ตอนที่ 2
บทที่ 2
September 18, 2026
หลิวชิงซวี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยี่หระ “รังเกียจหรือ? มีให้กินก็ดีถมไปแล้ว! อย่าลืมสิว่าตอนนี้ท่านเป็นลูกจ้างของข้า ไม่กินของเหลือจากข้า จะให้ข้ากินของเหลือจากท่านหรือไร?” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “อย่าคิดจะให้ข้าไปหามาให้อีกชุดเชียว ยกเว้นท่านอยากให้คนอื่นรู้! แล้วจะบอกให้อีกอย่างนะ ตอนนี้ข้างนอกนั่นนอกจากคนของจวนแม่ทัพแล้ว ยังมีพวกที่ตามล่าท่านอยู่ด้วย หากไม่มีข้าที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ป่านนี้พวกเขาคงบุกเข้ามาค้นห้องนานแล้ว!”
พูดจบ นางก็ยัดชามโจ๊กและซาลาเปาอีกครึ่งลูกใส่มือเขา แล้วสะบัดหน้าเดินออกจากหลังฉากกั้นไปอย่างเย็นชา
เยี่ยนซื่อหยวนก้มมองของในมือ อกกระเพื่อมขึ้นลง ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
แต่ท้ายที่สุด เขาก็จำใจส่งซาลาเปาเข้าปาก...
ยังไม่ทันถึงเวลาเที่ยงวัน เสียงฝีเท้าของสาวใช้ตัวน้อยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู น้ำเสียงแผ่วเบานั้นแฝงความเร่งรีบอยู่หลายส่วน
“เรียนคุณหนูใหญ่ องค์รัชทายาทเสด็จมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
สีหน้าของหลิวชิงซวี่ที่กำลังคัดลอกพระคัมภีร์อยู่ที่โต๊ะพลันบึ้งตึงขึ้นทันที
องค์รัชทายาท?
เขามาทำไม?
สำหรับการสู่ขอของรัชทายาทผู้นี้ นางไม่มีความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย การที่หลิวจิ่งอู่ไม่อยากให้นางแต่งกับรัชทายาท นางกลับแอบยินดีอยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อถูกส่งตัวมาขังไว้ที่วัดแห่งนี้ นางจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กลางวันทำตัวเป็นเด็กดี กลางคืนออกไปทำธุระส่วนตัว เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
แต่การที่รัชทายาทมาเยือนกะทันหันเช่นนี้ นางไม่คิดว่าเป็นเรื่องดีเลยสักนิด...
นางปรับอารมณ์ให้สงบ ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปอย่างเย็นชา “ทูลเชิญองค์รัชทายาทรอสักประเดี๋ยว ขอข้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะออกไปพบ”
จากนั้นนางก็ลากกล่องเล็ก ๆ ออกมาจากใต้เตียง หยิบกระปุกครีมที่ปรุงเองออกมา ป้ายเนื้อครีมลงบนฝ่ามือเล็กน้อย แล้วเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า
เพียงครู่เดียว ใบหน้าที่เคยสดใสเปล่งปลั่งก็กลับกลายเป็นหมองคล้ำซีดเซียว แม้แต่ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อก็ดูไร้สีเลือด ดูราวกับคนป่วยหนักใกล้ตาย จนน่ากลัวพิลึก
นางเก็บกล่องไม้กลับเข้าใต้เตียง แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ฉากกั้น ลากฉากกั้นไปชิดผนัง
เยี่ยนซื่อหยวนมองดูใบหน้าที่แต่งแต้มจนดูป่วยไข้ของนาง แววตาฉายความฉงนสงสัยอย่างชัดเจน
หลิวชิงซวี่พยักพเยิดไปทางหลังประตู “ไปหลบตรงนั้น!”
เยี่ยนซื่อหยวนมองไปที่ซอกหลังประตู สายตาไหววูบเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่ขาของตน “เดินไม่ไหว”
หลิวชิงซวี่หน้าดำทะมึน “...”
.....
