ตอนที่ 2693
บทที่ 1018.3 แล้วถามข่าวคราวของดอกเหมยจากใคร
October 21, 2026
บทที่ 1018.3 แล้วถามข่าวคราวของดอกเหมยจากใคร
ที่แท้ก่อนหน้านี้อาจารย์เฉินก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ บอก เจิงเย่ว่าหากมีเวลาว่างก็สามารถไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงดู ได้ ในจดหมายยังแนะน าให้เขารู ้จักกับเซียนซือผู้เฒ่าคนหนึ่งด้วย บอกว่าก่อกาเนิดเฒ่าหลิวเจียคือคนเฝ้ าประตูของตรอกแห่งนั้น เจิง เย่แค่ไปหยุดอยู่หน้าตรอก บอกกล่าวสถานะ บอกไปว่าเป็ นคนรู ้จัก ของเฉินผิงอัน ยังสามารถบอกให้เด็กหนุ่มจ้าวตวนหมิงแห่งสกุลจ้าว เทียนสุ่ยพาเจิงเย่เดินเที่ยวในเมืองหลวงได้ด้วยแค่บอกไปว่าเป็ น ความต้องการของเขาเฉินผิงอันก็พอ
ดังนั้นเจิงเย่จึงอยากจะทาตามคาแนะนาของอาจารย์เฉินด้วย การไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีรอบหนึ่ง
หม่าตู่อี๋เอ่ยอย่างเดือดดาล “เรื่องเล็ก จะเป็ นเรื่องเล็กได้ อย่างไร?!”
เจิงเย่ยิ้มเอ่ย “ชื่อเรียกของพรรค แค่พอใช้ได้ก็พอแล้ว”
ท่ามกลางม่านราตรี
ศาลเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่งที่สี่ด้านมีแต่ทะเลสาบ หน้าประตู ภูเขาคือบันไดหินเล็กแคบที่เลื้อยลดคดเคี้ยวขึ้นสู่เบื้องบน
นักพรตหนุ่มนั่งอยู่บนขั้นบันได ตรงหน้าประตูภูเขา ตรงจุดที่ตีน เขาของเกาะสัมผัสน้ามีหินแกะสลักเป็ นรูปตะพาบยักษ์แบกศิลาตัว หนึ่ง บนหลังแบกหินใหญ่หนักหมื่นจัง แกะสลักบทเคลื่อนเมฆโปรย ฝน
สถานที่แห่งนี้เคยเป็ นหนึ่งในศาลมากมายที่มังกรแท้จริงบางตัว เดินทางผ่าน ในอดีตจานวนครั้งที่นางมาพักอยู่ที่นี่มีไม่มาก แต่กลับ เก็บรักษาหนึ่งในร่องรอยของนางเอาไว้ได้
นาบตราประทับลงบนหน้าผาก เขาชื่อมีรอยกระดากระด่าง
ลู่เฉินถอนหายใจ น้าและเมฆล่องลอยเชื่องช ้า พัดไปพัดมาล้วน เป็ นความทุกข์ในใจ
มองไปยังตะพาบยักษ์ ลู่เฉินยิ้มเอ่ยว่า “อย่าแกล้งหลับอยู่เลย ไหนลองว่ามาสิว่าผ่านหายนะมาได้อย่างไร ทาไมจูเยี่ยนถึงไม่ใช ้ กระบองฟาดเจ้า?”
