ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ปลอมตัวเป็นชายออกรบแทนพ่อ แต่กลับตายอย่างอนาถ
September 23, 2026
อากาศร้อนระอุ แสงแดดแผดเผา
ข้างศาลาอำลาที่ชานเมือง มีเสาไม้ยาวตั้งอยู่ มีคนถูกมัดอยู่บนนั้นมาสามวันแล้ว
ผมเผ้าของนางรุงรังและส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ เสื้อผ้าบนร่างกายสกปรกมอมแมม ดูไม่เหมือนคุณหนูจวนแม่ทัพเลยสักนิด
หยดเหงื่อได้ไหลย้อยลงมายังสันจมูกของสวี่จิ้งยาง นางลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยอย่างอ่อนแรง
“น้ำ…น้ำ…” นางหันไปมองพวกชาวบ้านที่มามุงดู ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
แม้จะเปล่งเสียงอย่างสุดกำลัง แต่ระดับเสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับแผ่วเบาเหลือเกิน
เพราะนางถูกน้องชายแท้ๆวางยาตั้งแต่แรก ไม่สามารถส่งเสียงพูดได้
ทันใดนั้น ลูกศรสั้นที่ถูกลับจนแหลมคมได้พุ่งมาทางนาง และแทงเข้าหน้าท้องของสวี่จิ้งยางอย่างจัง
นางเจ็บปวดจนร้องเสียงตัน มุมปากมีเลือดสดไหลออกมา
เมื่อพวกชาวบ้านเห็นชายหนุ่มที่สวมชุดผ้าไหมจิ่นถือธนูขี่ม้าเข้ามา ต่างก็พากันหลีกทางให้
คนที่มาก็คือน้องชายของสวี่จิ้งยาง สวี่หมิงเจิง
เขามองดูชาวบ้านที่ล้อมอยู่รอบๆ “ทุกท่าน คนผู้นี้เมื่อก่อนเป็นพี่หญิงของข้า ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก ถูกพ่อข้าเลี้ยงไว้ที่ชนบท ดูแลให้อยู่ดีกินดีมาตลอด แต่คาดไม่ถึงหลังจากรับกลับมาอยู่ในเมืองหลวงก็มีนิสัยเปลี่ยนไปอย่างมาก”
“ไม่เพียงแต่พูดจาบ้าคลั่ง อ้างว่าตนเป็นพี่ชายแม่ทัพเทพยุทธ์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว และยังกล้าพูดจาโป้ปดในงานเลี้ยงวันเกิดของแม่ข้า บอกว่าตนเองได้ปลอมตัวเป็นผู้ชายไปสู้รบแทนท่านพ่อ”
“ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคของนาง ก็ทำให้พี่ชายที่เสียชีวิตอยู่ในสนามรบชายแดนกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนผู้หญิง นำผลงานความดีความชอบที่เขาทำเพื่อราชสำนัก เพื่อแคว้นต้าเยี่ยนมาเป็นของตน พวกท่านคิดว่านางคู่ควรหรือ!”
เอ่ยถึงเรื่องที่นางอ้างว่าเป็นแม่ทัพเทพยุทธ์ ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็ส่งเสียงลุกฮือขึ้นมา
แม่ทัพเทพยุทธ์คือใคร? นั่นคือเทพสงครามไร้เทียมทานหนึ่งเดียวของแคว้นต้าเยี่ยน ตอนมีชีวิตเคยผ่านศึกสงครามมายี่สิบเก้าครั้งซึ่งไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
ไม่เพียงแต่สามารถยึดพื้นที่เดิมกลับมาได้ ยังได้แก้แค้นแทนฝ่าบาทที่เคยถูกเหยียดหยามครั้งเมื่อเป็นตัวประกันอยู่ในแคว้นข้าศึก
“สัตว์เดรัจฉาน กล้าหมิ่นประมาทชื่อเสียงอันเกรียงไกรของแม่ทัพใหญ่เทพยุทธ์”
“ช่างไร้ยางอาย! แม่ทัพสวี่มีลูกชายที่โดดเด่นอย่างแม่ทัพเทพยุทธ์ จะมีลูกสาวที่จองหองทะนงตัวเช่นนี้ได้อย่างไร?”
