ตอนที่ 2712
บทที่ 1022.2 แม้กระทั่งท่านก็ยังสงสัยในตัวเอง
October 21, 2026
บทที่ 1022.2 แม้กระทั่งท่านก็ยังสงสัยในตัวเอง
คนทั้งสองพากันเงียบงันไป ลู่เฉินมีสีหน้าปั้นยาก ปัดมือเหมือน ไล่แมลงวัน คล้ายต้องการขับไล่พยับหมอกที่อยู่ในใจทิ้งไป ถามชวน คุยว่า “ไม่อยากถามหน่อยหรือว่าเป็ นใคร?”
ที่แท้ตอนแรกก็มีจ้าวฝูหยางแห่งภูเขาเหอฮวานที่ซ่อน ภาพเหมือนของเจ้าลัทธิลู่เอาไว้ สร ้างกวานเต๋าดอกบัวซึ่งเป็ นการ กระทาที่ล้าเส้นขึ้นมา คิดหวังจากใจจริงว่าสักวันหนึ่งจะสามารถ อาศัยสถานะของนักพรตที่ได้รับธรรมโองการจากสายของนครหนัน หัวป๋ ายอวี้จิงเดินท่องไปทั่วใต้หล้า
ต่อมาก็มีเฉิงเฉียนเจ้าประมุขพรรคจินแชวคนปัจจุบันที่เกิดจิต สังหารต่อจ้าวฝูหยางเพราะเรื่องเล็กสองเรื่องนี้ เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน โพล่งประโยคหนึ่งตอนอยู่ข้างกายเจ้าประมุขเฒ่าของสกุลจางเขต เทียนเฉาว่า “ผู้ที่ไร ้ความสามารถนี้สวมชุดนี้ มีโทษสมควรตาย
ผินเต้าต้องขอบคุณพวกเจ้าแล้วนะ
นี่ถือว่าคานบนไม่ตรงคานล่างเอียงหรือไม่? ไม่มีเหตุผล ไม่ควร เลย ผินเต้าอยู่นอกบ้าน แต่ไหนแต่ไรก็ชอบผูกบุญสัมพันธ ์กับผู้คน ไปทั่ว วางตัวอย่างมีคุณธรรมและเที่ยงธรรม
เฉินผิงอันส่ายหน้า กลับกันยังถามถึงยันต์ที่ลู่เฉินเอาออกมา ก่อนหน้านี้ “ยันต์นี้มีชื่อหรือไม่?”
ลู่เฉินเก็บความคิดทั้งหลายกลับคืน ยิ้มเอ่ยว่า “ตอนนี้ให้ชื่อว่า “เจอกันใหม่คราวหน้า” ไปก่อนชั่วคราว ตรงกันข้ามกับยิงธนูออกไป แล้วไม่มีลูกศรใดที่หวนกลับมา อันที่จริงให้ชื่อว่า ‘ยาแก้ความเสียใจ” ก็เป็ นชื่อที่ไม่เลวเหมือนกัน”
ลู่เฉินยิ้มถาม “หากรู ้แต่แรกว่าจ้าวฝูหยางจะทาเช่นนี้ เจ้าจะพา
ร่างจริงมาที่นี่หรือไม่?” เฉินผิงอันพยักหน้า ลู่เฉินรู ้เรื่องนี้ดีแก่ใจ มีข้อสงสัยบางอย่างที่รบกวนเฉินผิงอันมา นานมากแล้ว น่าเสียดายที่ผ่านไปนานหลายปี ขนาดนี้ก็ยังไม่มี คาตอบใดที่อาจารย์สามารถโน้มน้าวตัวเองก่อน แล้วค่อยไปโน้มน้าว ลูกศิษย์ได้เสียที ดังนั้นก่อนหน้านี้เฉินผิงอันถึงได้ถามคาถามนั้นต่อ โจวชิวและหลิวเถี่ย หวังว่าจะเปลี่ยนมุมมองในการไขปัญหาเรื่องเดียวกัน มีขั้นตอนแบบเดียวกันและผลลัพธ ์เดียวกัน คนลง มือเป็ นคนละคน จะมีความต่างแบบใด
น่าเสียดายที่ชายหยาบกระด้างอย่างหลิวเถี่ยตอบไม่ตรงคาถาม ส่วนโจวชิวก็มีเรื่องให้ต้องกังวลจึงไม่ยินดีจะบอกความคิดที่แท้จริง ของตัวเองออกมา
ลู่เฉินเอ่ยเสียงเบา “คนผู้หนึ่งที่ในใจไม่แข็งแกร่งมากพอ มักจะ ย้อนทบทวนตัวเองบ่อยๆ ปฏิเสธตัวเอง มีแต่จะทาให้ยิ่งอ่อนแอมาก กว่าเดิม”
