ตอนที่ 3
บทที่ 3
September 18, 2026
“แค่ก ๆ!” เจียงจิ่วไอโขลกอย่างแรง ก่อนจะกลั้นขำพลางใช้ศอกกระทุ้งคนข้าง ๆ “เจ้าพูดอะไรน่ะ?”
“ทำไม หรือข้าพูดผิดตรงไหน?” อวี๋ฮุยชี้ไปที่ร่างของท่านอ๋องเจ้านายตน เสื้อผ้าที่สวมอยู่คับติ้วจนแทบปริแตก เผยให้เห็นแผงอกกว้าง เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจียงจิ่ว เจ้าดูให้ดี ๆ เสื้อผ้าที่ท่านอ๋องใส่อยู่เป็นของท่านอ๋องหรือ? บาดแผลของท่านอ๋องก็ได้คุณหนูหลิวช่วยรักษา เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ของท่านอ๋อง นั่นไม่ได้แปลว่าท่านอ๋องถูกคุณหนูหลิวเห็นจนหมดเปลือกแล้วหรือไง? ท่านอ๋องไม่เคยแม้แต่จะจับมือหญิงใด แต่คราวนี้กลับถูกผู้หญิงลูบคลำไปทั่ว ความบริสุทธิ์ผุดผ่องป่นปี้หมดแล้ว!”
“แค่ก ๆ!” เจียงจิ่วไหล่สั่นระริก แทบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา
“พูดพอหรือยัง?” เสียงกัดฟันกรอดของท่านอ๋องดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม
ยังดีที่แสงไฟในห้องสลัว จึงช่วยปกปิดใบหน้าดำทะมึนของเขาไว้ได้
อวี๋ฮุยได้รับสายตาคมกริบดุจคมมีด ก็รีบก้มหน้าลงทันที “ทะ... ท่านอ๋อง กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะล้อเลียนท่าน กระหม่อมแค่รู้สึกว่า... รู้สึก...”
“หุบปาก!” เยี่ยนซื่อหยวนตวาดเสียงต่ำ ไม่อยากฟังเขาพูดต่อแม้แต่คำเดียว “ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
“...พ่ะย่ะค่ะ” อวี๋ฮุยรีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วกระโดดหนีออกจากห้องไปราวกับกระต่าย
“ท่านอ๋อง โปรดระงับโทสะ ระวังแผลด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เจียงจิ่วกลั้นขำพลางเอ่ยปลอบ กลัวท่านอ๋องของตนจะพาลโกรธมาถึงตน จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “ท่านอ๋อง ท่านยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่ คืนนี้กลับไปเลยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“พวกเจ้ากลับไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ของข้า แล้วนำมาที่นี่”
“ท่านอ๋อง ท่านจะพักอยู่ที่นี่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจียงจิ๋วกวาดตามองไปรอบห้อง อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ “นี่น่าจะเป็นห้องพักของคุณหนูหลิวกระมัง? ท่านกับนาง...”
“ก็ไม่ใช่ว่าข้าถูกนางเห็นจนหมดเปลือกแล้วหรือ? เช่นนั้นข้าจะให้นางรับผิดชอบ จะมีอันใดไม่เหมาะสม?” เยี่ยนซื่อหยวนเอ่ยด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“เอ่อ...” เจียงจิ่วหางตาและมุมปากกระตุกพร้อมกัน
ที่แท้ท่านอ๋องของพวกเขาก็ถูกตาต้องใจคุณหนูหลิวเข้าแล้วนี่เอง!
พอลองคิดดูให้ดี ก็ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม คุณหนูหลิวเป็นถึงบุตรีสายตรงของจวนแม่ทัพเจิ้นกั๋ว นับว่าเหมาะสมคู่ควรกับท่านอ๋องของพวกเขาอยู่มาก
เพียงแต่...
จู่ ๆ เขาก็ขมวดคิ้ว เมื่อนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยขึ้น “ท่านอ๋อง ท่านยังจำได้หรือไม่ ดูเหมือนองค์ชายรองจะเคยตรัสว่ามีใจให้บุตรสาวแม่ทัพหลิว...”
คงไม่ใช่กระมัง ท่านอ๋องของพวกเขาจะแย่งสตรีกับหลานชายตัวเองหรือ?