หนึ่งก้านธูปต่อมา นางก็เดินออกจากเรือนรับรอง ตรงไปยังสวนดอกไม้ที่ไม่ไกลนัก
สวนในวัดไม่ได้หรูหราวิจิตรตระการตาเหมือนจวนขุนนางใหญ่ จุดเด่นที่สุดคือความเงียบสงบ
ณ ศาลาพักผ่อน นางได้พบกับเยี่ยนหรงซี องค์รัชทายาทแห่งแคว้น
“หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ องค์รัชทายาท”
“ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
นางค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างช้า ๆ ราวกับเรี่ยวแรงถดถอย ร่างกายโงนเงนเล็กน้อยขณะยืนขึ้น
รูปร่างที่ผอมบาง ประกอบกับใบหน้าที่ดูป่วยไข้ แม้แต่การคุกเข่าเพียงครู่เดียวยังดูเหมือนจะพรากชีวิตนางไปครึ่งหนึ่ง ภาพเหล่านี้ตกอยู่ในสายตาของเยี่ยนหรงซี ทำให้สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง
น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ได้ยินว่าเจ้าป่วยหนัก เป็นโรคอันใด?”
หลิวชิงซวี่เอ่ยตอบด้วยเสียงอันอ่อนแรง “ทูลองค์รัชทายาท โรคของหม่อมฉันติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้เพคะ”
“ข้าได้ส่งคนไปสู่ขอเจ้าแล้ว เจ้าทราบหรือไม่?”
“เอ่อ...” หลิวชิงซวี่แสร้งทำเป็นตกตะลึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “องค์รัชทายาท... ไม่ได้นะเพคะ หม่อมฉันป่วยหนัก อาจจะตายวันตายพรุ่งเมื่อใดก็ได้ จะบังอาจเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระองค์ได้อย่างไร?”
บุรุษตรงหน้าจัดว่าเป็นยอดบุรุษโดยแท้ ใบหน้างดงามราวกับดวงจันทร์ สุขุมนุ่มลึกแต่แฝงความเย่อหยิ่ง กลิ่นอายสูงศักดิ์สง่างามทำให้ทุกสิ่งรอบกายดูหมองลง ราวกับเทพเซียนผู้โดดเดี่ยวเหนือโลกหล้า ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ใดก็กลายเป็นทิวทัศน์อันงดงาม
แต่ต่อให้เป็นระดับราชา ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะถูกใจ นางเป็นถึงสาวยุคใหม่จากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถ เพียงแค่ครึ่งปีในแคว้นอวี้เยี่ยนก็หาเงินได้เป็นหมื่นตำลึงแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการหาวิธีกลับโลกเดิม ต่อให้กลับไม่ได้ ด้วยความสามารถของนาง การจะเป็นเศรษฐีระดับประเทศก็คงอีกไม่นานเกินรอ
แต่งงาน?
เหอะ ๆ!
นางคิดว่าสภาพป่วยออดแอดแบบนี้จะทำให้เขารังเกียจจนถอดใจ แต่ไม่นึกเลยว่าเยี่ยนหรงซีจะยังยืนกรานจะแต่งกับนาง
“ไม่เป็นไร ต่อให้เจ้าสิ้นใจในวันแต่งงาน ข้าก็จะแต่งป้ายวิญญาณเจ้าเข้าจวน”
“...?!” ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
แต่งกับป้ายวิญญาณ?
ช่างเป็นความรักที่ ‘ลึกซึ้งตรึงใจ ตายแทนกันได้’ เสียจริง!
อย่าว่าแต่นางไม่เคยคิดจะแต่งงานเลย ต่อให้ตายไปแล้ว การแต่งงานกับผีก็อย่าหวังว่าจะตกถึงมือเขา!
