ตอนที่ 1
บทที่ 1
September 18, 2026
ณ ชานเมือง วัดซุ่นเหอ
ท่ามกลางเสียงระฆังทำวัตรเช้าระลอกแรกที่ดังกังวานแว่วมา ภายในเรือนรับรองอันเงียบสงบ หลิวชิงซวี่ผู้เพิ่งกลับมาจากข้างนอกรีบผลัดเปลี่ยนชุดพรางกายสีดำออก สวมใส่อาภรณ์สีเรียบง่ายแทนที่ ริมฝีปากบางหาวหวอดๆ ขณะปล่อยเรือนผมยาวสยายแล้วเดินไปเปิดประตู
ด้านนอกมีสาวใช้ตัวน้อยวัยสิบสองสิบสามปียืนรออยู่ เมื่อเห็นนางเปิดประตูจึงย่อกายคารวะ ก่อนจะยกอ่างล้างหน้าและสำรับเช้าเข้ามาวางไว้ภายในห้อง ครั้นจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ภายใต้สายตาเย็นชาของหลิวชิงซวี่ สาวใช้ตัวน้อยก็รีบถอยออกไปจากเรือนรับรองด้วยท่าทีนอบน้อม
หลังจากวุ่นวายมาทั้งคืน หลิวชิงซวี่วักน้ำล้างหน้าเรียกความสดชื่นจนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก เมื่อทานมื้อเช้าเสร็จ นางก็เริ่มกิจวัตรประจำวัน นั่นคือ... การคัดลอกพระคัมภีร์
นางมีนามเดิมว่าหลิวเสี้ยว หญิงสาวผู้ข้ามภพมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มาสู่แคว้นอวี้เยี่ยนแห่งนี้ ในฐานะคุณหนูสายตรงแห่งจวนแม่ทัพเจิ้นกั๋ว นามว่าหลิวชิงซวี่
ส่วนสาเหตุที่นางต้องระหกระเหินมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ฟังดูแล้วก็น่าขบขันยิ่งนัก
เป็นเพราะองค์รัชทายาทในปัจจุบันส่งคนมาสู่ขอนาง ทว่าบิดาผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ไม่อยากให้นางอภิเษกกับรัชทายาท จึงประกาศออกไปว่าบุตรสาวคนนี้ป่วยหนัก จำเป็นต้องพักรักษาตัวในที่เงียบสงบ แล้วส่งนางมาทิ้งไว้ที่วัดแห่งนี้
การแต่งงานที่เชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูลเช่นนี้ เหตุใดท่านแม่ทัพจึงไม่เห็นดีเห็นงามด้วย เรื่องนี้คงต้องเล่ากันยาว
มารดาเจ้าของร่างเดิมเพิ่งสิ้นใจไปได้เพียงครึ่งปี ท่านแม่ทัพก็พาบุตรนอกสมรสชายหญิงคู่หนึ่งกลับเข้ามาในจวน ตามคำกล่าวอ้างของท่านแม่ทัพ น้องสาวของนางตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกมาตั้งแต่เล็ก นางผู้เป็นพี่สาวสมควรดูแลน้องให้มาก เรื่องการอภิเษกกับรัชทายาทเช่นนี้ สมควรยกให้น้องสาวเสีย เพื่อเป็นการชดเชยความทุกข์ยากที่น้องได้รับมาตลอดหลายปี...
.....
ยามสายใกล้เที่ยง เสียงของสาวใช้ตัวน้อยก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “เรียนคุณหนูใหญ่ คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ”
หลิวชิงซวี่เงยหน้าขึ้น มองดูท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง ก่อนจะรวบรวมคัมภีร์ที่คัดลอกเสร็จแล้วบนโต๊ะให้เข้าที่
“เข้ามา”
บานประตูถูกผลักออก เด็กสาววัยสิบห้าสิบหกปีในอาภรณ์หรูหราสีสดใสเดินนวยนาดเข้ามา ใบหน้างดงามบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้แรกแย้ม ทว่าดวงตาคู่งามกลับหรี่ลงมองคนด้วยหางตา สีหน้าเต็มไปด้วยความถือดี ทุกย่างก้าวแผ่กลิ่นอายข่มขวัญผู้คน
ทันทีที่อ้าปาก ก็มีแต่วาจาเหน็บแนม “แหม พี่หญิง คัดคัมภีร์เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?”