ร่างของเยี่ยนซื่อหยวนชะงัก แม้ความมืดในห้องจะช่วยอำพรางสีหน้าไปได้มาก แต่ก็ยังพอมองออกว่าเขามีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างรุนแรง
เจียงจิ่วใจเต้นรัว ขณะที่กำลังกระสับกระส่าย ก็ได้ยินเสียงเย็นชาดังขึ้น “มีใจ? เขามีใจมาตั้งหลายปีแล้ว หากเป็นรักแท้ ป่านนี้คุณหนูหลิวจะยังมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่หรือ?”
เจียงจิ๋วก้มหน้าลูบจมูก
ถือเสียว่าเขาไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน ขืนพูดยั่วโมโหเจ้านาย คนที่เหนื่อยก็คือเขาเอง
“ท่านอ๋อง ดึกมากแล้ว ท่านพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะกลับไปเก็บข้าวของ ก่อนฟ้าสางจะกลับมา”
“อืม” เยี่ยนซื่อหยวนหลับตาลง อาจเพราะรู้ตัวว่าตนเองเสียอาการไปบ้าง
......
เมื่อก่อนเวลาออกไปข้างนอก หลิวชิงซวี่มักจะกะเวลาให้ทันตอนเสี่ยวหวงอิงมาส่งข้าวพอดีแล้วค่อยกลับวัด
แต่วันนี้ต่างออกไป พอคิดว่ามีบุรุษอยู่ในกุฏิ นางก็ปฏิเสธคำเชิญชวนอันอบอุ่นจากหลายที่ แล้วห่ออาหารรีบกลับวัดทันที
แต่กว่าคนงานยุ่งอย่างนางจะกลับมาถึงวัด ก็ปาเข้าไปช่วงไก่ขันแล้ว
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง นางก็ต้องตกใจกับเงาร่างดำทะมึนสองร่างที่เพิ่มเข้ามา
“พวกเจ้าเป็นใคร?!”
“พวกเขาเป็นลูกน้องข้าเอง”
“ท่านมีลูกน้องด้วยหรือ?” นางขมวดคิ้วหันไปมองชายหนุ่มที่เอ่ยปาก
“ข้าน้อยเจียงจิ่ว (อวี๋ฮุย) คารวะคุณหนูหลิว ขอบพระคุณคุณหนูหลิวที่ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตนายท่านซื่อ บุญคุณใหญ่หลวงนี้ยากจะลืมเลือน นับจากนี้ไป พวกเรายินดีติดตามนายท่านซื่อ รับใช้คุณหนูหลิว ยอมทำงานหนักเยี่ยงวัวควายโดยไม่มีคำบ่น” เจียงจิ่วและอวี๋ฮุยคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้านาง
มุมปากของหลิวชิงซวี่กระตุก
ลำบากพวกเขาจริง ๆ พูดประโยคยาวเหยียดขนาดนี้ยังพร้อมเพรียงกันได้
นางไม่ได้ตอบรับในทันที แต่เดินไปที่โต๊ะจุดตะเกียงน้ำมันก่อน แล้วหรี่ตามองสำรวจพวกเขาทีละคน ทั้งสองดูอายุราว ๆ ยี่สิบปี คนที่ชื่อเจียงจิ่วดูผอมบางสุภาพ เหมือนบัณฑิต ส่วนคนที่ชื่ออวี๋ฮุยผิวคล้ำ ร่างกายกำยำกว่าเจียงจิ่วเล็กน้อย ดูซื่อ ๆ
สุดท้าย นางเบนสายตาไปทางบุรุษหลังประตู แล้วถามว่า “นี่คือที่ของข้า ท่านแน่ใจนะว่าจะให้พวกเขาอยู่ได้?”
“พวกเขามีที่ไป ไม่ต้องให้เจ้ากังวล” เยี่ยนซื่อหยวนสบตานาง เอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“ค่อยยังชั่วหน่อย” หลิวชิงซวี่หันกลับไปมองสองคนนั้น “ลำพังข้าวก็ไม่พอกินอยู่แล้ว ขืนนับพวกเจ้าเข้าไปด้วย ก็มีแต่จะต้องอดตาย”
อวี๋ฮุยมองนาง ถามด้วยความสงสัย “คุณหนูหลิว ท่านเป็นถึงคุณหนูตระกูลหลิว ยังต้องอดมื้อกินมื้ออีกหรือขอรับ?”