จู่ ๆ เยี่ยนหรงซีก็ลุกขึ้นเดินลงจากศาลา มุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองนาง
เห็นดังนั้น หลิวชิงซวี่ก็ลอบขมวดคิ้ว แล้วรีบสาวเท้าตามไป
“วัดนี้เงียบสงบ เหมาะแก่การพักรักษาตัวจริง แต่ในฐานะบุตรีสายตรงของจวนแม่ทัพ ที่นี่ดูจะซอมซ่อเกินไปกระมัง”
“ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยเพคะ เดิมทีท่านพ่อจะส่งคนมาดูแลหม่อมฉันให้มากกว่านี้ แต่หม่อมฉันร่างกายอ่อนแอ ทนเสียงรบกวนไม่ได้ ท่านพ่อเกรงว่าจะกระทบต่อการพักผ่อน จึงส่งเพียงเสี่ยวหวงอิงมาปรนนิบัติเพคะ วันนี้องค์รัชทายาทเสด็จมา หม่อมฉันไม่ได้เตรียมการต้อนรับ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ขอประทานอภัยด้วยเพคะ”
ระหว่างสนทนา ทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องพักของนาง
สายตาของเยี่ยนหรงซีจับจ้องไปที่ประตูที่ปิดสนิท
หลิวชิงซวี่เปิดประตูออกกว้างเพียงพอให้คนเดียวเดินผ่าน แต่ร่างของนางกลับยืนขวางธรณีประตูไว้อย่างแนบเนียน ใบหน้าฉายแววรู้สึกผิด “องค์รัชทายาท ด้านในกลิ่นยาเหม็นคลุ้ง ขอพระองค์ทรงไว้หน้าหม่อมฉันบ้างเถิดเพคะ”
เยี่ยนหรงซีกวาดตามองเข้าไปในห้องอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ใบหน้าซีดเซียวของนาง
“ข้าส่งสินสอดไปที่จวนแม่ทัพแล้ว หากเจ้าพยักหน้า ข้าจะขอให้เสด็จพ่อมีราชโองการกำหนดวันอภิเษกทันที”
พอคิดว่าเขาไม่ละเว้นแม้แต่ป้ายวิญญาณ หลิวชิงซวี่ก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว
แต่งงานกับผีบ้าผีบออะไรกัน!
แต่ภายนอก นางยังคงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ทำตัวเป็นสาวน้อยอาภัพบุญวาสนา เอ่ยเสียงแผ่วว่า “องค์รัชทายาท หม่อมฉันทราบดีถึงเจตนาของพระองค์ แต่หม่อมฉันไม่อาจแบกรับเกียรติยศนี้ได้จริง ๆ เพคะ อีกทั้งตระกูลหลิวมิได้มีหม่อมฉันเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว น้องสาวของหม่อมฉันก็เป็นที่โปรดปรานของท่านพ่อ หากพระองค์จะทรงพิจารณาน้องสาว...”
“เจ้าคิดว่าลูกนอกสมรสคู่ควรจะเป็นพระชายาเอกของข้าหรือ?” ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกของเยี่ยนหรงซีพลันเคร่งขรึมลง น้ำเสียงแฝงไอเย็นยะเยือก
“องค์รัชทายาท หม่อมฉันมิได้มีเจตนาอื่น...”
“หลิวชิงซวี่ ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน จงเตรียมตัวให้พร้อม! อีกหนึ่งเดือนให้หลัง หากเจ้ายังอยู่ ข้าก็จะแต่งคน แต่หากเจ้าตาย ข้าจะให้คนหามเกี้ยวเจ้าสาวมารับป้ายวิญญาณเจ้าเข้าจวน!”
มองดูแผ่นหลังสง่างามราวเทพเซียนที่เดินจากไป พร้อมกับคำประกาศิตเผด็จการที่ก้องอยู่ในหู สีหน้าหมองคล้ำของหลิวชิงซวี่ก็ยิ่งมืดมนลงไปอีก
ตอนอยู่ก็โดนขู่เข็ญ พอตายยังจะโดนจับวิวาห์ผีอีก! นี่กะจะบีบให้นางกลายเป็นตัวประหลาดที่คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิงให้ได้เลยใช่หรือไม่?!
นางก้าวข้ามธรณีประตู แล้วปิดห้องลง
ไม่ผิดจากที่คาด นางสบเข้ากับดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทคู่หนึ่ง ดวงตานั้นลึกล้ำราวกับนกอินทรีที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดยามราตรี กำลังจ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์
“รัชทายาทมาสู่ขอ เหตุใดจึงไม่แต่ง?”
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะมีอารมณ์มาสอดรู้เรื่องชาวบ้าน ยักไหล่ทีหนึ่งแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเดินไปที่โต๊ะเตี้ยตัวใหญ่กลางห้อง
นางรู้ดีว่าหากใครล่วงรู้ความคิดของนาง คงพากันหัวเราะเยาะว่านางช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย
นั่นคือรัชทายาทเชียวนะ!
ว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต!
แต่นาง... ไม่สนใจจริง ๆ
นางไม่ได้เป็นคนของโลกนี้ ขอเพียงตามหากระจกเฟิ่งหยาง พบ นางก็จะไปจากโลกนี้ กลับไปยังที่ที่นางรัก...