ตอนที่ 2734
บทที่ 1030.3 เขียนอย่างใจเย็น
October 21, 2026
ภายหลังยังมีความคิดที่สุดท้ายก็ถูกอาจารย์เฉินละทิ้งไป ก็คือ สอนให้เด็กนักเรียนประถมเขียนตัวอักษร ไม่ใช่เริ่มจากการเขียน แบบบรรจง (อักษรข่ายซู่) ที่อยู่ในกฏในระเบียบแต่อิงตามต้นก าเนิด ของตัวอักษร นั่นคือเริ่มเรียนจากอักษรเสี่ยวจ้วน จากนั้นก็เป็ นอักษร ลี่ซูสุดท้ายถึงเป็ นอักษรแบบข่ายซู ส่วนการเขียนอักษรสิงซูกับอักษร ฉ่าวซู ร่วมไปถึงอักษรฉงเหนี่ยวจ้วนที่มีประวัติศาสตร ์ยาวไกลยิ่งกว่า ก็ได้ถูกอาจารย์เฉินใช ้ค าว่า “ไม่เหมาะ” ปฏิเสธไปก่อน จากนั้นน่าจะ คิดถึงวิธีพลิกแพลงบางอย่างได้ ยกตัวอย่างเช่นว่าสามารถสอน ตัวอักษรแค่ไม่กี่ตัวไปก่อน เพื่อให้เด็กๆ รู ้ว่าบนโลกใบนี้ยังมีตัวอักษร ประเภทนี้อยู่ด้วย….ผลคือก็ยังถูกพู่กันสีแดงขีดฆ่าทิ้ง อาจารย์เฉินยัง เขียนกากับไว้ด้านข้างประโยคหนึ่งว่า “คิดแล้วก็ยังไม่เหมาะสม
และยังมีกระดาษอีกปึกหนึ่งที่วางแยกไว้บนโต๊ะต่างหาก ด้านบน เขียนเรื่องที่ต้องระบุเอาไว้มากมาย
ยกตัวอย่างเช่นเกี่ยวกับการ “รู ้คุณ” และ “กตัญญูกตเวที” อาจารย์เฉินได้เขียนเตือนเองไว้หลายประโยค อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่า เป็ นลายมือและความเข้าใจในช่วงเวลาที่แตกต่างกันอีกด้วย
“ควรจะพูดหรือไม่?” “จาเป็ นต้องระวังเรื่องการอธิบายความต่าง ของสองอย่างนี้ ระวังแล้วระวังอีก” “หากไม่มีความมั่นใจที่แน่นอนและ โอกาสที่เหมาะสม ไม่ควรพูดถึง
หรือยกตัวอย่างเช่น “เรื่องราวในใต้หล้า การตั้งปณิธานมาเป็ น อันดับหนึ่ง แต่ต่อมาอาจารย์เฉินก็เกิดคาถามอีกว่า นักเรียนที่เป็ น เด็กเล็กตั้งปณิธาน มีสูงมีต่า มีใหญ่มีเล็ก มีก่อนมีหลังหรือไม่?
ขงจื๊อกล่าวว่าเมื่อพ่อแม่ยังอยู่ไม่ควรออกเดินทางไกล จะไปไหน ต้องบอกกล่าว ต้องจดจาอายุของพ่อแม่ หนึ่งดีใจที่ท่านมีอายุยืน นาน หนึ่งต้องกังวลที่พวกท่านอายุเพิ่มมากขึ้น สองประโยคนี้ สามารถอธิบายไปพร ้อมกันได้
และยังมีข้อสงสัยกับความคิดบางอย่างที่ใช ้ตัวอักษรแบบบรรจง เล็กเท่าหัวแมลงวันหรือไม่ก็อักษรแบบหวัดเขียนเต็มหน้ากระดาษ อย่างเต็มอารมณ์ ด้านหน้าและด้านหลังมีแต่ตัวอักษรที่มีความ เกี่ยวข้องกันแน่นขนัด
และยังมีสมุดต้นฉบับอีกเล่มหนึ่งที่ยังไม่ได้เอามาใช ้ในโรงเรียน ยังคงเขียนด้วยลายมือของเฉินผิงอันเหมือนเดิม
รวบรวมเอาคติพจน์ คาคมของคนที่มีชื่อเสียงนับแต่โบราณจวบ จนปัจจุบัน ถ้อยค าเรียบง่ายของคนโบราณ ถ้อยค าอันไพเราะและ ความประพฤติที่ดีงาม ดึงเอาบทกวีที่เป็ นวลีติดปากผู้คนมา เป็ นต้น
และยังมีตาราฉบับย่อเล่มบางอีกเล่มหนึ่งที่เนื่องจากสัมผัสคล้อง จอง พูดได้อย่างลื่นไหล ดังนั้นเวลานามาอ่านจะจาได้ง่ายและท่องได้ คล่อง
