ตอนที่ 2699
บทที่ 1019.2 ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งมักพูดจาเรียบง่าย
October 21, 2026
บทที่ 1019.2 ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งมักพูดจาเรียบง่าย
สตรีถือตะกร ้าที่พยายามจะหยิบเอากระบี่เหรียญทองแดงไปผู้นั้น นางคือบรรพบุรุษสานักการทหารคนที่สอง คนรักของปฐมบรรพบุรุษ ส านักการทหาร
เฉินผิงอันนึกถึงสตรีที่นั่งอยู่ข้างกองไฟคนนั้นขึ้นมาได้ เขาเงียบ งันไปนาน ครั้นจึงคลี่ยิ้มถามว่า “ผู้ฝึกตนอายุน้อยสองคนที่ได้โชค วาสนาไปครองเป็ นผู้ฝึกตนอิสระหรือ?”
ตามค ากล่าวของเผยเฉียน พวกเขาจะติดตามไปฝึกตนอยู่ข้าง กายหลี่ซีเซิ่ง
เผยเฉียนตอบ “ไม่ใช่ผู้ฝึกตนอิสระ อีกทั้งพวกเขาต่างก็อายุยัง ไม่มาก ยังไม่ถึงยี่สิบปี มาจากสานักเดียวกัน สตรีชื่อว่าเหมียวเจี้ย ศิษย์น้องของนางชื่อว่าเหอโจว ต่างก็เป็ นผู้ฝึกตนท าเนียบ มาจาก พรรคเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่าภูเขาซู่หนีซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของใบถง ทวีปฝึกวิชาอภินิหารห้าธาตุของส านักหยินหยางเป็ นหลัก ควบกับ ฝึกศาสตร์ของส านักการทหารปีนั้นประตูภูเขาถูกเผ่าปีศาจบุกโจมตี จนพังทลาย อาจารย์ของพวกเขาจึงบีบยันต์พิทักษ์ภูเขาซึ่งตั้งวางไว้ ในศาลบรรพจารย์มานานหลายปี ให้แหลก ความตั้งใจเดิมคือ นอกจากจะส่งพวกเขาออกจากสนามรบแล้ว ยังพยายามช่วงชิง
โอกาสรอดชีวิตไว้เสี้ยวหนึ่ง ส่วนจะรอดมาได้หรือไม่ก็ต้องดูที่ โชคชะตา”
“เหมียวเจี้ยกับเหอโจวโชคดีกันมาก สุดท้ายอาศัยวิชาลับสืบ ทอดของภูเขาซู่หนีซึ่งเป็ นวิชาอภินิหาร “เชื่อมโยงสู่ความมืด” มา ‘เดินลงน้า” จึงพลัดหลงเข้าไปในท้องน้าที่กระแสน้ากาลังไหลลงจึง ไม่ถูกแม่น้าแห่งกาลเวลาชาระล้างจิตวิญญาณทิ้งไป เดินไปถึง ปลายทางของทางแยกสายนั้นก็เหมือนได้ขึ้นเรือที่ท่าเรือ บุกเข้าไป ในพื้นที่ลับแห่งนั้นได้สาเร็จ หลายปีมานี้จึงฝึกตนอยู่ที่นั่น เหมียวเจี้ย ยังได้สมบัติอาคมที่เป็ นจุดศูนย์กลางในการควบคุมค่ายกลใหญ่มา ด้วย คือหม้อดินเผาโบราณใบหนึ่งที่สร ้างขึ้นอย่างหยาบๆ”
“ขอบเขตของพวกเขาไม่สูง ทุกวันนี้เหมียวเจี้ยเป็ นขอบเขตถ้า สถิต เหอโจวคือผู้ฝึกกระบี่ที่สติปัญญาเปิดออกกะทันหันตอนที่เดิน ลงน้า ตอนนี้เพิ่งจะเป็ นขอบเขตสี่ แต่กลับได้ครอบครองกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตเล่มหนึ่งที่ประหลาดมาก สามารถสร ้างภาพลวงตาขึ้นมา ได้ ทาให้คนได้เห็นในสิ่งที่ตัวเองกลัว