ้ากรมการคลังเขม็ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ยังไม่รีบไปอีก”
เจ้ากรมเฉินขยิบตาให้ลูกน้องที่อยู่ข้างกาย ส่งสัญญาณว่าให้พวกเขาไปได้แล้ว จากนั้นก็เอ่ยปากเตือนอีกครั้ง “ในช่วงเวลานี้ ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ ห้ามออกไปจากที่นี่โดยพลการ บ่าวรับใช้ชายหญิงในจวน ก็ห้ามเดินเพ่นพ่านตามอำเภอใจ”
ทางด้านคลังสมบัติ
หลังจากที่มู่หนิงเข้ามา ข้าวของข้างในยังคงอยู่ในสภาพเดิม มีเพียงหีบไม่กี่ใบและเสบียงอาหารหลายกระสอบ อีกทั้งยังเป็นชนิดที่ปนรำข้าวละเอียดด้วย
เดิมทีตระกูลโม่สร้างผลงานการรบไว้มากมาย ย่อมได้รับของพระราชทานไม่น้อย แต่เพราะคนตระกูลโม่ใจบุญ ทุกปีจะใช้เงินซื้อข้าวของเครื่องใช้แจกจ่ายให้ชาวบ้าน ซ้ำยังถูกเจ้าของร่างเดิมผลาญไปอีก ในคลังสมบัติจึงว่างเปล่าจนแม้แต่ขโมยเข้ามาก็ยังต้องส่ายหน้า
แต่สำหรับนางที่รู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ดี ย่อมรู้ว่าในหีบเหล่านี้ มีคนแอบนำทองคำและอัญมณีจากท้องพระคลังมาซุกซ่อนไว้นานแล้ว
มู่หนิงรีบเปิดหีบทั้งแปดใบออกทันที และก็เป็นจริงอย่างที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ กรมการคลังตรวจพบของจากท้องพระคลังที่นี่
เมื่อมองแวบแรก นอกจากหีบสองใบที่บรรจุทองคำแล้ว อีกหกหีบที่เหลือ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ไม่มีเวลามาตรวจสอบว่าเป็นของอะไรบ้าง นางเก็บทั้งหมดเข้าไปในมิติ สุดท้ายก็โยนเงินแท่งสองสามก้อนที่ขโมยมาจากจวนอัครเสนาบดีทิ้งไว้ในหีบใบหนึ่ง
“ฮูหยินเจ็ดเดินทางดี ๆ ขอรับ”
ตอนที่มู่หนิงจากไป บ่าวรับใช้ยังคงคำนับให้นาง