ในอดีตเฉินผิงอันออกจากบ้านเดินทางไกลเพียงล าพัง ภายหลัง ระหว่างที่พาถ่านด าน้อยเดินทางยามค่าคืนอยู่ในใบถงทวีปด้วยกันก็
ได้ถูกน ามาใช ้
ล้วนเอามาจากต้นฉบับของหลี่สือหลางเจ้านครเถียวมู่ของเรือ ราตรี คัดเลือกมาแล้วน ามาเรียบเรียงเป็ นสัมผัสคล้องจอง
เลือกร ้อยแก้วชั้นยอดที่เหล่านักประพันธ ์ใหญ่ในประวัติศาสตร ์ เขียนบรรยายเกี่ยวกับทัศนียภาพภูเขาสายน้ามาสามสิบหกบท จาก นั้นเฉินผิงอันก็นามาแบ่งเป็ นสามเล่มคือบนกลางล่าง ทุกเล่มจะใช ้ ส านวนเรียบง่าย ภาษาสละสลวยงดงาม
คาบฝึกเขียนตัวอักษรของโรงเรียน เฉินผิงอันจะสอนให้เด็กๆ เขียนชื่อของตัวเองก่อนเด็กที่ก่อนหน้านี้เคยเรียนหนังสือในโรงเรียน มาบ้างแล้วก็จะเขียนประโยคท านองว่า “เรียนรู ้และทบทวนอยู่เสมอ” หรือไม่ก็ให้เขียนกรอบป้ ายในศาลบรรพชนของหมู่บ้านและเนื้อหา ของกลอนคู่
นอกจากนี้ถึงจะเป็ นบทกวีที่ติดปากผู้คนแต่กลับเข้าใจได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่นเงยหน้ามองแสงจันทร ์ พฤกษานานาพรรณเต็มเมือง ตะวันลับหายไปหลังภูเขา วสันต์ฤดูมาถึงอย่างเชื่องช ้า ยามมาพืช
พรรณเขียวชอุ่ม…ตอนที่เด็กๆ ก้มหน้าก้มตาเขียนตัวอักษร อาจารย์ สอนหนังสือที่สวมชุดกว้าตัวยาวของลัทธิขงจื๊อสวมรองเท้าผ้าก็จะ เอามือสองข้างไพล่หลังเดินตรวจไปตามโต๊ะ บางครั้งก็จะยื่นมือ ออกมา ใช ้สองนิ้วคีบ “ด้ามพู่กัน” ของเด็กน้อย ยกขึ้นเบาๆ หากเฉิน ผิงอันยกพู่กันขึ้นก็จะต้องเตือนพวกเขาว่าให้ระวังเวลาจับพู่กันเขียน ตัวอักษร ต้องมีสมาธิ ต้องตั้งใจเรียน หรือบางครั้งก็จะหยุดเดิน ชี้ให้ เด็กๆ เห็นว่าตอนที่จรดพู่กันเขียนมีตรงไหนไม่ถูกต้อง
รอกระทั่งคาบฝึกเขียนตัวอักษรเสร็จสิ้น ถึงตอนเที่ยงก็เตรียม เลิกเรียน พวกนักเรียนสามารถกลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้านได้ มี เวลาพักผ่อนครึ่งชั่วยาม
หากหนึ่งวันมีอาหารแค่สองมื้อคือเช ้ากับค่า ก็ให้พวกเขาไปเล่น สนุกกัน ปืนต้นไม้จับนก ลงน้าไปจับปลาได้ตามใจ
ลู่เฉินกับหนิงจี้สองคนเป็ นเหมือน “คนนอก” อยู่ตลอดเวลา คอย มองดูความครึกครื้นที่ลานตากธัญพืชนอกโรงเรียน
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ จ้าวซู่เซี่ยที่มองดูแล้วเรือนกายสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแรงก าย าก็จะได้แสดงฝี มือแล้ว เพราะอาจารย์พ่อจะ ขอให้เขาช่วยแสดงวิชาหมัดชุดหนึ่งให้พวกเด็กๆ ดู
จ้าวซู่เซี่ยหน้าบาง อันที่จริงตอนแรกเขายังกระอักกระอ่วนอยู่ บ้าง ประเด็นส าคัญคืออาจารย์พ่อยังก าชับเขาว่าต้องให้เกิดความ