ขอแค่จิตแห่งมรรคามีจุดด่าง พร ้อย ไม่ว่าขอบเขตของผู้ฝึกตนจะสูงหรือต่าก็จะถูกมุดช่องว่างนั้น เข้าไป ทั้งจิตแห่งมรรคาและจิตวิญญาณเหมือนจมอยู่ในบ่อโคลนลึก ทั้งยังเหมือนถูกกักอยู่ในกระจกบานหนึ่ง หากทาลายจิตมารไม่ได้ก็มิ อาจหลุดพ้นออกมาได้ คุณสมบัติการฝึ กตนของเหมียวเจี้ยดีมาก ได้รับคัมภีร ์ที่มีแต่ภาพทว่าไร ้ตัวอักษรเล่มหนึ่งจากในซากปรัก ระหว่างที่นางฝึกตนและอาศัยการทาความเข้าใจของตัวเองก็กลาย
มาเป็ นช่างวาดขนคิ้ว (เปรียบเปรยถึงผู้ที่มีฝี มือในการสร ้างสรรค์ ความงามหรือศิลปะ โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช ้ความละเอียดและ ความประณีต เช่น การแต่งหน้า การวาดภาพ หรือการตกแต่งสิ่ง ต่างๆ ให้ดูงดงาม) ของบนภูเขาได้แล้ว สามารถอาศัยแค่จินตนาการ ก็วาดภาพขุนเขาสายน้าขึ้นมาได้ บวกกับที่นางได้หม้อดินเผาใบนั้น ไปครองจึงสามารถควบคุมปราณวิญญาณฟ้ าดิน เมื่อเอามาใช ้ ร่วมกับวิชาอภินิหารกระบี่บินของเหอโจวก็ยิ่งราบรื่นไร ้ช่องโหว่”
เฉินผิงอันพลันถามว่า “ขนาดบรรจุของหม้อดินเผาเป็ นอย่างไร สามารถบรรจุน้าหนึ่งเซิง (หนึ่งลิตร) ได้พอดีใช่ไหม?”
เผยเฉียนคิดแล้วถึงพยักหน้าตอบว่า “ประมาณนั้น”
ลู่เฉินกล่าว “คิดดูแล้วคุณสมบัติของเหมียวเจี้ยก็ไม่น่าจะดีมาก นัก เพียงแต่ว่าอยู่ในซากปรักนางถูกกลิ่นอายของมรรคาที่บริสุทธิ์ อาบย้อมมานาน สะสมนานวันเข้าจึงเกิดความเข้าใจต่อการ เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง เหมือนได้เปลี่ยนรกผลัดกระดูก มีฐาน กระดูกที่เป็ นกิ่งทองใบหยก ถูกบังคับหล่อหลอมให้กลายเป็ นเมล็ด พันธ ์แห่งมรรคา เด็กหนุ่มคนนั้นที่เป็ นผู้ฝึ กกระบี่คุณสมบัติดีกว่า ศิษย์พี่หญิงของเขาเยอะเลย เพียงแค่เพราะถูกซากปรักของฟ้ าดิน เล็กแห่งนั้นผลักไสตามธรรมชาติ เหอโจวที่ฝึ กตนอยู่ที่นั่นจึงแทบ ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ กลับกันยังถูกกดข่มเอาไว้ ดังนั้นขอบเขตถึงได้ ค้างอยู่ที่เดิมมานานหลายปี ก็โชคดีที่เป็ นเช่นนี้หาไม่แล้วฐานกระดูก ของพวกเขายิ่งดีแค่ไหนก็ยิ่งง่ายที่จะรักษาจิตแห่งมรรคาเอาไว้ไม่ได้
เท่านั้น ป่ านนี้คงถูกปราณชั่วร ้ายที่กระจายออกมาซึ่งกระบี่เหรียญ ทองแดงและป้ ายศิลาโบราณมิอาจสยบไว้ได้ยึดครองจิตวิญญาณ และเรือนกายไปนานแล้ว และพวกเขาก็จะกลายเป็ นสะพานที่ เชื่อมโยงเข้าสู่ความมืดให้กับผู้อาวุโสท่านนั้น ร่างที่แท้จริงยังคงถูก กักขังเอาไว้ ทว่าจิตหยินและจิตหยางกายนอกกายกลับอาศัยสิ่งนี้มา หวนกลับสู่โลกสว่าง จากนั้นก็จะทาลายป้ ายศิลา เอากระบี่เหรียญ ทองแดงไป ปรากฏตัวบนโลกก่อนก าหนดนานหลายปี”
“ทาไมผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่างสองคนนั้นถึงเข้าไปในซาก ปรักได้อย่างปลอดภัย อาศัยแค่ตบะของพวกเขาเองต้องไม่มีทางท า ได้แน่นอน นั่นเป็ นเพราะผู้อาวุโสท่านนั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายน้อย นิดสองกลุ่มของสายสืบทอดบ้านตัวเองท่ามกลางแม่น้าแห่งกาลเวลา ที่น้าไหลชัดสาด ประหนึ่งแสงเทียนสองดวงที่ส่องกะพริบกลางราตรี มืดมิดไร ้ที่สิ้นสุดถึงได้จงใจงมพวกเขาขึ้นมา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ลู่เฉินก็กดเสียงลงต่า บอกกล่าวความลับ สวรรค์ว่า “หม้อดินเผาที่เป็ นแกนกลางค่ายกลใบนั้น นอกจากจะเป็ น วัตถุที่ใช ้วัดพื้นที่ความจุแล้ว เกรงว่าน่าจะเป็ นโกศของผู้ฝึกตนส านัก การทหารบางคนด้วย แต่เรื่องนี้ไม่แน่นอน เป็ นแค่การคาดเดา เท่านั้น”
แล้วลู่เฉินก็ยิ้มเอ่ยว่า “ส่วนตะกร ้าที่ผู้อาวุโสท่านนั้นคล้องไว้ที่มือ ก็ไม่ได้เดายาก ต้องเป็ นสมบัติหนักชิ้นหนึ่งแน่นอน ใช ้ตะกร ้าสานไม้ ไผ่ตักน้าไม่แน่เสมอไปว่าจะคว้าได้แต่ความว่างเปล่า สามารถ
น ามาใช ้ตักเศษชิ้นส่วนร่างทองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลที่ลอย อยู่ในแม่น้าสายยาวได้” เพราะตาแหลม เผยเฉียนจึงสังเกตเห็นซากปรักก่อนใคร และ นางเองก็เคยไปเยือนยอดเขาประหลาดแห่งนั้นเช่นกัน จงขุย อวี่จิ่นต่างก็เป็ นผี ส่วนเด็กหนุ่มเด็กสาวคู่นั้นสามารถถือ เป็ นผู้ฝึกตนของส านักการทหารครึ่งตัวได้
ไม่รู ้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ในมือของนักพรตหนุ่มสวมชุดคลุมเต๋าท า จากผ้าฝ้ ายผู้นี้ถึงมีกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเพิ่มมา เขาปักมันไว้บนถนน กิ่งไม้ กระโดดดึ๋งๆ ไปบนพื้นด้วยตัวเอง ส่งเสียงต๊อกแต๊ก
อันที่จริงเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงในสายตาของหนีชิง โจวชิวและ หลิวเถี่ยเป็ นรูปโฉมที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นเด็กสาวเห็นลู่เฉินเป็ น รูปโฉมเดิมที่สวมกวานดอกบัว นักพรตที่อยู่ในสายตาโจวชิวกลับ เป็ นเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคมคาย ส่วนสิ่งที่หลิวเถี่ยเห็นก็คือ นักพรตหนุ่มที่คิ้วหนาตาโต
เพียงแต่ว่าบนโลกใบนี้ ใครเล่าจะสงสัยในสิ่งที่สายตาตัวเอง มองเห็น
เฉินผิงอันกล่าว “ลืมถามไปเลย เจ้าลัทธิลู่มาทาอะไรที่นี่?”