หลิวชิงซวี่เหลือบตามองเรียบเฉย “มีอะไรก็รีบพูดมา มีตดก็รีบปล่อย ถ้าจะถ่ายหนัก เชิญเลี้ยวซ้ายออกจากประตูไป”
หลิวหยวนอิน นี่คือน้องสาวต่างมารดาของเจ้าของร่างเดิม
ที่นางได้ข้ามภพมา ก็ต้องขอบคุณลูกอนุผู้นี้
เพื่อที่จะได้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหลิว หลิวหยวนอินไม่ลังเลที่จะลงมือสังหารพี่สาวตนเอง วางยาพิษจนเจ้าของร่างเดิมถึงแก่ความตาย
“หลิวชิงซวี่ ท่านน่าจะรู้วัตถุประสงค์ที่ข้ามาที่นี่” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกขังอยู่ในวัดแต่ยังวางมาดสูงส่งไม่เห็นหัวใคร หลิวหยวนอินก็เผยสีหน้ารังเกียจชิงชังออกมา “ข้ามีทางเลือกให้ท่านสองทาง ทางแรกคือปลงผมบวชชีอยู่ที่นี่เสีย ทางที่สองคือท่านต้องไปปฏิเสธการสู่ขอของรัชทายาทด้วยตัวเอง มิฉะนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ช่างเป็นการข่มขู่ที่โจ่งแจ้งนัก...
หลิวชิงซวี่ยกหางตาขึ้น มองดูอีกฝ่ายราวกับกำลังชมการแสดงของตัวตลก
“น้องรองเก่งกาจปานนั้น เหตุใดไม่ไปอ้อนวอนให้รัชทายาทแต่งกับเจ้าเสียเองเล่า?” นางหยุดเว้นจังหวะ แสร้งทำสีหน้าตื่นรู้ “อ้อ ข้าลืมไป ตำแหน่งพระชายารัชทายาทนั้นสูงส่งเพียงใด ในภายภาคหน้ายังต้องเป็นถึงพระมารดาของแผ่นดิน น้องรองเป็นเพียงลูกนอกสมรสที่ไม่อาจเทียบได้แม้แต่ฐานะลูกอนุ หากได้เป็นพระชายา เช่นนั้นจะให้ชายารองในจวนรัชทายาท ทนแบกหน้าอยู่ได้อย่างไร? เท่าที่ข้าทราบนางเกิดในตระกูลผู้ดีเก่าแก่ ซ้ำยังเป็นสายเลือดภรรยาเอก ให้น้องรองไปนั่งอยู่บนหัวนาง อย่าว่าแต่หน้าตาของนางเลย เกรงว่าวงศ์ตระกูลของนาง คงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี”
“หลิวชิงซวี่! เจ้ากล้าดูถูกข้า!” หลิวหยวนอินเหมือนถูกมีดกรีดกลางใจ ใบหน้าที่งดงามบิดเบี้ยวด้วยความโทสะ ดวงตาเบิกโพลงแทบถลน จ้องเขม็งราวกับจะพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งนาง
“ดูถูกเจ้า? หรือสิ่งที่ข้าพูดไม่ใช่ความจริง?” หลิวชิงซวี่เหยียดยิ้มมุมปาก นอกจากเย้ยหยันก็มีเพียงความสมเพช นางไม่อยากแต่งกับบุรุษมักมากที่เป็นดั่งม้าพ่อพันธุ์ แต่ดันมีคนเฝ้าฝันอยากให้ม้าตัวนั้นย่ำยี จะไม่ให้นางรู้สึกขบขันได้อย่างไร?
“หลิวชิงซวี่ วันนี้ข้ามาเพื่อเตือนท่าน ภายในสามวันข้าต้องได้ยินข่าวว่าเจ้าปฏิเสธการแต่งงาน ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้าไม่มีบ้านให้กลับ!” หลิวหยวนอินกัดฟันพูดทิ้งท้ายด้วยความอาฆาต ก่อนจะสะบัดหน้าจากไปอย่างเดือดดาล
“เหอะ!” รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากของหลิวชิงซวี่กว้างขึ้น
ต่อให้นางไม่ได้เป็นพระชายา ตำแหน่งนั้นก็ไม่มีวันตกถึงมือหลิวหยวนอิน
หลิวจิ่งอู่ กุมอำนาจทางทหาร สร้างความดีความชอบนับไม่ถ้วน ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วราชสำนัก มีอิทธิพลล้นฟ้าในแคว้นอวี้เยี่ยน การที่รัชทายาทต้องการดึงเขามาเป็นพวกย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากจะให้รัชทายาททิ้งนางที่เป็นคุณหนูสายตรงไปแต่งกับหลิวหยวนอินที่เป็นลูกนอกสมรส ต่อให้รัชทายาทตกลง เกรงว่าฮ่องเต้และฮองเฮาก็คงไม่ทรงยินยอม
หลังมื้อเที่ยง นางก็เริ่มนอนพักผ่อน
หลับยาวจนถึงค่ำมืด จึงค่อยบิดขี้เกียจลุกจากเตียง
เมื่อทานมื้อเย็นและไล่สาวใช้ไปแล้ว นางก็ดึงชุดพรางกายสีดำจากใต้เตียงออกมาเปลี่ยน
คืนนี้และคืนพรุ่งนี้หากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไม่เกินสามวันนางก็จะได้หอบเงินที่หามาได้ตลอดครึ่งปี หนีออกจากเมืองหลวงเสียที...