เคลื่อนไหวรุนแรงสักหน่อย เอาแบบที่ฝุ่ นตลบคลุ้ง ชายแขนเสื้อสอง ข้างสะบัดดังพึ่บพั่บ
สาหรับเด็กผู้ชายที่ชอบเล่นสนุกแล้ว การดูจ้าวซู่เซี่ยแสดงวิชา หมัด ก็ไม่ต่างจากการตามผู้ปกครองที่บ้านไปงานวัด ไปตลาดนัด หรือไม่ก็ซื้อของในวันสิ้นปี
ส่วนตัวเฉินผิงอันเองก็จะไปทาอาหารที่ห้องครัว ถือชามเอนกาย พิงหน้าประตู มองดูเรื่องตลกของจ้าวซู่เซี่ย
ในโรงเรียนมีเด็กหญิงอยู่สามคน พวกนางชอบเล่นเตะลูกขนไก่ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงทาลูกขนไก่ติดเหรียญทองแดงหลายลูกให้พวก นาง แล้วก็ถือโอกาสท าไม้ปัดขนไก่ไปด้วย
บางครั้งเฉินผิงอันก็จะเรียกเด็กนักเรียนประถมที่ใบหน้าเหลือง แห้งตอบให้มากินข้าวกลางวันด้วยกัน เด็กคนนั้นนั่งอยู่แถวกลาง ของห้องเรียน มองดูแล้วตัวเล็กผอมแห้งกว่าเด็กห้าหกขวบที่เพิ่งเข้า เรียนเสียอีก เพียงแต่ว่าเรียกไปแล้วสองครั้ง เด็กน้อยหน้าแดงแต่ไม่ พยักหน้าตอบตกลง เฉินผิงอันคิดดูแล้วก็ไม่ยืนกรานอีกต่อไป
เพราะรับค่าเรียนมาในราคาถูก จ านวนเด็กนักเรียนก็มีไม่มาก ดังนั้นเฉินผิงอันจึงทาแปลงผักใกล้กับโรงเรียนขึ้นมาแปลงหนึ่ง ล้อม รั้วไม้ไผ่แล้วเลี้ยงเปิดไก่เอาไว้ ไปขอเช่าป่าไผ่และไร่ชาเล็กๆ จากคน ในหมู่บ้านมาในราคาถูก ขึ้นเขาไปบุกเบิกพื้นที่รกร ้างว่างเปล่าพร ้อม กับจ้าวซู่เซี่ย ปลูกผลผลิตทางการเกษตรจ าพวกข้าวโพด รวมไปถึง
ปลูกผลไม้อย่างลูกท้อผีผา เดิมทีเฉินผิงอันยังคิดว่าควรจะท าเล้าหมู ซื้อลูกหมูสองตัวมาเลี้ยงดีหรือไม่ แล้วยังเคยคิดที่จะปลูกต้นหม่อน ด้วย เพียงแต่ไม่ว่าจะเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงไหม กลิ่นก็ค่อนข้างแรง คิด แล้วจึงล้มเลิกไป
หากคิดจะเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารการกินให้ดีขึ้นก็สามารถขึ้น เขาไปท ากับดักสัตว์ไว้บนภูเขา หากไม่ได้จริงๆ ก็ให้จ้าวซู่เซี่ยไปจับ กวางหรือไม่ก็หมูป่ามาสักตัว
ลู่เฉินเอนกายพิงนาฬิกาแดด ยื่นนิ้วข้างหนึ่งออกมาวาด ตัวอักษร “ข่าว” กลางอากาศตัวอักษรเหมือนเขียนด้วยน้าหมึก เข้มข้นจึงลอยค้างอยู่กลางอากาศเนิ่นนานไม่สลายหายไปไหน
นักพรตอธิบายให้เด็กหนุ่ มที่อยู่ข้างกายฟังด้วยรอยยิ้ม “ตัวอักษรนี้ ภายหลังกลายมาเป็ นอักษร “อวี๋’ ความหมายสมัย โบราณคือผ่อนคลายสบายอารมณ์ ผ่านไปอีกสองวันก็จะมีเทพ เซียนผู้เฒ่าลัทธิเต๋าคนหนึ่งสร ้างวีรกรรมในการผสานมรรคาได้ ส าเร็จ เจินเหรินผู้เฒ่าก็แซ่นี้ บนภูเขาชินที่จะเรียกเขาด้วยความ เคารพว่าฝูลู่อวี๋เสวียน ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ “โจวพูดถึงฟ้ า ลู่พูดถึง ดิน” ของสายหยินหยาง แน่นอนว่ายังมีเผยหมิ่นแห่งเวทกระบี่หนึ่งใน สามสุดยอดของไพศาลด้วย”
์