ตะพาบหินแบกศิลาพลันมีชีวิต บิดคอมองมายังนักพรตที่สวม กวานดอกบัวไว้บนศีรษะ ตะพาบเฒ่าคล้ายจะใจฝ่ ออยู่มากจึงเปิด ปากพูดด้วยน้าเสียงแหบพร่าว่า “ปีนั้นเจอหายนะจริงๆ ข้าจึงบอก กับเฟยเฟยและจูเยี่ยนว่าตัวเองเป็ นคนรู ้จักเก่าของเจ้าลัทธิลู่ รับค าสั่ง ให้มาเฝ้ าอยู่ในศาลของทะเลสาบร ้อยบุปผาแห่งนี้ ถือโอกาสฝึกตน ท าความเข้าใจกับตาราสวรรค์บนหลังไปด้วย สักวันหนึ่งต้องไปพบ เจ้าลัทธิลู่ที่ป๋ ายอวี่จิง หากพวกเขาบังอาจก่อเรื่อง ระวังเจ้าลัทธิลู่จะ
เดือดดาล ข้าน้อยมิกล้าปิดบัง คาพูดคร่าวๆ ก็คือทานองนี้ ปีศาจ ใหญ่บนบัลลังก ์ราชาทั้งสองได้ยินจึงยอมปล่อยข้าน้อยไป แม้กระทั่ง ทะเลสาบร ้อยบุปผาก็ยังรักษาไว้ได้ ล้วนได้พึ่งใบบุญ ใบบุญของเจ้า ลัทธิลู่”
ลู่เฉินจุ๊ปากพูด “เจ้าพูดจาสามหาวยิ่งนัก พวกเขาก็ยอมเชื่อ หรือ?”
ตะพาบยักษ์เอาหัวแนบพื้น เอ่ยเสียงอู้อี้ “โชคดี โชคดี ได้พึ่ง ใบบุญของเจ้าลัทธิลู่”
ลู่เฉินโบกชายแขนเสื้อหนึ่งทีก็มีม้วนภาพของหญิงสาวที่คล้าย ก าลังวาดภาพปรากฏขึ้นมา ก็คือผู้ฝึ กยุทธหญิงแซ่หลวี่ เอ่ยว่า “ความจาของผินเต้าไม่ค่อยดี แถมตอนนี้ก็ไม่สะดวกจะท านายบ่อยๆ ด้วย เจ้าช่วยดูให้หน่อยว่าใช่หนึ่งในนางกานัลมากมายที่อยู่ข้างกาย นางหรือไม่?”
ดวงตาสองข้างของตะพาบยักษ์พลันส่องแสงสีทองเรืองรอง จ้อง มองอย่างตั้งใจ แล้วพยักหน้า “ใช่แล้วๆ รูปโฉมเปลี่ยนไปไม่น้อย แต่ บุคลิกกลับแทบไม่เปลี่ยนไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น ไม่มี ทางผิดไปแน่”
ลู่เฉินสลายภาพวาด ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าเฒ่า อุตส่าห์ได้เจอหน้ากัน ทั้งที อยากจะระบายความทุกข์ก็รีบหน่อย”
“ขอเจ้าลัทธิลู่โปรดเมตตา ช่วยย้ายป้ ายศิลาไปที่อื่นทีเถอะ”
ตะพาบยักษ์เอ่ยอย่างระมัดระวัง “ขอเปลี่ยนร่างกลับมาเป็ นคน”
ลู่เฉินเอามือป้ องข้างหู “อะไรนะ ลมแรงเกินไป ได้ยินไม่ค่อยชัด พูดเสียงดังๆ หน่อยไม่มีเรื่องจะขอร ้องหรือ ดี ดี ไว้เจอกันใหม่”
รอกระทั่งเจ้าลัทธิลู่ออกไปจากเกาะ ตะพาบยักษ์ที่หันหน้าเข้าหา ทะเลสาบอีกครั้งปล่อยให้เวลาผ่านไปนานถึงหนึ่งชั่วยามถึงได้ร ้อง เพ้ย
ผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วยาม ในทะเลสาบหัวใจของตะพาบ ยักษ์ก็มีเสียงหัวเราะเจ้าลัทธิลู่ดังขึ้น “ขอแค่ผู้ฝึกตนอารมณ์ฉุนเฉียว งุ่นง่านก็ไม่ใช่วัตถุที่จะหลอมรวมมรรคาได้แล้ว”