พวกชาวบ้านเก็บก้อนหินขึ้นมาอย่างโมโห และขว้างปาใส่ตัวของสวี่จิ้งยาง
ไม่ใช่! ไม่ใช่อย่างนี้!
สวี่จิ้งยางอยากจะอธิบาย แต่นางไม่มีเสียงเปล่งออกมาเลยสักนิด
นางก็คือแม่ทัพเทพยุทธ์!
สิบปีก่อนท่านพ่อหกล้มจนขาหัก แต่กลับถูกเรียกตัวให้ไปช่วยคลี่คลายเหตุการณ์วุ่นวายในชายแดน
นางปลอมตัวเป็นชายไปออกสู้รบแทนพ่อ ตอนนั้นนางอายุแค่สิบสี่ปี
อายุสิบห้าปี ได้นำทหารม้านับร้อยโจมตีฐานทัพของข้าศึก เผาเสบียงอาหารแห้ง คลี่คลายภัยอันตรายในชายแดน
อายุสิบแปดปี ได้ตัดหัวแม่ทัพข้าศึกท่ามกลางทหารนับหมื่น ทหารข้าศึกแตกพ่าย และยึดดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้
อายุยี่สิบปี นำทหารสามกองทัพ สยบความวุ่นวายในแดนเหนือ กำราบชาวหมานอี๋
อายุยี่สิบสามปี นำกองทัพบุกแดนเหนือ พิชิตสิบสองเมืองอย่างต่อเนื่อง จับตัวผู้นำแคว้นข้าศึกมาได้ บีบบังคับให้เขาโกนหัวปลิดชีพตนเอง เพื่อแก้แค้นแทนฝ่าบาทที่ถูกเหยียดหยามในอดีตที่เคยเป็นตัวประกัน และถูกแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่เทพยุทธ์!
หลังจากสงครามใหญ่สงบลง นางกลัวว่าเรื่องที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายจะถูกเปิดเผย จึงจำเป็นต้องแกล้งตาย เปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงและกลับเมืองหลวง นึกว่าจะได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ใครจะคาดคิด คนในครอบครัวกลัวว่านางจะนำความเดือดร้อนมาให้ จึงได้รับเลี้ยงบุตรสาวบุญธรรมตั้งแต่แรกแล้ว และใช้สถานะของนาง สวมชื่อของนาง
ตอนแรกนางไม่เข้าใจ แต่ท่านพ่อเอ่ยว่า นางปลอมตัวเป็นชายเข้ากองทัพ เท่ากับหลอกลวงเบื้องสูง หากถูกเปิดเผยจะทำให้ทั้งตระกูลต้องพินาศ ลูกสาวที่สามารถออกหน้าออกตาของตระกูลสวี่ ไม่มีทางเป็นนางได้
ท่านแม่เอ่ยว่า นางเป็นลูกสาวคนโต อะไรที่ควรทนก็ต้องทน นี่ก็คือชะตากรรมของนาง
น้องชายเอ่ยว่า หลายปีมานี้นางไม่อยู่บ้าน มีพี่หญิงคนใหม่เป็นคนคอยปรนนิบัติดูแลพ่อกับแม่ จนขาของท่านพ่อหายดี จะต้องขอบคุณนาง
นางขี่ม้าทำสงครามมาสิบปี ทนทุกข์ลำบากมานับไม่ถ้วน ก็เพื่อต้องการให้ครอบครัวอยู่อย่างสงบสุข
สวี่จิ้งยางทนเห็นน้องสาวคนใหม่สวี่โหรวเจิงสวมชื่อของนางต่อหน้าต่อตา ถูกเรียกขานว่าเป็นน้องสาวคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เทพยุทธ์ เข้าวังหลวงรับบำเหน็จ
ฮ่องเต้ได้นำพระคุณที่แม่ทัพเทพยุทธ์ควรจะได้เสพสุข ประทานชดเชยให้กับตระกูลสวี่ทั้งหมด