“เป็ นคนต้องรู ้จักพอ ทาสิ่งต่างๆ โดยตระหนักรู ้ข้อบกพร่องของ ตัวเอง เพียงแค่นี้เท่านั้น”
เฉินผิงอันทรุดตัวลงนั่งยอง หยิบน้าเต้าบรรจุเหล้าสีชาดที่มีชีวิต อยู่เคียงข้างกันมานานหลายปีลูกนั้นออกมาดื่มเหล้าหนึ่งอึก เอ่ยด้วย น้าเสียงเฉยเมยว่า “เริ่มคลายข้อสงสัยในใจไปได้บ้างแล้ว”
ลู่เฉินหันหน้ามามอง เฉินผิงอันที่อยู่ตรงหน้าเรือนกายสูงเพรียว บุคลิกมีสง่าสดชื่นสวมกวานสีทอง สวมชุดผ้าโปร่งสีเขียว ในมือถือห ลิงจือหยกขาว สวมรองเท้าลายเมฆ
เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มรองเท้าสานสะพายกระบี่ในจวนเฝิ่นหวาน แล้ว ต่อให้ไม่พูดถึงรูปโฉม แค่บุคลิกของคนทั้งสองก็แตกต่างราวกับ คนละคนกันแล้ว
คากล่าวที่ว่าเปลี่ยนรกผลัดกระดูก แรกเริ่มสุดเป็ นภาษาของ ลัทธิเต๋า เอามาใช ้กับพวกเขาก็เข้ากับสถานการณ์อย่างยิ่ง
ร่างแยกทุกร่างของเฉินผิงอันล้วนมีความหมายที่ลึกซึ้งบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่นคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้น่าจะเป็ น “รูปโฉมดั้งเดิม” ของผู้ ฝึกตนคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็ นเซียนดินหากตอนที่ยังเป็ นเด็กเครื่อง กระเบื้องแห่งชะตาชีวิตไม่ถูกทุบแตก หรือออกมาจากถ้าสวรรค์หลีจู แต่เนิ่นๆ ถูกจวนเซียนหรือส านักบางแห่งรับตัวไปเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดของศาลบรรพจารย์ หรือแค่รอให้ฟ้ าอานวยมีการเปลี่ยนแปลง เด็กหนุ่มตรอกหนีผิงก็จะลุกผงาดขึ้นมาได้ตามสถานการณ์ คว้า
โชควาสนาในการฝึกตนมาครอง การฝึกตนราบรื่นตลอดเส้นทาง ค่อยๆ สลัดกลิ่นอายดินโคลนทิ้งไป เปลี่ยนมามีกลิ่นอายแห่งมรรคา เต็มทั่วร่าง
ส่วนคนสะพายกระบี่ที่เรือนกายผอมบางผู้นั้นน่าจะเป็ นเด็กหนุ่ม ตรอกหนีผิงตอนที่ยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อภูเขา อาศัยวิชาหมัดเล่มหนึ่ง เดินเข้าห้องของการเรียนหมัด ปณิธานหมัดมาอยู่บนร่างแล้วก็ได้ เดินไปบนเส้นทางของการเรียนวรยุทธที่บริสุทธิ์สายหนึ่ง หลังออก จากบ้านเกิดก็ท่องไปในยุทธภพ บางทีอาจเข้าร่วมกองทัพเหมือน จอมยุทธเคราดกบางคนพเนจรอยู่ไม่เป็ นที่เป็ นทาง ก่อนจะเป็ นดั่ง ใบไม้ร่วงที่กลับคืนสู่ราก แล้วก็อาจจะเอาอย่างผู้อาวุโสซ่งบางคนที่ สะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้แต่เนิ่นๆ วันหนึ่งเลือกจะล้างมือในอ่างทองคา (เปรียบเปรยว่าถอยออกจากวงการ) เลี้ยงหลานอยู่บ้านในช่วงบั้น ปลาย
