ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 หากำลังเสริม กลับจวนทวงคืนสถานะ
September 23, 2026
นางคลุมด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่สีคราม ข้างในเป็นชุดกระโปรงโทนเย็นสีขาวทั้งตัว
ไม่มีเครื่องประดับมากมาย เผยให้เห็นความสะอาดตาเรียบง่าย
เดินอยู่ท่ามกลางหิมะ สายลมดั่งใบมีดพัดผ่าน สวี่จิ้งยางกลับยืนตัวตรงตั้งแต่ต้นจนถึงเดี๋ยวนี้ ก้าวฝีเท้าเดินอย่างมั่นคง
นางมีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น…
จะไม่มีวันให้ผลงานที่ตนสร้างขึ้นมามอบให้คนอื่นได้เสพสุข
ตระกูลสวี่ไร้หัวใจดั่งแมลงดูดเลือด สิ่งที่ติดค้างนางต้องคืนให้นาง และชดใช้ให้นางเป็นสองเท่า ยังต้องชดใช้ด้วยชีวิต!
ครั้งนี้ นางจะสร้างทางเดินให้กับตนเอง
“คุณหนู รอข้าน้อยด้วย!” จู๋อิ่งกอดห่อผ้าอันเล็กของพวกนาง กระโดดลงมาจากรถม้าโดยตรง
นางจ่ายเงินค่าเช่ารถม้าให้กับคนขับรถม้าอย่างรีบร้อน แล้วก็วิ่งตามสวี่จิ้งยางไปทันที
แต่กลับเห็นสวี่จิ้งยางเดินหนึ่งก้าวคุกเข่าลงหนึ่งครั้ง จู๋อิ๋งตกตะลึง “คุณหนู นี่ท่าน…”
“ข้าจะนำทางให้ดวงวิญญาณของพี่ชาย จำเป็นต้องเดินหนึ่งก้าวโขกหัวหนึ่งครั้ง เจ้าไปตามรถม้ากลับมาเถอะ”
“ข้าน้อยจะอยู่เคียงข้างคุณหนู” จู๋อิ่งเลียนแบบท่าทางของสวี่จิ้งยาง คุกเข่าโขกหัวลงไป
สวี่จิ้งยางมองดูนางแวบหนึ่ง ในใจก็เอ่ยขึ้นว่าเป็นสาวใช้ที่ซื่อสัตย์จริงๆ
จู๋อิ่งเกือบจะถูกพ่อขายไปยังหอนางโลม สวี่จิ้งยางไปถึงก่อนที่จู๋อิ่งจะวิ่งชนกำแพงเพื่อฆ่าตัวตาย และซื้อนางเอาไว้
หญิงสาวคนนี้ติดตามมาตลอดทางอย่างซื่อสัตย์
มีจู๋อิ่งอยู่เคียงข้าง สวี่จิ้งยางก็ไม่โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพา
นางตัดสินใจดีแล้ว กลับไปครั้งนี้ นางไม่ควรเปิดเผยว่าตนเองคือแม่ทัพเทพยุทธ์เร็วเกินไป ไม่เช่นนั้นจะนำภัยมาสู่ตน
แต่ว่า น้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเทพยุทธ์ นางจะไม่ยอมเสียสละให้สวี่โหรวเจิง
ชางผิงโหวมีอำนาจและชื่อเสียงในราชสำนัก ไม่อย่างนั้นตระกูลสวี่คงไม่คิดจะตีสนิทกับฮูหยินชางผิงโหว
หากสวี่จิ้งยางต้องการสถานะน้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเทพยุทธ์ ก็ต้องหาที่พึ่งที่ร้ายกาจกว่าชางผิงโหว
ลำพังจดหมายลับเพียงหนึ่งฉบับยังไม่พอ นางยังต้องการคนช่วยเหลือในสถานการณ์ที่เร่งด่วน
หากนางจำไม่ผิด ชาติก่อนตอนนางกลับบ้าน เคยเจอรถม้าที่ตกหลุมกลางหิมะนอกเมืองหนึ่งคัน