แม่ทัพสวี่ถูกแต่งตั้งเป็นเวยกั๋วกง ได้รับเกียรติยศสืบทอดให้ทายาทเก้ารุ่น ถูกขนานนามว่าเป็นราชาหมวกเหล็ก ; ฮูหยินสวี่ได้รับบรรดาศักดิ์ขั้นหนึ่ง ; สวี่โหรวเจิงถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิง ภายหลังก็ได้รับพระราชทานสมรสกับรัชทายาท
แม้แต่น้องชายแท้ๆสวี่หมิงเจิง ก็ถูกยกย่องว่าเป็นเทพสงครามน้อย ได้รับเกียรติยศอย่างมากมาย
มีเพียงสวี่จิ้งยางที่ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง พ่อไม่ให้นางเปิดเผยตัวตน ไม่เช่นนั้นทั้งตระกูลก็ต้องแบกรับโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูง
ถึงแม้นางไม่คิดจะแย่งชิงอะไร แต่ตอนที่สวี่โหรวเจิงไปร่วมงานเลี้ยงของราชนิกุลชนชั้นสูง เมื่อกลับมาก็ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก
“อ๋องหนิงที่กลับมาจากชายแดน เอ่ยว่าข้ากับพี่ชายหน้าไม่คล้ายกันเลย ท่านแม่ ข้ากลัว หากอ๋องหนิงมาเยี่ยมเยียนพี่ชายที่จวน และเห็นใบหน้าของพี่หญิงจิ้งยาง…”
ทันใดนั้นสีหน้าของท่านแม่สวี่ก็ซีดขาวอย่างตกตะลึง
ผ่านไปสองวัน พวกเขาก็คิดจะให้สวี่จิ้งยางแต่งงานไปอยู่โยวโจว ห่างไกลจากเมืองหลวงเป็นหมื่นลี้
สวี่จิ้งยางไม่ยอม ท่านพ่อจึงบีบบังคับนาง “ตระกูลนี้ที่ข้าหามาให้เจ้าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยในเมืองนั้น เจ้าไม่ยอมแต่ง เพราะว่าอาลัยอาวรณ์ชื่อเสียงจวนแม่ทัพงั้นหรือ?”
สวี่จิ้งยาง “ชื่อเสียงนี้เดิมทีก็เป็นข้าที่สร้างขึ้นมา”
นางเพิ่งจะเอ่ยจบ แม่ทัพสวี่ก็คิดจะลงมือ แต่สวี่จิ้งยางตอบสนองเร็วมาก ขวางฝ่ามือที่คิดจะตบลงมาของเขาไว้ได้
แม่ทัพสวี่ด่าทออย่างโมโห “ลูกสาวทรพี! เจ้าอวดดีอะไร? แค่โชคเข้าข้างเท่านั้น ออกรบมาหลายครั้ง คิดว่าชนะสงครามก็ไม่ต้องเคารพบุพการีแล้วหรือ? พวกเราตามใจเจ้าจนเคยตัวซะแล้ว!”
“ช่างเถอะ!” เวลาคับขัน ท่านแม่ก็เอ่ยขึ้น “หลายปีมานี้สวี่จิ้งยางอยู่ที่ชายแดน ก็ได้รับความลำบากมาไม่น้อย เป็นพวกเราที่ผิดต่อนาง”
ตั้งแต่นั้นมา ท่านแม่ก็เอาใจใส่นางเป็นอย่างดี
ยังได้จัดงานเลี้ยงวันเกิดให้กับนาง
ในคืนนั้น แสงไฟอบอุ่น ทุกคนในบ้านอยู่กันอย่างพร้อมหน้า สวี่จิ้งยางนั่งอยู่ตรงกลางโดยมีผู้คนห้อมล้อมกันเต็ม
ท่านพ่อเผยรอยยิ้มออกมาซึ่งเห็นได้ไม่บ่อยนัก ท่านแม่กับน้องชายยกถ้วยสุรามาคารวะ
“จิ้งยาง วันเวลาที่ผ่านมา เจ้าต้องลำบากแล้ว” ท่านแม่เอ่ย “ดื่มสุราวันเกิดนี้แล้ว ก็ให้ละทิ้งความทุกข์ที่ชายแดนไปซะเถอะ ชีวิตที่เหลือล้วนจะมีแต่ความสงบสุขปลอดภัย”
มองดูสุราที่เหลืองขุ่น และรอยยิ้มที่อบอุ่นของคนในครอบครัว
สวี่จิ้งยางก็รู้สึกประทับใจขึ้นมา น้ำตาเจิ่งนองอยู่ในเบ้าตา