ตะพาบเฒ่าไม่ได้รู ้สึกหวาดกลัวสักเท่าไร เจ้าลัทธิลู่มีดีอยู่อย่าง หนึ่งนั่นคือใจกว้าง ด่าเขาสองสามค าไม่นับเป็ นอะไรได้
ขณะเดียวกันตัวอักษรบนป้ ายหินก็ร่วงลงมาเผาะๆ เหมือนใบไม้ ร่วง ครู่หนึ่งต่อมาป้ ายหินยังคงอยู่บนหลังตะพาบ แต่ตัวอักษรที่ แกะสลักไว้บนก้อนหินกลับไม่เหลืออยู่แล้ว
จากนั้นร่างของตะพาบเฒ่าก็กลายเป็ นมนุษย์ ทั่วร่างเต็มไปด้วย กลิ่นอายของโชคชะตาน้า ในมือถือประคองป้ ายศิลาขนาดจิ๋วซึ่งเป็ น วัตถุแห่งชะตาชีวิต เขาชูแขนขึ้นสูงแล้วขว้างลงไปยังจวนวารีที่ตั้งอยู่ ใต้ทะเลสาบ เอ่ยอย่างเนิบช ้าว่า “ด้วยนิสัยเจ้าอารมณ์ของข้าจะ อดทนกับพวกเจ้าได้หรือ?!”
เมืองเล็กเฟิงเล่อตีนเขาภูเขาเหอฮวาน
ในตรอกแห่งหนึ่ง หลิวเถี่ยกับเด็กสาวเดินอยู่ด้านหน้า หลวี่โม่ เดินอยู่ด้านหลัง ห่างจากพวกเขามาประมาณห้าหกก้าว
นางรู ้สึกเพียงตาพร่าลาย แล้วก็เห็นว่าเบื้องหน้ามีเรือนกายพร่า เลือนของนักพรตหนุ่มผู้นั้นโผล่มา ใบหน้าเขาประดับรอยยิ้มน้อยๆ พ่นลมหายใจใส่นางเบาๆ
ประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านผืนทราย หลวี่โม่ที่เดิมทียังไม่ทันได้ตั้ง ตัว ปรมาจารย์น้อยที่เป็ นคอขวดผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าคนหนึ่งแค่ถูก นักพรตเป่ าลมใส่ทีเดียว เลือดเนื้อก็หลอมละลาย โครงกระดูกล้วน แหลกสลายกลายมาเป็ นแสงดาวสีทองจานวนนับไม่ถ้วนที่ปลิวไป ทางผนังด้านหนึ่งแล้วหายวับไป
หลิวเถี่ยเดินไปได้สองก้าวก็พลันหันขวับกลับมา
เพราะหลวี่โม่ที่เดิมทีก้าวเดินด้วยฝี เท้าที่เป็ นจังหวะอีกทั้งยังมี เสียงเบาๆ กลับเงียบเสียงไป
หลิวเถี่ยโล่งอก หลวี่โม่ยังอยู่ในตรอกเล็ก ก็แค่ว่าดูเหมือนนางจะ ใจลอยไปเล็กน้อย
หลวี่โม่สะบัดศีรษะ จู่ๆ ตนก็เหมือนงีบหลับไป? แต่กลับรู ้สึก เหมือนพลาดอะไรบางอย่าง
สตรีไม่รู ้เลยว่าหลังจากที่ลมปราณแท้จริงเฮือกนั้นของนักพรต พัดผ่านโครงกระดูกในร่างของตัวเองก็เท่ากับว่านางได้ตายไปรอบ หนึ่งแล้วฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เป็ นการชาระล้างหัวใจเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ถอดรกผลัดกระดูก หลวี่โม่ที่เดิมทีชีวิตนี้มีหวังเป็ นได้แค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าเหมือนถูก สร ้างฐานกระดูกขึ้นมาใหม่ มีกระดูกเซียนกิ่งทองใบหยก
ทั่วทั้งอาณาเขตของภูเขาเหอฮวานก็ไม่มีใครที่สามารถมองเห็น ภาพเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้