เวลานั้นนางได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ไม่หวังการตอบแทนของอีกฝ่าย สะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป ต่อมาถึงได้รู้ว่า คนที่นั่งอยู่ข้างในเป็นคนมีอำนาจ
ท่ามกลางหิมะโปรยปราย สวี่จิ้งยางเดินหนึ่งก้าวคุกเข่าโขกหัวลงหนึ่งครั้ง
พวกนางทำเช่นนี้ จนเข้ามาใกล้เมืองหลวง
“คุณหนู ข้างหน้าก็คือประตูทิศเหนือของเมืองหลวงแล้ว” จู๋อิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ
ดวงตาดำขลับนิ่งเฉยของสวี่จิ้งยาง ก็มองเห็นสะพานโค้งตรงหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีรถม้าที่คลุมด้วยผ้าเรียบง่ายจอดอยู่หนึ่งคัน
องครักษ์ไม่กี่คนพร้อมกับสาวใช้ กำลังคิดหาวิธีกันอยู่
นางเก็บสายตากลับมา คุกเข่าโขกหัวเดินหน้าต่อเนื่อง
คนที่อยู่ในรถม้าสังเกตเห็นนางได้อย่างรวดเร็ว
บนพื้นหิมะที่เหน็บหนาว หญิงสาวอ่อนแอคุกเข่าโขกหัว ทำให้เกิดความสงสารอย่างมาก
แต่ มองเพียงไม่กี่ที หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะ ร่างกายก็เกิดเอนเอียง จากนั้นก็ล้มลงไปไม่ได้สติ
จู๋อิ่งตกใจจนร้องไห้ “คุณหนู คุณหนู! อย่าทำให้ข้าน้อยตกใจสิ!”
“แม่นมจาง” มืออันเรียวงามเปิดผ้าม่านออกก็หยุดชะงัก เปล่งน้ำเสียงอ่อนโยนออกมา “ออกไปดูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
แม่นมจางเดินเข้าไปหาจู๋อิ่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่หนึ่งที่สวยงามและห่วงใยได้ทอดมองออกมาจากด้านในรถม้า
ผ่านไปสักพัก แม่นมจางก็กลับมาที่ข้างรถม้า “องค์หญิงใหญ่ หญิงสาวที่หมดสติ เป็นน้องสาวแท้ๆของแม่ทัพเทพยุทธ์เจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?” องค์หญิงใหญ่ตกตะลึง
ใครจะคิดว่าแม่ทัพเทพยุทธ์ยังมีน้องสาว คุณหนูภรรยาเอกของตระกูลสวี่ ถูกเลี้ยงดูอยู่ในชนบทมาตลอด มีน้อยคนที่เคยเห็นใบหน้าของนาง
ทำไมถึงได้มาเดินคุกเข่าโขกหัวอยู่บนพื้นหิมะล่ะ?
แม่นมจาง “สาวใช้ของนางเอ่ยว่านางได้นำสิ่งของของแม่ทัพผู้ล่วงลับกลับเมืองหลวง ได้รับคำชี้แนะจากนักพรตว่าจะต้องเดินหนึ่งก้าวคุกเข่าหนึ่งครั้ง ถึงจะนำทางให้ดวงวิญญาณแม่ทัพกลับบ้านได้ เพื่อทำการฝังสิ่งของแม่ทัพ แต่โชคร้ายพบเจอกับหิมะตกหนัก ข้าน้อยคิดว่าคงจะเป็นลมหมดสติไปแล้ว ”
องค์หญิงโหญ่ไม่ลังเลสักนิด “รีบสั่งให้คนยกเข้ามาในรถม้า”
เอ่ยจบ นางตะโกนเรียกแม่นมจาง กดเสียงให้ต่ำ
“เจ้าส่งคนสองสามคน ไปสอบถามตามเส้นทาง ดูว่านางมาจากทิศทางไหน”
ผ่านไปสักพัก สวี่จิ้งยางก็ถูกส่งมาถึงบนรถม้า
นางหลับตาสองข้าง รับรู้ได้ว่าเตาอุ่นมือถูกวางอยู่ในอ้อมกอดของนาง
ยังมีสาวใช้ที่ป้อนน้ำขิงอุ่นให้นาง และเอาผ้าห่มคลุมเอาไว้