นางเปิดประตูห้อง
ทว่าขณะที่กำลังจะแฝงกายเข้าไปในความมืด จู่ ๆ เงาดำสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
ยังไม่ทันจะได้มองชัด ๆ ว่าเป็นตัวอะไร เงาดำนั้นก็พุ่งเข้าใส่นางเต็มแรง
ตุ้บ!
ก้นกบกระแทกพื้นอย่างจัง นางถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ทับนางอยู่คือคน
แถมยังเป็นผู้ชายเสียด้วย!
“ช่วยข้า... ข้า... จะ... ให้... ทุก... อย่าง...แก่เจ้า”
.....
ภายนอกวัด
เงาร่างหลายสายพุ่งทะยานผ่านป่าละเมาะอย่างรวดเร็ว ทุกที่ที่ผ่านเต็มไปด้วยไอสังหาร
หลังจากค้นหาอยู่นาน หนึ่งในนั้นก็สบถอย่างหัวเสีย “บ้าจริง! เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามันหนีเข้ามาทางนี้ ทำไมถึงหายตัวไปได้!”
อีกคนกล่าวอย่างร้อนรน “นายท่านกำชับมาว่าต้องกำจัดอ๋องเจินให้ได้ก่อนกลับเมืองหลวง ครั้งนี้ปล่อยให้เขาหนีไปได้ พวกเราจะกลับไปรายงานนายท่านได้อย่างไร?”
คนหนึ่งชี้ไปที่วัดบนยอดเขา “หรือว่าจะหนีเข้าไปในนั้น? ไป! พวกเราไปดูกัน!”
แต่พอจะก้าวเท้า ก็ถูกพวกเดียวกันขวางไว้ “ข้างบนนั้นมีคนของจวนแม่ทัพเจิ้นกั๋ว อย่าเพิ่งวู่วาม เดี๋ยวจะแหวกหญ้าให้งูตื่น ตามความคิดข้า กลับไปรายงานนายท่านก่อน ให้ท่านหาทางเข้าไปในวัดจะดีกว่า”
คนอื่น ๆ เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ หลังปรึกษากันเสียงเบา คนหนึ่งก็รีบออกจากป่ามุ่งหน้าลงเขา ส่วนที่เหลือกระจายกำลังซุ่มดูอยู่ตามทางเข้าออกวัดอย่างลับ ๆ
.....
ภายในเรือนรับรอง
หลิวชิงซวี่มองดูชายหนุ่มที่หมดสติอยู่ คิ้วเรียวขมวดมุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากโยนเขาออกไป เขาต้องถูกมองว่าเป็นมือสังหารแน่ แล้ววัดซุ่นเหอก็จะหมดความสงบสุข นางไม่ได้กลัวความวุ่นวาย แต่กลัวว่าท่านพ่อจอมเผด็จการจะย้ายที่กักบริเวณนาง
อีกนิดเดียวนางก็จะหลุดพ้นจากจวนแม่ทัพแล้ว หากต้องย้ายที่อยู่กะทันหัน แผนการของนางต้องพังแน่
แต่ผู้ชายตัวโตขนาดนี้ หากไม่โวยวายบอกใคร จะจัดการอย่างไรดี?
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมาจากร่างของชายหนุ่ม นางขมวดคิ้วเดินไปที่เตียง หยิบของที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา
เห็นแก่ที่อยู่ในเขตพื้นที่สงฆ์ นางจะใจดีสักครั้งก็แล้วกัน...
นางไม่ได้จุดเทียน แต่ลากร่างชายหนุ่มไปที่ริมหน้าต่าง อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเขา
จากการจับชีพจร พบว่าชายคนนี้สูญเสียลมปราณไปมหาศาล โชคดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต พักฟื้นสักระยะก็น่าจะหายดี สาเหตุที่ทำให้เขาหมดสติจริง ๆ คือเสียเลือดมากจากบาดแผลภายนอก
เจ้าของร่างเดิมเติบโตมาในตระกูลแม่ทัพ คลุกคลีกับการฆ่าฟัน จึงพอมีความรู้เรื่องการรักษาเบื้องต้นอยู่บ้าง และในช่วงครึ่งปีมานี้นางก็รับนิสัยบางอย่างของร่างเดิมมา จึงมักเตรียมอุปกรณ์ทำแผลและสมุนไพรติดตัวไว้เสมอ ดังนั้นการจะช่วยคนในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
นางพบบาดแผลฉกรรจ์สองแห่งบนร่างเขา แห่งหนึ่งที่เอว อีกแห่งที่ต้นขา