ส่วนปัญญาชนสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่ถือไม้เท้าเดินป่ าเดินขึ้นเขา ไปดูก้อนเมฆล่องลอยอยู่ในวัดซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของอวี๋โจวตอน นี้ บางทีอาจเป็ นเมล็ดพันธ ์บัณฑิตที่ทั้งไม่ได้ฝึกตนแล้วก็ไม่ได้ฝึกวร ยุทธ เลื่อนขั้นในวงการขุนนางต้าหลี บางทีอาจเจริญก้าวหน้าใน หน้าที่การงาน ได้สวมชุดผ้าแพรกลับคืนสู่บ้านเกิด สร ้างเกียรติยศ ให้กับวงศ์ตระกูล แล้วก็อาจจะทาตามปณิธานไม่ได้ บ้างก็ถูกลดขั้น บ้างก็ต้องลาออกจากการเป็ นขุนนาง ปลีกตัวอยู่อย่างสันโดษ ชมบุป ผาชมดวงจันทร ์
เนื่องจากติดขัดที่ขอบเขตก่อกาเนิดและพื้นฐานของกระดาษ ยันต์ในเวลานี้ เฉินผิงอันจึงเป็ นเหมือนสตรีที่มีฝีมือแต่ไร ้วัตถุดิบให้ ปรุงอาหาร ดังนั้นร่างแยกเจ็ดร่างที่สร ้างขึ้นมา ไม่ว่าจะขอบเขตของ ผู้ฝึกตนหรือของผู้ฝึกยุทธก็ล้วนไม่สูง
กลับเป็ นหนึ่งใน “เฉินผิงอัน” สองคนที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ ในที่ลับซึ่งยืนอยู่ข้างกายลู่เฉินเวลานี้ที่ถือว่าตัดใจยอมลงทุนได้ ใช ้ กระดาษเขียวที่หาได้ยากอย่างถึงที่สุดวาดเป็ นยันต์ ดังนั้นถึงได้สร ้าง โครงกระดูกของผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองคนหนึ่งขึ้นมา เชื่อว่าเฉิน ผิงอันอีกคนหนึ่งก็น่าจะเป็ นเซียนดินโอสถทองเหมือนกัน หากลู่เฉิน เดาไม่ผิดจะต้องมีรูปโฉมกายาล่าสันอย่างแน่นอน ทาให้คนที่มอง ปราดๆ รู ้สึกว่าเขาเป็ นพวกคนบุ่มบ่ามมุทะลุที่ใช ้ชีวิตอยู่ในยุทธภพ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็ นผู้ฝึกลมปราณที่ได้ครอบครองกระบี่บินหลาย เล่ม ย้อนกลับมามองเทพเซียนในภูเขาที่แค่มองก็เห็นมาดแห่งเซียน เต็มเปี่ยมผู้นี้ หากมีใครรู ้สึกว่าเรือนกายของเขาอ่อนแอ พยายามจะ เข้าประชิดตัวเพื่อเข่นฆ่าเขาก็มีแต่ต้องเตาคว่า (เปรียบเปรยว่าโชค ร ้าย ล้มเหลว) แล้ว
บางทีในสายตาของผู้ฝึกตนบนยอดเขา การกระทาที่ระมัดระวัง รอบคอบนี้ของเฉินผิงอันล้วนเป็ นลูกไม้ที่น่าขา
บางทีผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่มองความจริงออก นอกจากผู้ฝึกตน ที่จะมีความขัดแย้งบนมหามรรคากับเฉินผิงอันอย่างอู๋โจวที่ถือว่าเป็ น กรณียกเว้นแล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็ นขอบเขตบินทะยานคนใดก็ตาม
จะมีสักกี่คนที่ไม่เห็น “อิ่นกวาน” “หนุ่ม” ซึ่งได้แกะสลักตัวอักษรลง บนหัวก าแพงเมืองอยู่ในสายตา
ยศอิ่นกวานนี้มีน้าหนักมาก โดยเฉพาะคาว่า “หนุ่ม” ต่อท้ายที่ น่ากลัวยิ่งกว่า