หลิวชิงซวี่โบกมือ ส่งสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น
จากนั้นนางก็นั่งลงที่โต๊ะ มองไปรอบห้อง ก่อนจะเอ่ยว่า “บอกตามตรง ข้าถูกกักบริเวณอยู่ที่นี่ แม้ข้าจะมีศักดิ์เป็นคุณหนูจวนแม่ทัพ แต่ข้ามีน้องสาวคนหนึ่งที่อยากแต่งงานกับรัชทายาทใจแทบขาด ทว่ารัชทายาทกลับไม่แลนาง ยืนกรานจะแต่งกับข้า ท่านพ่อของข้าเพื่อให้น้องสาวคนเล็กได้เป็นพระชายารัชทายาท จึงประกาศออกไปว่าข้าป่วยหนัก แล้วส่งข้ามาพักฟื้นที่นี่”
ที่บอกเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพราะไว้ใจ แต่เพราะพูดไปก็ไม่มีผลกระทบอะไร อีกอย่างเมื่อวานรัชทายาทมาที่วัด นายท่านซื่อของพวกเขาก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างนางกับรัชทายาทไปแล้ว
“ในเมื่อแม่ทัพหลิวไม่อยากให้ท่านแต่งกับรัชทายาท ท่านก็ไม่ต้องแต่งสิขอรับ” อวี๋ฮุยเอ่ยกลั้วหัวเราะ
หลิวชิงซวี่เม้มปาก ไม่รับคำ
แต่อวี๋ฮุยทำราวกับไม่เห็นความเย็นชาที่นางจงใจแสดงออก ยังคงถามต่อกลั้วหัวเราะ “คุณหนูหลิว ที่ท่านไม่แต่งกับรัชทายาท เป็นเพราะมีชายในดวงใจแล้วใช่หรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น หลิวชิงซวี่ก็ปรายตามองเขา “ทำไม?”
อวี๋ฮุยอ้าปากจะพูดต่อ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงกระแอมเย็นชาดังมาจากหลังประตู
สันหลังเขาสะท้านเฮือก รีบหัวเราะแหะ ๆ “ไม่ทำไมขอรับ ข้าน้อยแค่ถามดูด้วยความอยากรู้เท่านั้น”
เจียงจิ่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก รีบเดินเข้าไปลากเขาออกมา “พอได้แล้ว อย่ารบกวนเวลาพักผ่อนของคุณหนูหลิวกับนายท่านซื่อเลย”
มองส่งร่างของพวกเขาหายวับไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว หลิวชิงซวี่ขมวดคิ้วแน่น
พูดบ้าอะไร? อะไรคืออย่ารบกวนเวลาพักผ่อนของนางกับนายท่านซื่อ?
นางหันไปมองชายหนุ่มหลังประตู
กลับเห็นเขาหลับตานิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
นางลุกจากโต๊ะ เดินไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา
ข้างขาเขามีห่อผ้าเพิ่มมาหนึ่งห่อ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นของที่ลูกน้องสองคนนั้นเอามาให้
“ทำไมพวกเขาไม่มารับท่านออกไปด้วยล่ะ?”
เยี่ยนซื่อหยวนลืมตาขึ้น ขนตายาวงอนหนาเปิดขึ้นเผยให้เห็นประกายตาดำขลับลึกล้ำดุจสระน้ำที่ชวนให้จมดิ่ง
“ลงนามสัญญาแล้ว ย่อมต้องรักษาสัญญา”
“อืม ดูท่าท่านจะเป็นคนรักษาคำพูดใช้ได้ ไม่เสียแรงที่ข้าเสี่ยงชีวิตช่วยท่านไว้ รักษาตัวให้ดี รอท่านช่วยข้าหาเงินได้ครบ ข้าก็จะไม่ให้ท่านเสียเปรียบ” หลิวชิงซวี่จงใจหลบสายตาเขา ปากก็เอ่ยถ้อยคำสวยหรูดูใจกว้างไปตามมารยาท
ไม่รู้ทำไม ยิ่งเขามีแรงมากขึ้น รังสีอำมหิตก็ดูจะรุนแรงตามไปด้วย นางอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก ทั้งที่นางเป็นนายจ้าง แต่เวลาสบตาเขา ในใจกลับเกิดความรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาดื้อ ๆ เหมือนกำลังเตือนนางว่า ให้พยายามอยู่ร่วมกับเขาอย่างสันติ อย่าได้ไปล่วงเกินคนผู้นี้เข้า
เยี่ยนซื่อหยวนไม่ตอบ หลับตาลงอีกครั้ง
จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น แต่การกลับเมืองหลวงทั้งที่บาดเจ็บไม่สะดวกอย่างยิ่ง หากมีผู้ไม่หวังดีล่วงรู้ เกรงว่าจะฉวยโอกาสซ้ำเติม แทนที่จะกลับไปหาเรื่องใส่ตัว สู้รักษาตัวอยู่ข้างกายนางเสียดีกว่า