ตอนที่ 2750
บทที่ 1035.1 ฟ้ าหลังฝน
October 21, 2026
เฉินผิงอันกับลู่เฉินเดินเคียงบ่ากันอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ กลางหมู่บ้าน คนหนึ่งสวมรองเท้าผ้าพื้นหนา อีกคนสวมรองเท้าสื อฟาง (รองเท้าของนักพรตเต๋า ลักษณะเป็ นผ้าแนบเท้ามีสีขาวและ ดาสลับกัน) ทาจากผ้าฝ้ าย ฝีเท้าของคนทั้งสองย่าลงไปบนพื้นที่เต็ม ไปด้วยใบไม้ร่วงส่งเสียงดังสวบสาบ เดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง หมาที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงฝีเท้าก็สะดุ้ง ตื่น เห่าเสียงดังมาทางนอกประตู เสียงหมาของบ้านใกล้เคียงพากัน ดังขานรับ เพียงแต่ไม่นานก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ระหว่างนั้นลู่เฉินไปนอนคว่าอยู่บนหัวกาแพง เลียนแบบเสียง หมาร ้องสองสามทียกมือทาท่าเหมือนจะปาก้อนหิน หมาที่อยู่ในบ้าน ร ้องหงิง หางม้วนขดตัวหนีทันที ลู่เฉินสะบัดชายแขนเสื้อ เดินก้าวเร็วๆ ตามเฉินผิงอันที่เดินด้วย ฝีเท้าเนิบช ้าไปหยุดอยู่หน้าตรอกไป ถูมือเอ่ยว่า “แม้จะบอกว่าการ ป้ องกันความหิวโหยในแต่ละปีและการป้ องกันขโมยยามค่าคืนเป็ น เรื่องปกติของมนุษย์ แต่พวกเจ้าจะมาป้ องกันผินเต้ากับเจ้าขุนเขา เฉินท าไม ไม่เห็นจ าเป็ นเลยสักนิด เฉินผิงอัน เจ้าคิดว่าอย่างไร” เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าลัทธิลู่เชิญแปะทองบนใบหน้าตัวเองได้ตาม สบาย ส่วนข้าไม่จ าเป็ นเลยสักนิด”ลู่เฉินพลันหัวเราะร่าเอ่ยว่า “เรื่องราวบนโลกมนุษย์ หมาตัวหนึ่ง เห่าเพราะเห็นเงาหมาร ้อยตัวได้ยินเสียงก็พากันเห่าตาม” เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “คนบนโลกมนุษย์ คนหนึ่งพูดเรื่องโกหก คนพันคนพากันเล่าปากต่อปากจนกลายเป็ นเรื่องจริง” ลู่เฉินตบมือร ้องว่าดี “ยอดเยี่ยม สามารถเอาไปเขียนเป็ นกลอนคู่ พื้นสีดาตัวอักษรสีทองแปะล้อมเสาไม้ได้ คราวหน้าผินเต้าจะต้องเอา ไปใส่กรอบไว้ให้ดี แล้วเอาไปไว้ในเรือนพิศพันกระบี่ก็แล้วกัน ลงนาม ไว้ด้วยชื่อของพวกเราสองคนแยกกันคนละแผ่น น่าสนใจชวนให้ขบ คิดอย่างยิ่งเลยล่ะ” เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “หากเจ้าทนขายหน้าได้ ข้าก็ไม่คิดมาก” ลู่เฉินถูมือทอดถอนใจ “คนเดินทางยามค่าคืนรับรองว่าตัวเอง ไม่ได้ทาเรื่องชั่วร ้าย แต่ก็มิอาจห้ามไม่ให้หมาส่งเสียงเห่าได้” เฉินผิงอันไม่ต่อคา นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “ในอาณา เขตของอวี๋โจว ภูเขาที่ตั้งของวัดนิกายวินัยแห่งนั้นมีซานจวินอยู่ท่าน หนึ่งที่ได้รับฟังเสียงระฆังยามเช ้าและเสียงระฆังยามเย็นมานานหลาย ปี แต่กลับมิอาจหลอมเรือนกายได้เสียที คงต้องรบกวนให้เจ้าลัทธิลู่ ช่วยชี้แนะให้สักหน่อยแล้ว?” ลู่เฉินตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม ยกมือขึ้นกล่าว “เรื่องเล็กน้อย เรื่อง เล็กน้อย เหมือนอย่างนี้ไงล่ะ” เรื่องเล็กน้อยเหมือนยกมือเดินออกจากหมู่บ้าน เดินไปบนเส้นทางสายใหญ่ที่เชื่อมสาม หมู่บ้านเข้าด้วยกัน ลู่เฉินไปยืนอยู่ริมฝั่ง มองไปที่ผืนน้าก็เห็นเงาที่ สะท้อนกลับหัวอยู่ในน้า ลู่เฉินถอนหายใจ ประหนึ่งคนถือกระจกส่อง ตัวเอง นั่นใช่ตัวเองจริงหรือ ใช่รูปโฉมดั่งเดิมจริงหรือ ก่อนหน้านี้คาว่า “ตรวจทานตารา” ของเฉินผิงอัน แม้ตอนนั้นสี หน้าท่าทางของลู่เฉินจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่อันที่จริงกลับพูดได้ ตรงจุดอ่อนในใจของลู่เฉินเข้าอย่างจัง ท าให้เขารู ้สึกสะเทือนใจแต่ในนี้ก็ได้ซ่อนปัญหาที่จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็กไว้ข้อ หนึ่ง คนรุ่นหลังที่พลิกเปิดหนังสือ ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคิดว่า ตาราที่ผ่านการตรวจทานมาอย่างละเอียดก็คือต้นฉบับที่ไม่มี ตัวอักษรคลาดเคลื่อนแม้แต่ตัวเดียว แล้วส่งต่อความเข้าใจผิดนี้ไป ต่อๆ กันเมื่อเวลาเลยผ่าน สุดท้ายก็อยู่ห่างจากความหมายที่แท้จริง ไปไกลมากบนเส้นทางการเดินขึ้นเขาของผู้ฝึ กตนต้องรู ้จักมรรคา บรรลุ มรรคา พิสูจน์มรรคา ก็หนีไม่พ้นแสวงหาการ “รู ้เหตุผลและเข้าใจ ที่มา” ครั้งแล้วครั้งเล่า ค้นพบเส้นทางของตนและก้าวเดินไปแม้อยู่ใน ความมืดมิด ทัศนียภาพตลอดเส้นทางสอดคล้องกับสภาพจิตใจของ ตัวเองลู่เฉินเอ่ยเสียงเบาที่แฝงไว้ด้วยความเสียใจ “ข้าเคยไปพบศิษย์ น้องคนนั้นของเจ้าอารามซุน รวมไปถึงลูกศิษย์ของศิษย์น้องเขาข้าก็ เคยเจอมาก่อน แล้วก็เคยคุยด้วย คุยจบข้าก็ค้นพบเรื่องหนึ่งความคิดของพวกเขามีความขัดแย้งกับความคิดของพวกเต้ากวาน แห่งป๋ ายอวี้จิง”เฉินผิงอันนั่งยองลงข้างทาง หยิบหินสองสามก้อนขึ้นมาแล้วโยน ลงน้าไปเบาๆ กล่าวว่า “เป็ นเพราะว่าเต้ากวานส่วนใหญ่ของป๋ ายอวี้ จิงรู ้สึกว่าการฝึ กตนก็คือการฝึ กในด้านมรรคกถา คือความยอด เยี่ยมเลิศล้า แต่อาจารย์และศิษย์ของอารามเสวียนตูคู่นั้นกลับรู ้สึกว่า การฝึกตนคือการฝึกบนมรรคา คือสิ่งที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา?”ลู่เฉินอิ่มรับหนึ่งที แล้วก็ไม่รู ้สึกว่าการที่เฉินผิงอันเดาคาตอบได้ มีอะไรแปลก เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะขยี้ซีกหน้าด้านข้างของ ตัวเอง “ควรจะเป็ นอย่างไรก็เป็ นไป ข้าคงไม่เป็ นคนโง่ที่คิดมากเกิน เหตุแล้ว”ต่อให้ฟ้ าถล่มลงมาก็ยังมีศิษย์พี่อวี่โต้วที่เคยเห็นสถานการณ์ ใหญ่มาก่อนช่วยแบกรับไว้ให้อยู่นี่นาเฉินผิงอันลุกขึ้นยืน คนทั้งสองจึงเดินต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้าน