ก็เหมือนในศึกภูเขาทัวเยว่ ตอนนั้นที่อยู่บนยอดเขา แพ้ชนะได้ ตัดสินกันอย่างชัดเจนฝุ่ นคละคลุ้งหล่นร่วงกลับสู่พื้น ปี ศาจใหญ่ หยวนซงที่เฝ้ าพิทักษ์ภูเขาทัวเยว่ ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานที่อา พรางตัวอย่างลึกล้าผู้นี้ถูกตัดหัว ในใจย่อมมีความไม่ยินยอมอย่าง เลี่ยงไม่ได้ คงรู ้สึกว่าเฉินผิงอันอาศัยขอบเขตที่ได้มาเปล่าๆ แล้วยัง อาศัยกระบี่ยาวกับความเป็ นเทพที่บริสุทธิ์ส่วนนั้น ทาให้เขาคว้าชัย ชนะไปได้อย่างไม่สมเกียรติ
ตอนนั้นเฉินผิงอันแค่เอ่ยประโยคที่เป็ นความจริงประโยคเดียวก็ ท าให้ลูกศิษย์คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ยอมแพ้ทั้ง กายและใจได้แล้ว
ความหมายคร่าวๆ ก็คือหากเฉินผิงอันมีอายุขัยในการฝึ กตน ยาวนานเช่นเขา การถามกระบี่ครั้งนั้น เขาไม่มีทางมองเห็นตัวของ เฉินผิงอันด้วยซ้า
และเวลานี้เอง ท่ามกลางม่านราตรีมืดดา จ้าวฝูหยางแห่งจวน อินอวินก็พลันเผยกายธรรมใหญ่โตโอฬาร ยืนตระหง่านอยู่เหนือ
ศาลภูเขาจุ้ยยวน เอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “เฉิงเฉียน จางฉง พวกเจ้า อย่าได้รังแกกันมากเกินไป!”
วางแผนอย่างระมัดระวังทุกก้าวย่างจนมาถึงวันนี้ แต่จ้าวฝูหยา งกลับไม่รู ้เลยว่าคิดคานวณมานับพันนับหมื่นครั้ง ในยามที่เขาปิด ด่านก าลังจะหลอมภูเขาอย่างเป็ นทางการกลับต้องมาค้นพบด้วย ความตะลึงพรึงเพริดว่าสองภูเขาอย่างจุ้ยยวนและอูเถิงจะแน่นิ่งไม่ ขยับเหมือนแผ่นเหล็ก
ทางฝั่งหน้าผาหินที่ห่างไปไกล เจินเหรินเจ้าประมุขพรรคจินแชว และเจ้าประมุขสกุลจางเขตเทียนเฉารู ้สึกเพียงว่าค าด่าของจ้าวฝู่ จวิน ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ลองเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ หากเปลี่ยน มาเป็ นพวกเขาเกรงว่าก็คงต้องเสียกิริยาเช่นนี้เหมือนกัน
ลู่เฉินหัวเราะร่วน “ฝ่ ายหนึ่งด่าได้อย่างมีเหตุมีผล อีกฝ่ ายหนึ่ง ถูกด่าอย่างไม่ถือว่าได้รับความอยุติธรรมเท่าใดนัก”
เรือเซียนฉาลาหนึ่งอาพรางร่องรอยอยู่ในทะเลเมฆ บรรพจารย์ เซียงจวินนาพาเวินจื่อซี่และหญิงชราร่ายเวทหดย่อพื้นที่มายังหน้า ประตูภูเขาของภูเขาเหอฮวาน
เวินจื่อซี่มองต้นจามจุรีที่มีแมลงเบียดเสียดกันยั้วเยี้ย ก่อนจะเงย หน้ามองไปยังกายธรรมที่โกรธเป็ นฟืนเป็ นไฟอยู่บนยอดเขาของจ้าว ฝูหยางแล้วยิ้มเอ่ย “นี่กาลังเล่นอะไรกันอยู่”
บรรพจารย์เซียงจวินไม่ได้บอกให้พวกเขารู ้ถึงจุดประสงค์ในการ มาเยือนที่นี่ แล้วก็ไม่ได้เลือกที่จะทะยานลม แค่เดินเท้าขึ้นเขาไป เท่านั้น