ตามหลักแล้วลู่เฉินไปเจอกับเขาที่หาดโปรยดอกไม้ของภูเขา ไฉอวี้ อีกทั้งยังได้พูดคุยกันที่ตีนเขาของภูเขาลั่วพั่ว ลู่เฉินย่อมไม่มี
ทางทาในสิ่งที่เกินความจาเป็ นด้วยการมาเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ที่นี่ แน่นอน
ลู่เฉินรู ้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ยกกิ่งไม้ที่อยู่ในมือขึ้นสะบัด แล้วชี้อ้อมไหล่ไปทางทิศใต้ ก่อนจะชี้ไปทางพรรคจินแชวของแคว้น ชิงซิ่ง “มีเส้นสายเส้นหนึ่งที่วกวนอ้อมค้อมไม่ทันระวังเกี่ยวโยงมาถึง ผินเต้า คือหายนะที่เกิดขึ้นไม่คาดฝัน ผินเต้าเองก็ถือว่าเป็ นคนใบ้ที่ กินหวงเหลียน”
เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่เฉินเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง
อารามหลิงเฟยของราชวงศ์ป๋ ายซวงเก่า เฉาหรงผู้เป็ นเจ้าอาราม คือหนึ่งในลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ลู่เฉินทิ้งไว้ในใต้หล้าไพศาล เรื่องนี้คน บนภูเขาทั้งทวีปล้วนรับรู ้
ส่วนบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของพรรคจินแชวในอาณาเขตของ แคว้นชิงซ่งก็เป็ นลูกศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งซึ่งถูกทางอารามหลิงเฟยตัด ชื่อและฉายาออกจากทาเนียบ
จ้าวฝูหยางแห่งภูเขาเหอฮวานเคยเป็ นลูกศิษย์ฝ่ ายนอกสายของ อารามจินเซียนพรรคจินแชว เพียงแต่ว่าเวทลับ วิชาอภินิหารที่ร่า เรียนมากลับเป็ นระบบสืบทอดที่ถูกต้อง แค่เพราะว่าบรรพจารย์ท่าน หนึ่งของอารามจินเซียนโปรดปรานจ้าวฝูหยางจึงไม่ถือสาชาติ
กาเนิดที่เป็ นภูตของเขา นี่จึงเป็ นเหตุให้จ้าวฝูหยางถือเป็ นลูกศิษย์ที่ ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของบรรพจารย์ท่านนี้
พูดถึงแค่เรื่องที่ภูเขาอูเถิงย้ายมาอยู่ที่นี่ อิงแอบอยู่กับภูเขาจุ้ย ยวนด้วยท่าทางที่คล้ายก าลังร่วมเพศกันก็มาจากวิชาอภินิหาร ‘แบก ภูเขา” ซึ่งเป็ นวิชาลับบทหนึ่งของอารามจินเซียนเช่นกัน
นอกจากนี้ธงฝนของอวี๋ฉุนจือที่เป็ นคนรักของเขาสามารถเรียก หมอกขอฝนได้ คิดดูแล้วก็น่าจะเป็ นวิชาลับของอารามจินเซียนที่ จ้าวฝูหยางถ่ายทอดให้กับนาง
ส่วนบรรพจารย์ของอารามจินเซียนที่ถ่ายทอดมรรคาให้กับจ้าว ฝูหยางอย่างตั้งใจนั้นก็เป็ นทั้งลูกศิษย์ปิดสานักของบรรพบุรุษบุกเบิก ภูเขาพรรคจินแชว หากอิงตามล าดับอาวุโสในท าเนียบยังเป็ น อาจารย์ลุงของเจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคจินแชวอย่างเฉิงเฉีย นแห่งยอดเขาฉุยชิงด้วย
ด้วยเหตุนี้ลู่เฉินถึงได้เดินทางมาเยือนภูเขาเหอฮวานด้วยตัวเอง รอบหนึ่ง แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือคานวณได้ว่า “เฉินผิงอัน” คนหนึ่ง ได้เดินทางมาที่นี่ หาไม่แล้วความเป็ นความตายเกียรติยศและอัปยศ ของจ้าวฝูหยางก็จะเป็ นไปตามชะตาฟ้ าลิขิต เป็ นไปตามที่ตัวเองก่อ กรรมท าเข็ญเอาไว้