ล่างสุด ลู่เฉินหัวเราะอย่างลาพองใจ “ก่อนหน้านี้อยู่ในม้วนภาพแห่ง กาลเวลา อันที่จริงหนิงจี๋เคยเปลี่ยนใจอยู่สองครั้ง ไม่อยากเป็ นลูก ศิษย์ของเจ้าแล้ว คิดจะจากไปให้จบเรื่อง ไปฝึกตนอยู่กับข้าที่ป๋ ายอวี้ จิง ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ที่หนิงจี๋พูดถึงคนที่เขาจะจดจาบุญคุณไว้ขึ้นใจ แล้วจะตอบแทนในวันหน้าก็คงเป็ นเจ้าไม่ใช่ผินเต้าแล้ว”เฉินผิงอันกล่าว “ครั้งหนึ่งในนั้นเป็ นเพราะหนิงจี๋รู ้ภูมิหลังชาติ ก าเนิดของตัวเอง ก็เลยไม่อยากสร ้างปัญหาให้ข้า?” ไว้ให้อยู่นี่นาเฉินผิงอันลุกขึ้นยืน คนทั้งสองจึงเดินต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้าน ล่างสุด ลู่เฉินหัวเราะอย่างลาพองใจ “ก่อนหน้านี้อยู่ในม้วนภาพแห่ง กาลเวลา อันที่จริงหนิงจี๋เคยเปลี่ยนใจอยู่สองครั้ง ไม่อยากเป็ นลูก ศิษย์ของเจ้าแล้ว คิดจะจากไปให้จบเรื่อง ไปฝึกตนอยู่กับข้าที่ป๋ ายอวี้ จิง ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ที่หนิงจี๋พูดถึงคนที่เขาจะจดจาบุญคุณไว้ขึ้นใจ แล้วจะตอบแทนในวันหน้าก็คงเป็ นเจ้าไม่ใช่ผินเต้าแล้ว”เฉินผิงอันกล่าว “ครั้งหนึ่งในนั้นเป็ นเพราะหนิงจี๋รู ้ภูมิหลังชาติ ก าเนิดของตัวเอง ก็เลยไม่อยากสร ้างปัญหาให้ข้า?”ลู่เฉินพยักหน้าคงเป็ นเพราะบนโลกนี้มีการหาเรื่องลาบากใส่ตัวอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าการพาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ คิดแทนคนอื่นไปเสียทุก เรื่องก็เหมือนอย่างที่เฉินผิงอันคาดเดา หลังจากที่เจ้าลัทธิลู่บอก ความจริงกับหนิงจี๋อย่าง ตรงไปตรงมา เด็กหนุ่มที่ชาติกาเนิดน่า สงสารทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ใบหน้าของเขาซีดขาวไร ้สีเลือด จมสู่ ความหวาดกลัวอันลึกล้า เด็กหนุ่มเงียบไปนาน คงจะรู ้สึกว่าตัวเองก็ คือตัวปัญหาที่ผีรังเกียจเทพชิงชัง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เป็ นดาวหายนะ ที่ไม่เป็ นที่ชื่นชอบของผู้อื่นดังนั้นนักพรตอู๋ตีก็ดี เฉินจี้อาจารย์สอนหนังสือก็ช่าง หากทั้งสองฝ่ ายเป็ นอาจารย์และศิษย์กันเขาก็จะต้อง สร ้างปัญหาที่ไม่จาเป็ นมากมายให้กับฝ่ ายหลัง สรุปแล้วก็คืออีกฝ่ าย ต้องไม่อาจแบกรับเรื่องราว…ได้เก่งเท่าเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิง แน่นอนดังนั้นลู่เฉินที่หัวเราะไม่ได้ร ้องไห้ไม่ออก ด้วยความโมโหจึงร่าย สถานะทั้งหลายของเฉินผิงอันให้หนิงจี๋ฟังพรวดเดียวเหมือนเทถั่ว ออกจากกระบอก นี่ถึงได้ทาให้เด็กหนุ่มที่ตกใจขวัญหายคล้ายได้กิน ยาสงบใจเข้าไป ยอมเปลี่ยนใจกลับมาดังเก่า ที่แท้อาจารย์เฉินอายุ น้อยแค่นี้ก็ทาได้ถึงขนาดนี้แล้ว